“วัชระพล” เร่งชงครม.เยียวยาเกษตรกร ลั่น! พร้อมปกป้องพี่น้องชาวประมง สั่งสำรวจความเสียหายให้เสร็จ 31 ต.ค.นี้ – ระบุ สั่งเก็บตัวอย่างน้ำตรวจสอบปมปลาตายจำนวนมากในปราจีนบุรี ฮึ่ม! หากพบการปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนสารเคมีลงแหล่งน้ำธรรมชาติ เตรียมแจ้งความเอาผิดแทน ปชช.ทันที

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ในวันนี้ (18 ต.ค.) เพื่อตรวจเยี่ยม และให้กำลังใจเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในบ่อดินที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย รวมถึงให้กำลังใจเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ภายหลังสัตว์น้ำเกิดภาวะช็อกค่าน้ำ หรือ น็อคน้ำ ภายหลังเกิดอุทกภัยเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทำให้น้ำหลากได้ชะล้างสารอินทรีย์ ตะกอน และสิ่งสะสมลงสู่แหล่งน้ำ ทำให้เกิดความขุ่นสูง ค่าออกซิเจนที่ละลายในน้ำ (DO) ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับค่า pH และอุณหภูมิที่ผันผวน ส่งผลให้สัตว์น้ำเกิดภาวะน็อคน้ำ พร้อมยังได้ติดตามการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับปัญหา จากอุทกภัยที่เกิดขึ้น ซึ่งเกษตรกรได้รับความเสียหายกว่า 4,300 ราย เป็นพื้นที่บ่อเลี้ยงรวมกว่า 58,000 ไร่ มูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นกว่า 95 ล้านบาท และพื้นที่การเพาะเลี้ยงในกระชังและกบ 75 ราย พื้นที่รวมเกือบ 30,000 ไร่ มูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นกว่า 1,300 ล้านบาท

นายวัชระพล ระบุว่า ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี รวมทั้งปทุมธานี และฉะเชิงเทรา มีพื้นที่เกษตรกรได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ทั้งบ่อกุ้ง บ่อปลา ร่วมกับจังหวัดอื่น ๆ ซึ่งขณะนี้ จังหวัดอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหายก่อนชดเชยเยียวยาต่อไป จึงได้สั่งการให้เร่งรัดการสำรวจ และขึ้นทะเบียน และให้สำนักงานประมงจังหวัด และอำเภอเร่งลงพื้นที่สำรวจความเสียหายของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในบ่อดินให้ครอบคลุมและแล้วเสร็จตามกรอบเวลาของการเปิดรับแบบ กษ.01 ภายใน 31 ตุลาคมนี้ พร้อมกำชับการเบิกจ่ายให้การช่วยเหลือเยียวยาส่งถึงมือเกษตรกรโดยเร็วที่สุดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

ส่วนแผนฟื้นฟูพื้นที่จังหวัดที่ประสบอุทกภัยนั้น กรมประมง จะปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ แหล่งน้ำชุมชน และคงความหลากหลายทางชีวภาพกว่า 1,100 ล้านตัว มากกว่า 35 ชนิดพันธุ์ ทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติ 4,700 แห่ง ในแหล่งน้ำชุมชน 100 แห่ง รวมถึงการการผลิตพันธุ์สัตว์น้ำชายฝั่ง จำนวนกว่า 397 ล้านตัว และโครงการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในพื้นที่ทุ่งบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ทั้งปลาตะเพียนทอง ปลาสร้อยขาว และปลากระแห เพื่อให้เกษตรกรสามารถกลับมาเริ่มต้นประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ใหม่อีกครั้งโดยเร็วหลังน้ำลด

ส่วนเกษตรกรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนนั้น นายวัชระพล เปิดเผยว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ เร่งจัดสรรหรือนำปัจจัยการผลิตมาสนับสนุนให้แก่เกษตรกร ซึ่งตนในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่กำกับกรมประมง ได้สั่งการให้กรมฯ เตรียมชงเรื่องเพื่อให้นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณางบกลาง เพื่อนำไปเยียวยาและสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลา เช่น ลูกปลา หรือ อาหารสัตว์ รวมถึงกระชังและอุปกรณ์ เพื่อเร่งช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนต่อไปด้วย

นายวัชระพล ยังแนะนำอีกว่า เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ยังสามารถติดต่อหาแหล่งเงินทุนได้จากสถาบันการเงินและหน่วยงานของภาครัฐ ทั้งกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อการฟื้นฟูและส่งเสริมอาชีพให้กับกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เพื่อขอรับการสนับสนุนสินเชื่อฉุกเฉิน พร้อมทั้งเข้าสู่มาตรการขยายเวลาหรือพักชำระหนี้สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย, กรมส่งเสริมสหกรณ์ ผ่านกองทุนพัฒนาสหกรณ์ – กพส. และมาตรการขยายเวลาชำระหนี้ให้กับสหกรณ์เพื่อลดภาระทางการเงิน พร้อมสนับสนุนเงินกู้ยืมแก่สหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อเสริมสภาพคล่องและฟื้นฟูกิจการหลังประสบภัย รวมถึงสถาบันการเงินอื่น ๆ ของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ – ธอส. ที่จะออกมาตรการพักชำระเงินต้น ลดอัตราดอกเบี้ย และสนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อใช้ในการฟื้นฟูกิจการ ซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้าง อาคาร และเครื่องจักร

ส่วนที่เกษตรกรตั้งข้อสงสัย ปัญหาสัตว์น้ำเกิดภาวะช็อกค่าน้ำ อาจเกิดจากมลพิษสารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรมทำให้ปลาตายจำนวนมากนั้น นายวัชระพล ระบุว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ (18 ต.ค.) ตนยังได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร เก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบ ซึ่งหากพบว่า น้ำปนเปื้อนสารเคมี ตนจะสั่งการให้กรมประมง เป็นเจ้าทุกข์ ไปแจ้งความเอาผิดกับโรงงานอุตสาหกรรม ที่ปล่อยน้ำปนเปื้อนสารเคมีลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติแน่นอน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องเร่งรัดผลการตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ทั้งจากซากปลา สารพิษ และสารโลหะหนัก หากพบว่าสาเหตุเกิดจากการกระทำของมนุษย์ หรือมีการลักลอบปล่อยน้ำเสีย ให้ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องประโยชน์ของเกษตรกร เน้นย้ำให้ประมงจังหวัด ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เร่งรวบรวมข้อมูลความเสียหายทั้งหมด โดยเฉพาะกรณีความเสียหายรุนแรงเกินวงเงินช่วยเหลือปกติ ให้เร่งทำเรื่องเสนอตรงต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ในเบื้องต้นจะให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบให้ครอบคลุมทุกจุด ให้สามารถระบุได้ว่าบ่อไหนที่ได้รับผลกระทบจากการปล่อยสารเพื่อตีกรอบความเสียหายไม่ให้ลุกลามไปในเขตอื่นๆของจังหวัดด้วย

นายวัชระพล ยังสั่งการให้กรมประมงเร่งดำเนินโครงการฟื้นฟูแม่น้ำปราจีนบุรี โดยให้นำพันธุ์ปลาประจำถิ่นที่เหมาะสมมาปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อช่วยฟื้นฟูทรัพยากรประมงและรักษาสมดุลของระบบนิเวศให้กลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว และกำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ บูรณาการการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างเข้มงวด พร้อมทั้งมีระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ปลายน้ำรับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงความเสียหายซ้ำรอย

“วัตถุประสงค์ของการลงพื้นที่วันนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีหน้าที่เดียวคือปกป้องพี่น้องเกษตรกร วันนี้ กรมวิชาการเกษตรได้เก็บตัวอย่างน้ำไปแล้ว ถ้ามีสารปนเปื้อน กระทรวงเกษตรฯ จะเป็นเจ้าภาพในการฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างเร่งด่วน เรื่องเงินเยียวยา ซึ่งวันนี้ไม่มีทางเพียงพอกับที่พี่น้องประมงที่เสียหายไป แต่เราก็จะเร่งช่วยสนับสนุนปัจจัยการผลิต อาหารสัตว์ อุปกรณ์ประมง เพื่อให้พี่น้องประมงกลับมามีอาชีพให้เร็วที่สุด”

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้คะแนนระดับ“สอบไม่ผ่าน”

พบว่า ได้คะแนนระดับ 0 ร้อยละ 37.21

​งานวิจัยส่วนบุคคลของ รองศาสตราจารย์ ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต เก็บข้อมูลแบบสอบถามจากคนทั้งประเทศ จำนวน 3,757 คน เก็บแบบสอบถามระหว่าง 4-17 ตุลาคม 2569 โดยนักศึกษาปริญญาตรี-โท-เอก คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต 160 คน เก็บแบบสอบถามใน 51 จังหวัด

​ ยุบสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เลือกตั้งวันอาทิตย์ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กกต.ประกาศรับรอง สส. เขต เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ และประกาศ สส. บัญชีรายชื่อเมื่อ 4 มีนาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อ 19 มีนาคม 2569 ดังนั้น การจัดเก็บข้อมูลการสำรวจครั้งนี้จึงมีขึ้นในช่วงหลังจาก 6 เดือนของการเป็นนายกรัฐมนตรี 

1.ข้อคำถามว่า 

“ท่านให้คะแนนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ต่อการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมา ระดับใด”

​ผลการวิจัยพบว่า (มี 3,754 คนตอบคำถามข้อนี้)​​​​​​​

ระดับ 0 ร้อยละ 37.21 (1,397 คน)

​ระดับ 1 ร้อยละ 16.52 (620 คน)

​ระดับ 2 ร้อยละ 10.00 (373 คน)

​ระดับ 3 ร้อยละ 9.35 (351 คน)

ระดับ 4 ร้อยละ 7.80 (292 คน)

ระดับ 5 ร้อยละ 11.32 (425 คน)

ระดับ 6 ร้อยละ 3.06 (115 คน)

ระดับ 7 ร้อยละ 1.41 (53 คน)

ระดับ 8 ร้อยละ 1.02 (38 คน)

ระดับ 9 ร้อยละ 0.86 (32 คน)

ระดับ 10 ร้อยละ 1.45 (54 คน)

​ค่าระดับหมายถึง

​ระดับ 0 หมายถึง ได้คะแนน 0, ระดับ 1-2 หมายถึง ได้คะแนนระดับน้อยที่สุด ระดับ 3-4 หมายถึง ได้คะแนนระดับน้อย ระดับ 5 หมายถึง ได้คะแนนระดับปานกลาง ระดับ 6-7 หมายถึง ได้คะแนนระดับมาก ระดับ 8-9หมายถึง ได้คะแนนระดับมากที่สุด ระดับ 10 หมายถึง ได้คะแนนเต็ม

​ข้อพิจารณา

​หากพิจารณาภาพรวม คะแนนระดับ 0-4 พบว่ารวมกันแล้วมีจำนวนร้อยละ 80.88 

​หากพิจารณาภาพรวม คะแนนระดับ 5 ปานกลาง มีจำนวนร้อยละ 11.32

​หากพิจารณาภาพรวม คะแนนระดับ 6-10 พบว่ารวมกันแล้วมีจำนวนร้อยละ 7.92

​

​ข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม

​เพศ : หญิง 2,029 คน (54.01%) ชาย 1,547 คน (41.17%) เพศหลากหลาย 181 คน (4.82%)

​อายุ : Gen Z (18-29 ปี) 1,936 คน (51.53%) Gen Y (30-45 ปี) 861คน (22.29%) Gen X (46-61 ปี) 607 คน (16.16%) Gen Baby Boomer ขึ้นไป (62 ปีขึ้นไป) 353 คน (9.39%)

​การศึกษา : ประถมศึกษาหรือต่ำกว่า 300 คน (7.98%) มัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า 1,060 คน (28.21%) อนุปริญญาหรือเทียบเท่า 498 คน (13.26%) ปริญญาตรีหรือเทียบเท่า 1,709 คน (45.49%) สูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า 190 คน (5.06%)

อาชีพ : นักเรียนนักศึกษา 1,527 คน (40.65%) เกษตรกร 283 คน (7.53%) พนักงานเอกชน 414 คน (11.02%) รับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน 352คน (9.37%) เจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ 437 คน (11.66%) ข้าราชการ/พนักงานของรัฐ/รัฐวิสาหกิจ 427 คน (11.36%) พ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน 216 คน (5.75%) อื่นๆ 101 คน (2.69%)

​รายได้ต่อเดือน : ไม่มีรายได้ 956 คน (25.45%) รายได้ไม่เกิน 10,000 บาท 831 คน (22.12%) รายได้ 10,001-20,000 บาท 890 คน (23.69%) รายได้ 20,001-30,000 บาท 504 คน (13.41%) รายได้ 30,001- 40,000 บาท 262 คน (6.97%) รายได้ 40,001 บาทขึ้นไป 314 คน (8.36%)

พรรคไทยสร้างไทย นำโดย นายอุดมเดช รัตนเสถียร หัวหน้าพรรค พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค จัดโครงการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรและอาสาสมัครพรรคไทยสร้างไทย ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 16–17 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรม ชาโต เดอ เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เพื่อยกระดับความรู้ ความเข้าใจ และทักษะการทำงานทางการเมือง มุ่งขับเคลื่อนพรรคสู่การเป็นพรรคการเมืองคุณภาพและทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

การอบรมสัมมนาในครั้งนี้เน้นการบรรยายและ workshop เชิงปฏิบัติการ ครอบคลุม 3 มิติสำคัญ ได้แก่

นายอุดมเดช รัตนเสถียร หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เปิดเผยว่า พรรคเชื่อมั่นว่าการพัฒนาคนและบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ พร้อมทั้งมีเป้าหมายร่วมกัน คือรากฐานสำคัญในการสร้างพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง ทันสมัย และพร้อมผลักดันการแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “ร่วมกันพัฒนาคน พัฒนาพรรค เพื่อสร้างการเมืองสุจริต และสร้างประเทศไทยให้ดีกว่าเดิม”

17 ตุลาคม​ 2569 ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช​ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและศึกษาธิการ​ กล่าวว่า​ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เตือนในการประชุม IMF​–World Bank ที่กรุงเทพฯ​ว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็น “สึนามิที่เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ” ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดแรงงานทั่วโลกอย่างรุนแรง​ IMF ประเมินว่า AI อาจส่งผลกระทบต่องานประมาณ 40% ของโลก และสูงถึง 60% ในประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษา เพราะงานระดับเริ่มต้นจำนวนมากอาจถูก AI ทดแทน ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวหมายถึงงานที่ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่จำนวนคนที่จะตกงานทั้งหมด​ ขณะเดียวกัน AI สามารถเพิ่มผลิตภาพและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโลก โดยมีการประเมินว่าอาจเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วในเอเชียประมาณ 0.5–1.0 percentage points ต่อปี และประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียประมาณ 0.2–0.8 percentage points ต่อปี

    กระผมเห็นว่า AI เป็นทั้งโอกาสครั้งใหญ่และความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยมีประเด็นที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ 5 ประการ

    (2.1) AI เพิ่ม GDP ได้ แต่ประชาชนอาจมีรายได้ลดลง​ AI ช่วยเพิ่มผลิตภาพรวมของปัจจัยการผลิต (Total Factor Productivity: TFP) ทำให้ผลิตสินค้าและบริการได้มากขึ้น​ ด้วยทรัพยากรเท่าเดิม แต่หากบริษัทใช้ AI เพื่อลดจำนวนพนักงาน โดยไม่ขยายการผลิตหรือสร้างงานใหม่ รายได้แรงงานอาจลดลง ขณะที่กำไรของเจ้าของทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำรุนแรงกว่าเดิม

    (2.2)​ คนรุ่นใหม่เสี่ยงตกงานและขาดโอกาสสร้างประสบการณ์​ AI สามารถทดแทนงานเอกสาร บัญชี งานธุรการ และการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งเป็นงานเริ่มต้นของบัณฑิตจบใหม่ หากไม่มีตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น คนหนุ่มสาวอาจขาดโอกาสสะสมประสบการณ์และพัฒนาความก้าวหน้าในอาชีพ

    (2.3)​ ต้องปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาทักษะแรงงานอย่างเร่งด่วน​ ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการศึกษาที่เน้นท่องจำ มาเป็นการสร้างความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี การคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์ พร้อมทั้งใช้กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานสนับสนุนการฝึกทักษะ AI ให้แรงงานทุกวัย โดยวัดผลจากการมีงานทำและรายได้ที่เพิ่มขึ้นจริง

    (2.4)​ ต้องใช้ AI เพิ่มผลิตภาพ ไม่ใช่เพียงลดคนงาน​ รัฐบาลควรสนับสนุนให้เกษตรกร โรงงานอุตสาหกรรม ธุรกิจบริการ และ SMEs ใช้ AI ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ และสร้างผลผลิตที่มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมส่งเสริมการแข่งขัน ไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีและผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง

    (2.5)​ ต้องเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจจากการแจกเงินเพื่อบริโภค มาเน้นการลงทุนสร้างผลผลิต​ การกู้เงินมาแจกเพื่อกระตุ้นการบริโภค ไม่สามารถทดแทนการลงทุนในคน เทคโนโลยี และเครื่องจักรได้ รัฐบาลจึงควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพ สร้างงาน เพิ่มรายได้ ส่งเสริมการออมและการลงทุน พร้อมกำหนดยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติที่มีผู้รับผิดชอบชัดเจนแบบ Single Command

    3.ความเห็นสรุป​ กระผมเห็นว่า ภัยที่แท้จริงไม่ใช่ AI ฉลาดขึ้น แต่คือคนไทยและระบบเศรษฐกิจไทยพัฒนาไม่ทัน AI​ หากรัฐบาลไม่เร่งปฏิรูปการศึกษา พัฒนาทักษะแรงงาน และส่งเสริมการลงทุน ประเทศไทยอาจเผชิญการว่างงานของคนรุ่นใหม่ ความเหลื่อมล้ำ และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำต่อเนื่อง
    “ประเทศไทยต้องไม่ใช้ AI เพียงเพื่อแทนที่แรงงาน แต่ต้องใช้ AI เพื่อเพิ่มความสามารถของแรงงาน สร้างงานใหม่ เพิ่มรายได้ และสร้างความมั่งคั่งให้ประชาชนอย่างทั่วถึง” ศาสตราจารย์ สุชาติ ธาดาธำรงเวช​ กล่าว

    นอกเรื่อง | อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา

    เป็นเรื่องฮาๆ ที่เกิดขึ้นกับกระแส “กรุงเทพเนทีฟ” (#กรุงเทพNative) ไวรัลในโซเชียลมีเดีย ที่หยอกล้อกับมาตรวัดว่า ใครคือคนกรุงเทพฯ แท้แต่กำเนิด

    กระแสพาให้ตลกขบขันไปไกล นอกจากความเชื่อ (ผิดๆ) ที่ให้ดูเลขบัตรประชาชนแล้ว ยังแบ่งเกณฑ์ด้วยว่า เขต (รัฐ) ไหนที่ไปอยู่แล้วคนจะดูออกว่าเป็นบ้านนอกเข้ากรุง และย่านไหนที่คนกรุงเทพฯ แท้เขาอยู่กัน

    “ถ้าอยากชุบตัวเป็นคนกรุงเทพ Native ให้เลี่ยงรัฐที่มี Immigrant เยอะ เช่น รัฐบางกะปิ รัฐห้วยขวาง แนะนำให้ไปอยู่รัฐที่เนทีฟอยู่กันเยอะๆ เช่น รัฐปทุมวัน เป็นต้น” – ส่วนหนึ่งจากเพจ Poetry of Bitch ที่บันทึกสรุปเอาไว้เมื่อ 4 ตุลาคม 2569

    แม้คำถามต่อกรุงเทพเนทีฟฟังดูเหมือนเป็นเรื่องขำๆ

    แต่พอคิดได้ว่า ความขำนี้มาจากการประชดประชันต่อค่านิยมที่ว่า คนเมืองกรุงดูดีกว่าคนบ้านนอก

    ความขำที่ว่าก็ชักจะเริ่มขม

    ประเทศที่ศูนย์กลางความเจริญกระจุกตัวที่เมืองหลวง คนคนหนึ่งดิ้นรนจากบ้านเกิดเข้ามาเรียนหนังสือและใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ก็เหนื่อยในระดับหนึ่งแล้ว

    แต่ถิ่นฐานที่เลือกอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ก็ยังแบ่งแยกไปอีกว่า อยู่กรุงเทพฯ ชั้นใน หรือกรุงเทพฯ ชั้นนอก เพราะพิสูจน์ “ความแท้” ได้ไม่เท่ากัน

    กระแสที่ยั่วล้อถึงความแท้แบบนี้ เพราะแต่ละพื้นที่มีอำนาจไม่เท่ากัน ดูเอาง่ายๆ ว่าพื้นที่ไหนในกรุงเทพฯ ที่น้ำท่วมซ้ำซาก และพื้นที่ไหนที่ไม่เดือดร้อน

    นึกถึงคำของอาจารย์เบน แอนเดอร์สัน ที่เคยใช้คำว่า “ภูธรสองตลบ” ในหนังสือ ในกระจก : วรรณกรรมการเมืองสยามยุคอเมริกัน (ฉบับพิมพ์ใหม่โดยสำนักพิมพ์ อ่าน) อธิบายถึงสังคมไทยที่ปัจจัยสำคัญในการยกระดับชีวิตตัวเองก็คือการดิ้นรนเพื่อให้ได้มาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ แต่เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ แล้วกลับพบว่า คนกรุงฯ โดยกำเนิดเขาเลือกถีบตัวเองไปอีกชั้นด้วยการไปเรียนหนังสือเมืองนอกเมืองนา ภูธรสองตลบ ของ อ.เบน

    ถ้ามาดูกรุงเทพฯ ตอนนี้ก็จะเห็นตลบย่อยที่แบ่งลึกลงไปอีกว่า ดีกรีของแต่ละรัฐแต่ละย่านนั้นไม่เท่ากัน

    ที่จริงมันก็คงไม่ต่างจากเมืองใหญ่อื่นๆ ที่มีโซนในเมือง-นอกเมือง โซนแพง-ไม่แพง

    ส่วนอัตลักษณ์ที่แตกต่างเหล่านั้นจะพัวพันกับค่านิยมว่าย่านนี้ดีกว่าขนาดไหนก็ขึ้นกับสภาพความเหลื่อมล้ำ เช่น ในที่ที่ไม่ได้เหลื่อมล้ำมาก การเลือกจะอยู่โซนไหนของเมืองเป็นเรื่องของทางเลือก ไม่ใช่ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ

    เช่น คนอาจจะเลือกอยู่นอกเมืองได้เพราะไม่อยากวุ่นวาย แต่ก็ไม่ต้องแบกต้นทุนชีวิตสูงมากเพราะมีระบบขนส่งมวลชนที่เข้าถึงได้แม้บ้านจะอยู่ไกล

    แต่กรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นเมืองแบบนั้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังกระจุกตัวกับย่านสำคัญ ที่ที่เจริญอยู่แล้วก็ได้รับความเจริญขึ้นไปอีก พื้นที่ที่คนเสียงดังก็จะได้รับความเจริญซ้ำๆ เพิ่มไปอีก

    ส่วนโซนที่ภูธรก็ลุ้นเอา ว่าจะเสี่ยงเป็นพื้นที่รับน้ำท่วมที่ความช่วยเหลือไปได้ช้าหน่อย และอาจจะถูกลืมไป

    แต่ถ้าความเป็น “กรุงเทพเนทีฟ” ไม่ได้หมายถึงแค่การเกิดในกรุงเทพฯ

    หากหมายถึงการเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่เมืองเลือกจะให้คุณค่า

    คำถามก็น่าสนใจขึ้นว่า กรุงเทพฯ แบบไหนที่ถูกทำให้มีมูลค่าในฐานะความเป็นกรุงเทพฯ

    ในแง่นี้ การเติบโตและเปลี่ยนแปลงของถนน “ทรงวาด” ก็น่าสนใจ

    จู่ๆ จากถนนคนแก่ ก็กลายเป็นย่าน “ชิคๆ” ที่มีแต่คนไปยืนถ่ายรูป

    กระแสนี้ก็ต่อคิวมาจากความนิยมในการท่องเที่ยวย่านเก่า ไม่ว่าจะเป็นเวิ้ง แพร่งที่เมืองกรุงเทพฯ เองก็ดันให้ชุมชนเก่าแก่เหล่านี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    และทรงวาดก็เป็นหนึ่งในย่านที่ถูกผลักดันไปทางนี้มาได้สัก 4-5 ปีแล้ว

    การผุดย่านท่องเที่ยวใหม่แต่ละครั้งเกิดขึ้นเพราะย่านชุมชนเก่ามีเสน่ห์ ยิ่งเป็นชุมชนเก่ายิ่งตะโกนชัดว่าเป็น “กรุงเทพเนทีฟ”

    ความเปลี่ยนแปลงบนถนนทรงวาดก็เพราะคนไทยและศูนย์กลางอำนาจไทยในเวลานี้ ไม่ได้ตั้งแง่กับ “ตึ่งหนั่งเกี้ย” หรือลูกคนจีนที่ตอนนี้เป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ดังนั้น การให้ค่าหรือกระทั่งโรแมนติไซส์ย่านเช่นนี้ จึงเกิดขึ้นกับกลุ่มคนจีนรุ่นที่มาก่อน ซึ่งเข้าประเทศมาในฐานะ Immigrant เมื่อเวลาผ่านไป ลูกหลานก็กลายเป็น Native

    และความเก่าแก่ของพวกเขาก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพความเป็นกรุงเทพฯ ที่มี “คุณค่า”

    ความรู้สึกตื่นเต้นนี้ไม่ได้เกิดกับชุมชนจีนใหม่ในย่านห้วยขวางซึ่งจัดเป็นย่าน “กรุงเทพ immigrant” และไม่เกิดกับย่านคนฮินดู ซิกข์ อิสลาม ที่ที่จริงแล้วเป็นย่านเก่าแก่ไม่แพ้กัน

    ถนนทรงวาด เป็นถนนสายเล็กๆ ความยาวกิโลฯ นิดๆ อยู่เลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ติดท่าน้ำราชวงศ์ บ้านเรือนสมัยก่อนมีท่าน้ำที่เอาไว้รับส่งสินค้า

    ถนนสายนี้เป็นถนนค้าขายพืชผลทางการเกษตร ทั้งพริกไทย กระเทียม เม็ดสาคู เม็ดมะม่วงหิมพานต์ แป้งมัน เมล็ดพันธุ์พืช ฯลฯ

    ถ้าใครสังเกตกลิ่นได้ละเอียดๆ เวลาไปเดินบนถนนทรงวาด จะได้กลิ่นเครื่องเทศจางๆ ไม่ฉุนไม่เหม็นไม่หอม แต่เป็นกลิ่นของย่านนี้

    ถนนเล็กๆ สายนี้เป็นมิตรกับการเดินเท้า อีกทั้งยังมีทั้งศาลเจ้าและมัสยิด มีอาคารเก่าสวยงามอายุนับร้อยปี โกดังสินค้าที่ทำจากไม้ทั้งหลัง มีชุมชนเก่าที่มาพร้อมของอร่อย รวมๆ กันเป็นอัตลักษณ์ของถนนที่หาที่ไหนไม่มีเหมือน

    แต่ไหนแต่ไรมา ทรงวาดเป็นแหล่งของ “สตาร์ตอัพ” คนจีนที่นั่งเรือมาก็มาสร้างเนื้อสร้างตัวกันบนถนนสายนี้ มันคือถนนที่กุลียาจกใช้เครือข่ายความช่วยเหลือในนามคนบ้านเกิดเดียวกันมาตั้งต้นธุรกิจ

    ซึ่งวิธีคิดในการทำธุรกิจมักมองไกลและหวังขยายกิจการให้เติบโต ทำให้การค้าบนเส้นนี้เป็นกิจการแบบ B2B คือขายส่งทั้งในและต่างประเทศให้ผู้ค้ารายย่อยไปขายต่อ เช่น ขายพืชผลระดับกระสอบ ไม่ใช่การขายแบบ B2C ที่ขายทีละน้อยให้ผู้บริโภคไปใช้ในครัวเรือน

    สตาร์ตอัพย่านทรงวาดที่ค่อยๆ ก่อตัวตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 กลายเป็นธุรกิจใหม่ๆ ที่โตพร้อมกับความรุ่งเรืองของย่าน

    มาวันนี้ ย่านธุรกิจนี้ไม่ได้เจ๊ง ยังดำเนินกิจการค้าขายกันอยู่ แต่เจอการเปลี่ยนผ่านของกาลเวลา ลูกหลานคนจีนสืบทอดกิจการมา 2-3 เจเนอเรชั่นแล้ว พอรุ่นที่ 3 และ 4 อาจจะไม่สนใจสานต่อกิจการเดิมของครอบครัวแล้ว

    จึงเป็นไปได้ว่าร้านค้าจำนวนหนึ่งจะเลิกกิจการเพราะไม่มีลูกหลานสานต่อ

    ร็อกเกตมีเดียแล็บรวบรวมข้อมูลประชากรปี 2568 พบว่า เขตสัมพันธวงศ์มีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงที่สุดในกรุงเทพฯ ที่ 39.06% ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั้งกรุงเทพฯ อยู่ที่ 24.63% ส่วนเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีมีเพียง 8.09% คนแก่เยอะ แต่เด็กน้อย

    ที่ดินบนถนนทรงวาดส่วนหนึ่งเป็นที่ทรัพย์สินฯ ที่เซ้งระยะยาว ส่วนหนึ่งเป็นที่เอกชน ที่มีเอกชนรายใหญ่เข้ามากว้านซื้อไปแล้ว

    ซึ่งทั้งธุรกิจรายใหญ่และย่อยก็กำลังพัฒนาพื้นที่นี้ไปในทิศทางแบบที่เห็นในปัจจุบัน

    ลูกหลานที่โตบนเส้นนี้น่าจะรู้ดีแล้วว่า ถนนสายประวัติศาสตร์มีราคา กิจการจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้สานต่อ แต่ยังเห็นในเสน่ห์และคุณค่าของถนนทรงวาด ก็หันมาใช้พื้นที่เดิมทำธุรกิจใหม่ของตัวเอง

    ด้วยความที่ทรงวาดเป็นถนนที่ “ถูกไฮป์” ธุรกิจใหม่จำนวนไม่น้อยจึงต่างกับกิจการรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่ประกอบกิจการตามที่มันเป็น

    ขายแป้งมันก็คือขายแป้งมัน ขายกระเทียมก็คือขายกระเทียม

    แต่ธุรกิจของคนรุ่นใหม่เน้นขายสินค้าและบริการที่พ่วงประสบการณ์ของการได้มาสัมผัสถนนทรงวาด

    กิจการใหม่ๆ จึงออกมาเป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟ ส่วนใหญ่เป็นบริการสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเพราะเป็นถนนทรงวาด ยังน้อยนักที่มาเพราะสินค้าและบริการ

    และนี่คือจุดเปลี่ยนใหญ่ของถนนทรงวาดนับแต่หลังโควิด-19

    ทรงวาดเวลานี้มีร้านกาแฟและร้านอาหารที่พึ่งพิงกลิ่นอายและตัวตนของทรงวาด

    แม้จะเป็นวิธีหนึ่งในการปลุกถนนคนแก่ที่ดูจะเงียบหงอยไปได้บ้าง แต่ก็เป็นการพัฒนาที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวขาจรบนอัตลักษณ์เก่าของชุมชน มากกว่าที่จะพัฒนาเมืองที่สัมพันธ์กับคนที่อยู่อาศัยในละแวก

    ส่วนหนึ่งของกระแสยั่วล้อความเป็น “กรุงเทพเนทีฟ” มาจากคำถามที่ว่า เราถูกทำให้เข้าใจว่าการกินข้าวมื้อละ 200-300 บาทเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่มันเป็นเรื่องปกติไม่ได้เลย เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีกำลังจ่าย และอย่าลืมว่า ราคาของการเสพประสบการณ์อาจไม่ได้หนักหนาแค่ฝั่งคนจ่าย แต่ยังเป็นความเสี่ยงของผู้ค้าที่อาจจะทำร้านได้ไม่นาน

    ผู้ค้ารุ่นใหม่บนถนนทรงวาดก็อาจจะกำลังอยู่ในความเสี่ยงนั้น แม้เป็นถนนมีเอกลักษณ์ เข้าเกณฑ์มาตรวัดกรุงเทพเนทีฟทุกประการ กลายเป็นย่านที่ธุรกิจใหม่ดิ้นรนอยากเข้าไปหาวิธีขายพ่วงอัตลักษณ์เหล่านั้น แต่ความพยายามมีเรื่องเล่าที่แตกต่างกลับกลายเป็นธุรกิจที่สุดท้ายแล้วก็ดูคล้ายๆ กันไปหมด

    กระแสกรุงเทพเนทีฟจึงไม่ได้เป็นกระแสที่ขบขันชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่มันบอกความคิดที่หมักหมมและทับถมว่า วิธีคิดทั้งการพัฒนาธุรกิจและพัฒนาเมืองยังพึ่งพิงอัตลักษณ์และอำนาจเก่า

    ตราบที่ภาพลักษณ์ความเจริญยังกระจุกตัว ความเติบโตของเมืองและเศรษฐกิจก็จะกระจุกตัวอยู่เท่าเดิม

    คุยกับทูต | ชนัดดา ชินะโยธิน

    Exclusive Talks With Ambassadors | Chanadda Jinayodhin

    สหภาพยุโรป : ความเข้าใจคลาดเคลื่อน

    และความเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของคนไทย

    นางหลุยซา ราเกอร์ (H.E. Mrs. Luisa Ragher) เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวถึงความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสหภาพยุโรปว่า

    “ดิฉันคิดว่าความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่พบได้บ่อยอย่างหนึ่ง คือการมองว่าสหภาพยุโรปเป็นรัฐบาลกลางที่รวมศูนย์อำนาจไว้ในที่เดียว”

    “แท้จริงแล้ว สหภาพยุโรปเป็นการรวมตัวทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศสมาชิก 27 ประเทศ ซึ่งทำงานร่วมกันผ่านสถาบันและกระบวนการตัดสินใจของสหภาพยุโรป โดยยึดหลักประชาธิปไตยและค่านิยมร่วมกัน”

    “อีกเรื่องหนึ่งที่อยากให้เข้าใจคือ สหภาพยุโรปมีรากฐานจากความมุ่งหวังที่จะสร้างสันติภาพ โดยอาศัยการบูรณาการและความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเมืองเป็นหนทางป้องกันความขัดแย้ง”

    “ขณะเดียวกัน กฎระเบียบของสหภาพยุโรป เช่น มาตรฐานด้านความยั่งยืนและการคุ้มครองผู้บริโภค ก็ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รวมถึงการผลิตและการค้าสินค้าที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน”

    นางหลุยซา ราเกอร์ (H.E. Mrs. Luisa Ragher) เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย

    คนรุ่นใหม่กับโอกาสในยุโรป

    เมื่อกล่าวถึงโอกาสของคนรุ่นใหม่ ท่านทูตหลุยซาชวนให้คนไทยเปิดใจทำความรู้จักยุโรปมากขึ้น

    “สิ่งที่ดิฉันอยากบอกคนรุ่นใหม่ไทยคือ ยุโรปมีโอกาสทางการศึกษามากมาย และดิฉันอยากชวนคนไทยทุกช่วงวัยให้เปิดใจทำความรู้จักยุโรปให้มากขึ้น”

    “โครงการ Erasmus+ เป็นช่องทางหนึ่งที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาและนักวิชาการจากไทยได้ไปศึกษา แลกเปลี่ยนความรู้ และสัมผัสชีวิตในประเทศต่างๆ ของยุโรป”

    “การเรียนรู้ภาษาใหม่และทำความรู้จักวัฒนธรรมที่แตกต่างช่วยให้เราเติบโต และสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนจากหลากหลายประเทศ ประสบการณ์เหล่านี้ยังเป็นประโยชน์ต่อการทำงาน เพราะการมีมุมมองที่กว้าง เปิดรับความแตกต่าง และสามารถทำงานร่วมกับผู้คนต่างวัฒนธรรมได้ เป็นคุณสมบัติที่นายจ้างจำนวนมากให้คุณค่า”

    “นอกจากนี้ ในปีหน้า สหภาพยุโรปจะเปิดตัวโครงการด้านวัฒนธรรมใหม่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มในระดับภูมิภาคของสหภาพยุโรปในเอเชีย เราต้องการส่งเสริมความร่วมมือกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยที่มีชีวิตชีวาให้มากขึ้น ผ่านนิทรรศการศิลปะ กิจกรรมทางวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนทางวิชาการและการแลกเปลี่ยนเยาวชน ตลอดจนโครงการร่วมในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์”

    “ดิฉันเชื่อว่ากิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนของทั้งสองฝ่ายได้รู้จัก เข้าใจ และใกล้ชิดกันมากขึ้น”

    “คนรุ่นใหม่ยังสามารถมีบทบาทในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยใช้ทักษะดิจิทัลเชื่อมโยงประเด็นระดับโลกเข้ากับโครงการที่ตอบโจทย์ชุมชนท้องถิ่น ไม่ว่าจะผ่านโครงการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ การแข่งขันแฮกกาธอนระหว่างประเทศ หรือเครือข่ายความร่วมมือระดับโลก”

    “การมีส่วนร่วมในกิจกรรมเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี และความสามารถในการทำงานร่วมกับชุมชน ซึ่งล้วนจำเป็นต่อการรับมือกับความท้าทายร่วมกัน เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการคุ้มครองสิทธิในโลกดิจิทัล”

    นางหลุยซา ราเกอร์ และคู่สมรส เข้าร่วมงานพระราชพิธีเมื่อครั้งประจำการอยู่ที่ประเทศไทย
    เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้แทนพลเรือนและทหารของสหภาพยุโรปที่เดินทางเยือนประเทศไทย เข้าหารือกับ พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม

    เสียงสะท้อนจากนักการทูต

    ท่านทูตหลุยซาสะท้อนบทเรียนจากประสบการณ์การทำงานว่า

    “ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ดิฉันได้เรียนรู้ว่า เบื้องหลังสนธิสัญญาและเอกสารนโยบายต่างๆ ผู้คนคือพลังที่ขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความก้าวหน้าที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบนโต๊ะเจรจา แต่ยังเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์”

    “เมื่อเราเข้าใจอย่างแท้จริงว่าสิ่งใดสำคัญต่อประเทศหุ้นส่วน และสามารถสร้างความไว้วางใจระหว่างกันได้ เราก็จะกำหนดเป้าหมายร่วมกันที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น”

    “สำหรับดิฉัน เป้าหมายของการทูตจึงไม่ใช่การแสวงหาประโยชน์สูงสุดให้แก่ยุโรปเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการทำให้ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างเราก้าวหน้าไปพร้อมกัน”

    นางหลุยซา ราเกอร์ เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย พบหารือกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

    ความหวังต่ออนาคต

    ความสัมพันธ์ไทย-สหภาพยุโรป

    “ดิฉันหวังว่า เมื่อสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งในประเทศไทย ดิฉันจะสามารถมองย้อนกลับมาและเห็นว่า เราได้เสริมสร้างรากฐานเชิงสถาบันของความเป็นหุ้นส่วนให้เข้มแข็งขึ้น และทำให้ความมุ่งมั่นทางการเมืองที่มีร่วมกันเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม”

    “ดิฉันอยากเห็นความสัมพันธ์ไทย-สหภาพยุโรปที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น มีความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็งขึ้น และมีความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น โดยขยายความร่วมมือทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง การค้า การลงทุน ตลอดจนประเด็นระดับภูมิภาคและระดับโลกที่ทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกัน”

    “เป้าหมายสำคัญประการหนึ่งคือ การเห็นการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปกับไทยบรรลุข้อสรุป ตามด้วยการลงนามและการดำเนินขั้นตอนที่จำเป็น เพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับ ซึ่งจะสร้างโอกาสที่เป็นรูปธรรมให้แก่ภาคธุรกิจและประชาชนของทั้งสองฝ่าย”

    “เรายังมีศักยภาพอีกมากในการขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน แต่การเจรจาย่อมมีประเด็นละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และต้องอาศัยความพร้อมของทั้งสองฝ่ายในการหาจุดสมดุล”

    “ดิฉันเชื่อว่าความตกลงที่มีคุณภาพและสมดุลจะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว พร้อมทั้งวางรากฐานให้ความเป็นหุ้นส่วนไทย-สหภาพยุโรปเข้มแข็งยิ่งขึ้น และนำไปสู่ประโยชน์ที่ประชาชนทั้งสองฝ่ายสัมผัสได้”

    เปิดงานเทศกาลภาพยนตร์สหภาพยุโรป 2569

    ความสุขเรียบง่าย

    เมื่อได้กลับมาเมืองไทย

    นอกเหนือจากภารกิจทางการทูต เธอเล่าถึงความสุขเรียบง่ายเมื่อได้กลับมาเมืองไทยอีกครั้ง

    “สิ่งหนึ่งที่ทำให้ดิฉันมีความสุขเป็นพิเศษเมื่อได้กลับมาประเทศไทย คือการได้สัมผัสความอบอุ่นและอัธยาศัยไมตรีของคนไทยอีกครั้ง ผู้คนที่นี่ทำให้ดิฉันรู้สึกได้รับการต้อนรับอย่างเป็นกันเอง ไม่ว่าจะผ่านการรับประทานอาหารร่วมกัน การพูดคุยเรื่องราวในชีวิตประจำวัน หรือการใช้เวลากับเพื่อนและครอบครัว ดิฉันชื่นชอบอาหารไทยมาก รับประทานอาหารรสเผ็ดได้ และแกงมัสมั่นก็เป็นหนึ่งในเมนูโปรดของดิฉัน”

    “พวกเราชาวยุโรปให้ความสำคัญกับสมดุลระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัว สำหรับดิฉัน การมีเวลาใช้ชีวิตนอกเหนือจากงานช่วยให้กลับมาทำหน้าที่ด้วยพลังและมุมมองใหม่ๆ”

    “เมื่อมีโอกาส ดิฉันจะหาเวลาไปสปอร์ตคลับ หรือรับประทานอาหารดีๆ สักมื้อ ในเวลาว่าง ดิฉันยังชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศจากชีวิตการทำงานด้านการทูตที่ค่อนข้างเป็นทางการ”

    “ธรรมชาติของประเทศไทยงดงามและหลากหลาย ทั้งชายหาด หมู่เกาะ ทะเล และป่าเขา ดิฉันชอบเดินป่าและดำน้ำลึก จึงอยากมีเวลาไปสำรวจเกาะต่างๆ ทางภาคใต้ รวมถึงอุทยานแห่งชาติทางภาคเหนือให้มากขึ้น หากให้นึกถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ในฝัน ก็คงเป็นการพาครอบครัวออกจากกรุงเทพฯ ไปพักผ่อนสักสองสามวันที่หัวหิน เกาะลันตา หรือเขาใหญ่”

    การ์ตูนที่รัก | นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

    เมื่อดูการ์ตูนญี่ปุ่นนี้ครั้งแรก ขำมาก อดคิดไม่ได้ว่าผู้เขียนผู้สร้างช่างไม่เกรงใจ สสส.บ้างเลย ก่อนที่จะนึกได้ว่า สสส.น่าจะไม่สามารถทำอะไรกับฉากสูบบุหรี่ในหนังการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องนี้ได้ และหวังว่าจะทำอะไรไม่ได้ต่อไปในอนาคต

    เป็นหนังที่มีฉากสูบบุหรี่เป็นตัวเดินเรื่องหลักทุกๆ ตอน แม้ว่าหนังจะพูดถึงพิษภัยบุหรี่บ้างแต่ก็น้อยเต็มที จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตามหนังสร้างด้านสวยงามแก่การสูบบุหรี่ไม่มากก็น้อยแล้วแต่คนดูแต่ละคนจะมีทัศนคติอย่างไร

    ฉากสูบบุหรี่อาจจะเป็นเพียงข้ออ้างมากกว่าอย่างอื่น พนักงานออฟฟิศชายอายุสี่สิบกว่า ซาซากิ กับพนักงานร้านสะดวกซื้อสาวอายุยี่สิบสี่ ยามาดะ มีข้ออ้างที่จะพบกันหลังเลิกงานเกือบทุกคืน ข้ออ้างนั้นคือสูบบุหรี่ด้วยกัน

    ลองคิดดูว่าถ้าไม่มีกิจกรรมสูบบุหรี่เป็นสื่อกลางจะมีอะไรได้อีก ตอบเร็วๆ คือนั่งดื่มด้วยกัน

    น่าสนใจว่าวิธีไหนจะดีกว่ากัน น่าดูกว่ากัน ดึงคนดูให้ติดตามได้แน่นอนกว่ากัน

    จะเป็นวิธีไหนก็ตามฝ่ายที่เคร่งศีลธรรมก็คงไม่ชอบฉากนั่งดื่มด้วยกันทุกๆ คืนเป็นแน่

    บุหรี่มีข้อเหนือกว่าที่มีควัน ฉากควันบุหรี่ที่ล่องลอยและอ้อยอิ่งสร้างความรู้สึกปลดปล่อยมีเสรี ภาพที่เห็นจึงเป็นงานศิลปะนำพาคนสองคนที่มีชีวิตจำเจได้ปลดปล่อยด้วยกันยามเลิกงาน เพียงแค่สูบบุหรี่ด้วยกันและคุยกัน ที่คุยกันก็ไม่มีสาระอะไร ขอแค่เวลาปลดปล่อยเท่านั้นเอง (รู้ รู้ มะเร็งปอดและหลอดลมอักเสบ โรคหัวใจด้วย ตัวละครทุกคนรู้ดี)

    หนังไม่ได้ลืมหรือละทิ้งความจริงที่ว่าบุหรี่ทำลายสุขภาพ ในทางตรงข้ามหนังชี้ความจริงข้อหนึ่งในชีวิตว่าคนทุกคนที่สูบบุหรี่รู้แล้วว่าบุหรี่ทำลายสุขภาพ เหมือนกับที่รู้ว่าอาหารอะไรที่ไม่ดีต่อสุขภาพแต่มีน้อยคนที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมเพราะเหตุนี้

    มีตอนหนึ่งที่ตัวเอกทั้งสองคนถึงเวลาต้องตรวจสุขภาพประจำปี ทั้งคู่รู้ดีว่าบุหรี่ไม่ดีต่อสุขภาพและกังวลผลการตรวจ ครั้นตรวจผ่านก็โล่งใจไปสูบบุหรี่ต่อ

    คนส่วนใหญ่ก็ทำกับผลตรวจไขมันแบบนั้น ผ่านได้ก็ไปต่อกับการบริโภคแบบเดิม

    แทรกตรงนี้ว่าคนส่วนใหญ่ดีใจที่เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือแม่เหล็กไฟฟ้าไม่พบอะไรผิดปกติ เป็นข่าวดีที่สร้างความชะล่าใจไปในตัว

    การไม่ตรวจอะไรเลยแต่ดูแลสุขภาพด้วยทางสายกลางควรเป็นวิธีที่ดีกว่า

    บุหรี่ในฐานะกิจกรรมร่วมกันมิใช่เรื่องเดียวที่น่าพูดถึง สถานที่เป็นอีกตัวแปรที่สำคัญ คือบริเวณหลังร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมงที่อนุญาตให้พนักงานออกมาพักสูบบุหรี่ได้ ที่บริษัทของซาซากิมีห้องสูบบุหรี่เช่นกัน ประดามนุษย์เงินเดือนสิงห์อมควันใช้ออกมาผ่อนคลายสมองกันเสมอๆ

    แต่บริเวณหลังร้านสะดวกซื้อทุกค่ำคืนเป็นบริเวณที่ทั้งสองคนจะได้พบกันคุยกันและเป็นตัวของตัวเองหลังจากต้องแปลงร่างทำงานทั้งวัน

    ซาซากิเป็นมนุษย์เงินเดือนต้องทำตามคำสั่งเจ้านายทุกวัน

    ยามาดะเป็นแคชเชียร์ร้านสะดวกซื้อต้องยิ้มแย้มบริการและโค้งคำนับลูกค้าทั้งวัน

    หนังยังแสดงให้เห็นข้อจำกัดของสถานที่ตามความเป็นจริงด้วยการแฟลชแบ๊กไปที่ยุคสมัยที่คนเราสามารถยืนสูบบุหรี่หน้าร้านได้ หลังจากยุคนั้นผู้สูบบุหรี่จึงถูกจำกัดสถานที่ลงเรื่อยๆ

    ชื่อหนังสูบบุหรี่หลังร้านสะดวกซื้อกับคุณสื่อครบทั้งเวลา สถานที่ และบุคคล

    เวลาคือเวลาสูบบุหรี่

    สถานที่คือหลังซูเปอร์มาร์เก็ต

    องค์ประกอบที่สามคือ “กับคุณ” ซึ่งน่าสนใจมาก

    ซาซากิเป็นชายวัยกลางคนขี้อายโดยเฉพาะตอนอยู่หน้าสาว

    ยามาดะน่าสนใจมากขึ้นเหตุเพราะเธอดูเหมือนจะมีสองบุคลิกภาพ

    ยามาดะในเวลาทำงานเป็นแคชเชียร์สาวน้อยเสียงสดใส สีหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ท่าทางที่บริการลูกค้าทะมัดทะแมงแคล่วคล่องว่องไว มารยาทสุภาพเรียบร้อยเป็นที่หนึ่ง แต่ทั้งหมดที่เห็นได้จากการอบรมและฝึกหนัก หนังไม่ได้บอกว่ายืนกะกี่ชั่วโมงแต่เชื่อได้ว่านานเกินกำลังแน่เพราะเธอกลายร่างเป็นอีกคนหนึ่งหลังเลิกงาน

    หลังเลิกงานเธอชื่อทายามะ ใส่ชุดบางๆ กระโปรงสั้น รวบผมและใส่ต่างหูคนละลักษณะ นั่งสูบบุหรี่หลังร้านสบายใจ

    จนกระทั่งวันหนึ่งมีตาลุงซาซากิผ่านมา ทายามะจึงเชิญชวนให้นั่งสูบบุหรี่ด้วยกัน

    สองคนคุยถูกคอกันนับแต่นั้น

    ซาซากิหลงใหลยามาดะในเวลาทำงาน เวลามาซื้อของจะขอเข้าแถวจ่ายเงินกับยามาดะทุกครั้ง คุณลุงมาติดสาวน้อยแค่คิดยังเขินเลย คนดูที่อายุมากกว่าสี่สิบก็น่าจะเขินตามแต่ก็อดกระชุ่มกระชวยไปด้วยมิได้

    พอเลิกงานจะยิ่งกระชุ่มกระชวยหนักข้อขึ้นไปอีก เหตุเพราะทายามะไม่เพียงใส่บางนุ่งสั้นสูบบุหรี่คุยถูกคอ ยังเปิดพุงและต้นแขนเป็นบางครั้งอีกต่างหาก

    ประเด็นคือซาซากิไม่รู้ว่ายามาดะและทายามะเป็นคนเดียวกัน

    ยามาดะและซาซากิมิใช่บุคคลสองบุคลิกภาพตามนิยามทางการแพทย์ หนังเรื่องนี้น่าจะตั้งใจให้เรื่องภาพลักษณ์ภายนอกไม่สำคัญเท่ากับดวงตาและวิธีพูดจา หนังเหนือจริงที่ซาซากิเซ่อซ่าได้ถึงขนาดไม่รู้ว่ายามาดะและทายามะเป็นคนเดียวกัน

    ข้อแตกต่างสำคัญคือดวงตา วิธีพูด และบุคลิกท่าทาง เพียงสามประการนี้ก็ชวนให้ซาซากิมองข้ามเรื่องอื่นได้แล้ว

    แน่นอนว่าการแต่งตัวมีส่วนแต่เป็นส่วนที่สี่ เห็นได้จากการไม่มีดวงตาในตัวละครอื่นๆ

    บ่อยครั้งที่เราจะพบตัวละครอื่นในหนังเรื่องนี้ไม่มีดวงตา ตอนแรกคิดว่ามีเพียงตัวประกอบประเภทเดินผ่านเท่านั้นที่จะไม่มีดวงตา

    ครั้นดูๆ ไปปรากฏว่าตัวละครสำคัญบางคนไม่มีดวงตาด้วย เช่น เจ้านายเก่าที่ซาซากิเดินทางไปหาที่ฮอกไกโด น่าจะเป็นตัวละครสำคัญคนหนึ่งซึ่งส่งอิทธิพลต่อบุคลิกภาพของซาซากิถึงวันนี้ แต่เขาไม่มีดวงตาเลยตั้งแต่ตอนพบกันไปจนถึงนั่งดื่มด้วยกันนานสองนาน

    แนะนำให้ดูนะครับ โตๆ กันแล้วควรรู้ว่าบุหรี่ทำลายสุขภาพและรบกวนผู้อื่น

    ภาพยนตร์ | นพมาส แววหงส์

    ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และใกล้จะสิ้นสหัสวรรษที่ 2 คนอเมริกันขวัญหนีดีฝ่อหวั่นผวาจากความหวาดกลัวพัสดุมหาภัยที่ส่งถึงมือผู้รับตามที่อยู่ทางไปรษณีย์

    พอแกะห่อดูว่ามีอะไรหนอส่งมาถึงบ้าน ก็ทริกเกอร์ให้เกิดระเบิดตูมสังหารคนเปิด หรือทำให้บาดเจ็บสาหัสหรือเล็กน้อยก็แล้วแต่สถานการณ์

    นับเป็นการก่อการร้ายที่คุกคามภายในประเทศซึ่งเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นเวลาเกือบ 20 ปี จนเอฟบีไอเปิดแฟ้มคดีตามล่าตัวฆาตกรและผู้ก่อการร้าย

    โดยตั้งชื่อคดีนี้ว่า UNABOM จากคำย่อ University and Airline Bombings เนื่องจากพบว่าเหยื่อส่วนใหญ่อยู่ในสายงานมหาวิทยาลัยและสายการบิน

    หลังจากตามล่าหาตัวผู้ก่อการยาวนานเกือบ 20 ปี ก็ได้เบาะแสจากน้องชายน้องสะใภ้ของเจ้าตัวเอง เนื่องจากผู้ก่อเหตุออกแถลงการณ์บอกอุดมการณ์ของตนและยื่นเงื่อนไขให้ตีพิมพ์เผยแพร่แลกกับการงดเว้นการก่อการร้ายครั้งต่อไป

    แถลงการณ์นั้นบอกจุดยืนต่อต้านสังคมอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในโลกสมัยใหม่

    เบาะแสมาจากสำนวนการเขียนและความโน้มเอียงทางความคิดในแถลงการณ์นั้น

    จนทำให้เอฟบีไอบุกแบบสายฟ้าแลบเข้าไปจับกุมตัวชายวัยเจ็ดสิบกว่า หนวดเครารุงรัง ชื่อเท็ด คาซินสกี ในกระท่อมห่างไกลความเจริญในรัฐมอนแทนาไว้ได้ใน ค.ศ.1996

    ทั้งหมดข้างต้นคือส่วนของเรื่องจริงแบบไม่อิงนิยายที่นำมาสร้างเป็นหนังเน็ตฟลิกซ์ชื่อ Unabomber ที่เพิ่งออกฉายเมื่อต้นเดือนนี้

    แต่หนังก็มีส่วนที่อิงนิยายหรือการเสริมแต่งตัวละครและเหตุการณ์ที่คาดว่าอาจเป็นไปได้ว่าเป็นภูมิหลัง ก่อนหน้าที่เท็ด คาซินสกี จะกลายมาเป็นผู้ก่อการร้ายฉายา “ยูนาบอมเมอร์”

    เท็ดเป็นคนมีการศึกษาและไอคิวสูง

    ใน ค.ศ.1958 เมื่ออายุเพียง 16 ปี เท็ด คาซินสกี (เจค็อบ เทรมเบลย์) เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดอันโด่งดัง และเป็นเด็กอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์ โดยโตขึ้นในครอบครัวชาวโปแลนด์ที่มีผู้นำครอบครัวเข้มงวดอย่างมาก

    เท็ดมีปัญหาในความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเพื่อนผู้หญิง จึงดูเหมือนว่าเขารู้สึกตัวเองแปลกแยกจากคนในโลก ประหนึ่งว่าตัวเองมาจากดาวอังคาร

    เท็ดอยู่ในชั้นเรียนของโปรเฟสเซอร์เฮนรี เมอร์เรย์ (รัสเซล โครว์) ผู้ชื่นชอบคลั่งไคล้นวนิยายคลาสสิก Moby Dick ของเฮอร์แมน เมลวิลล์ จนนำมาวิเคราะห์วิจารณ์ในชั้นเรียน

    เราคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า “โมบี้ ดิ๊ก” เป็นชื่อของวาฬดุร้าย คู่อริของกัปตันเอแฮบผู้อาฆาตพยาบาทจากการสูญเสียขาไป และเฝ้าติดตามล่าในท้องทะเลอย่างไม่ยอมลดละเลิกรา

    เมอร์เรย์บอกชั้นเรียนว่า “คนอ่านแต่ละคนต่างก็ได้ข้อมูลแตกต่างกันไปจากหนังสือเล่มเดียวกัน”

    โมบี้ ดิ๊ก กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของเด็กหนุ่มผู้ปราดเปรื่องคนนี้

    เมอร์เรย์ชักชวนให้เท็ดสมัครเข้าร่วมโครงการทดลองโปรเจ็กต์ใหญ่ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาล ภายใต้หน้าฉากของชมรมการโต้วาทีแบบเผชิญหน้าประหัตประหารกัน นัยว่าเพื่อลับสมองประลองปัญญาอะไรทำนองนั้น

    แต่แท้จริงคือการทดลองเชิงจิตวิทยาภายใต้แรงกดดันเพื่อหาสิ่งกระตุ้นที่จะทำให้คนแปรพักตร์หรือเปลี่ยนอุดมการณ์ ท่ามกลางยุคสงครามเย็นที่แบ่งขั้วการปกครองในโลกเสรีและโลกคอมมิวนิสต์

    คริสตินา มอร์แกน (แอนนาเบล วอลลิส) ผู้ร่วมงานวิจัยในโครงการนี้ เห็นควรยุติการทดลองกับเท็ด

    แต่เมอร์เรย์ยังคงยืนยันจะเดินหน้าต่อไป แม้ว่าเท็ดดูเหมือนจะแสดงบุคลิกแปลกแยกของโรคจิตเภท ซึ่งตัวเขาเองไม่ยอมรับ

    หนังเดินเรื่องด้วยเส้นเวลาที่สลับกันไปมา ระหว่างการตามล่าหาตัว “ยูนาบอมเมอร์” โดยมีโจน มิลเลอร์ (ไชลีน วู้ดลีย์) ตัวละครสมมุติที่รับบทบาทเจ้าหน้าที่เอฟบีไอผู้เชื่อมั่นในทฤษฎีของเธอ ท่ามกลางผู้ร่วมงานที่เห็นแตกต่างไปคนละทาง

    จนที่สุดก็สามารถตามจับตัวเท็ด คาซินสกี ในฐานะยูนาบอมเมอร์ที่ก่อเหตุคุกคามสหรัฐครั้งแล้วครั้งเล่า ส่งผลให้มีคนตาย 3 คน และบาดเจ็บ 23 คน รวมทั้งความพยายามคุกคามอีก 16 ครั้ง แต่ก็สามารถหลบซ่อนเร้นตัวจากเงื้อมมือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาร่วม 20 ปี

    กับอีกเส้นเวลา ซึ่งหลายสิ่งหลายอย่างเป็นเรื่องที่สร้างขึ้นเพื่ออธิบายตัวตนของคนร้าย คือช่วงที่เท็ดเรียนอยู่ที่ฮาร์วาร์ด และผ่านประสบการณ์ท้าทายจนพลิกผันให้เขากลายมาเป็นคนหัวรุนแรงสุดโต่งและต่อต้านสังคมอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี

    หนังที่เป็นทริลเลอร์ทางจิตวิทยาเรื่องนี้ได้นักแสดงฝีมือดีมารับบทหลักๆ ตามในรายชื่อนักแสดงข้างต้น โดยเฉพาะเรื่องราวของเท็ดสมัยวัยรุ่นในมหาวิทยาลัย และโครงการวิจัยอันขาดจริยธรรม เพื่อทดสอบความทรหดในสถานการณ์สุดขั้วนี้

    ชวนให้นึกไปด้วยว่า ยูนาบอมเมอร์นั้น แท้จริงคือผลพวงของความวิปริตผิดมนุษย์ ผลผลิตที่นักวิชาการและนักการทหารสร้างขึ้นเองแท้ๆ

    ไม่ได้หมายความว่าเท็ดเป็นเหยื่อที่น่าสงสาร เนื่องจากการเข่นฆ่าเอาชีวิตของคนอื่นนั้นไม่สามารถหาข้ออ้างใดมาลบล้างความรับผิดชอบให้กลายเป็นผู้บริสุทธิ์ไปได้ แม้แต่ด้วยเหตุผลของความวิปลาส…ชั่วคราวหรือถาวรก็แล้วแต่…

    ในความเป็นจริง เท็ดก็ไม่ได้อ้างความวิปลาสเป็นเหตุผลบังหน้าด้วย แต่เขายอมรับผิดและรับโทษจำคุกตลอดชีวิต จนเสียชีวิตเมื่อ ค.ศ.2023

    เนื่องจากเกิดสงสัยในนัยความหมายจากข้อความที่เท็ดขีดเส้นใต้ไว้ในหนังสือ Moby Dick ที่เขามอบเป็นของขวัญอำลาแก่เมอร์เรย์-ในรูปลักษณ์ของห่อพัสดุที่จะคุกคามอเมริกาต่อมาอีกหลายปี-ทำให้ต้องไปค้นต่อจนได้เจอข้อความสบประมาทและเตือนใจมนุษย์ไม่ให้ผยองว่า

    “ไม่ว่าทารกมนุษย์จะโอ้อวดถึงวิทยาการและความเชี่ยวชาญสามารถของตัวเองสักแค่ไหน…ตลอดไปชั่วกาลนานจวบจนโลกาวินาศ ท้องทะเลก็จะดูแคลนและสังหารเขาเสีย”

    UNABOMBER

    กำกับ

    Janus Metz Pedersen

    นำแสดง

    Russell Crowe

    Jacob Tremblay

    Annabelle Wallis

    Shailene Woodley

    | สุจิตต์ วงษ์เทศ

    “เดือนสิบเอ็ด น้ำนอง” หมายถึงเดือน 11 (จันทรคติ) ตรงกับปฏิทินสากลราวกันยายน-ตุลาคม มีฝนตกต่อเนื่อง และมีน้ำหลากจากที่สูงลงที่ราบลุ่ม แล้วท่วมข้าวในนาที่กำลังตั้งรวงอร่าม

    น้ำนองท่วมข้าวในนา ถ้านานไปจะส่งผลให้ข้าวออกรวงเน่าตายในน้ำท่วมนั้น

    ชาวนาดั้งเดิมนับถือศาสนาผี มีความเชื่อว่าน้ำมีแหล่งอยู่เป็นที่ทางโดยเฉพาะเรียก “บาดาล” ซึ่งมีพญานาคเป็นเจ้าบาดาลดูแลอยู่ใต้พิภพ (ใต้ดิน)

    ดังนั้น ชาวนาเชื่ออีกว่า ถ้าจะให้น้ำท่วมลดลงหรือหมดไปต้องไล่น้ำหรือส่งน้ำลงบาดาลด้วยพิธีกรรมเกี่ยวข้องการคุ้ยควักน้ำให้ไหลลงเร็วๆ ได้แก่ ลอยเรือ, แข่งเรือ, ไล่น้ำ, ส่งน้ำ ฯลฯ

    ทางลงบาดาลต้องมีรูซึ่งเรียก “รูนาค” (หมายถึงทางขึ้นลงบาดาลของพญานาค) ชาวบ้านดั้งเดิม (ก่อนอโยธยา-อยุธยา) สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อว่ารูนาคอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยาตรงบางขดาน เพราะมีน้ำวนกลางแม่น้ำอยู่บริเวณนั้น

    ดังนั้น ชาวนาสมัยดั้งเดิมจึงลงเรือคุ้ยควักน้ำด้วยพายและถ่อไปทำพิธีบริเวณรูนาคกลางแม่น้ำเจ้าพระยาที่บางขดาน (ปัจจุบันเชื่อว่าบริเวณบางปะอิน)

    พิธีกรรมที่ทำตรงรูนาคคือเห่กล่อมและ “สู่ขวัญ” ด้วยการวิงวอนร้องขอต่อน้ำทั้งหลายให้ไหลไปเร็วๆ ลงรูนาค เมื่อน้ำลด ชาวนาจะได้ลงนาเกี่ยวข้าวมีอาหารเลี้ยงชีวิต

    [พิธีสู่ขวัญด้วยการเห่กล่อมตรงนี้เองที่ถูกพัฒนาเป็น “เห่เรือ” ทุกวันนี้]

    ไล่เรือด้วยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคกระบวนใหญ่สุด (เต็มสำรับ) ของกรุงศรีอยุธยา ในพิธีกรรมเกี่ยวกับน้ำและดินเป็นประจำทุกปี เพื่อขอให้ไพร่บ้านพลเมืองอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร โดยไม่พบหลักฐานการเห่เรือขณะขบวนเรือเคลื่อนไป
    [ภาพพิมพ์โดยนักทำแผนที่ชาวฮอลันดา พ.ศ.2262 ตรงกับแผ่นดินพระเจ้าท้ายสระ จากห้องสมุดส่วนบุคคล ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช พิมพ์ในหนังสือ กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง สำนักพิมพ์มติชน 2549]

    “ไล่เรือ” ไปบางปะอิน

    พิธีกรรมของชาวนาถูกราชสำนักอยุธยาพัฒนาเป็นพระราชพิธี พบในเอกสารโบราณ สรุปดังนี้

    ขบวนเรือของกษัตริย์อยุธยาจากเกาะเมืองอยุธยา ล่องลงไปบางปะอิน ทำพิธีให้น้ำลดด้วยการเห่กล่อมขอน้ำไหลลงตาน้ำส่งกลับบาดาลเพื่อชาวนาเก็บเกี่ยว (ไม่มีเห่เรือ)

    เมื่อทำพิธีทุกอย่างแล้วน้ำไม่ลด พระเจ้าแผ่นดินเสด็จลงเรือไปกลางน้ำ ถือพระแสงดาบฟันน้ำเพื่อบงการให้น้ำลด (เป็นคำบอกเล่าในคำให้การ แต่ไม่พบหลักฐานว่ามีจริง)

    พิธีกรรม ได้แก่ ทำขวัญ และเห่กล่อมบริเวณ “ดินสะดือ” คือ ตาน้ำ หรือซัม, ซำ อยู่บางขดาน (บางปะอิน) คนแต่ก่อนเชื่อว่าเป็น “รูนาค” หมายถึงทางขึ้น-ลงของพญานาคซึ่งสถิตอยู่ใต้ดิน เรียกบาดาล

    ทำขวัญ โดย “หมอพราหมณ์” (คือหมอขวัญที่บวชพราหมณ์) เริ่มต้นทำพิธีก่อนมีพิธีอื่นๆ ส่วนเห่กล่อม คือวิงวอนร้องขอให้ผีดินผีน้ำผีธรรมชาติไล่น้ำไหลลงบาดาลผ่านดินสะดือ คือรูนาค (เห่กล่อม ไม่ใช่เห่เรือ) ทั้งนี้ มาจากความเชื่อว่าน้ำทั้งหมดมีที่อยู่คือบาดาลของพญานาค ซึ่งอยู่ใต้ดิน และมีทางขึ้นลงคือดินสะดือ

    ไม่มีเห่เรือในขบวนพยุหยาตรา พระราชพิธีเสด็จทางชลมารคไปทอดกฐิน, แข่งเรือ, ลอยโคม สมัยอยุธยา ถ้าจะเกี่ยวข้องเห่เรือบ้างแม้จะไม่กล่าวถึงโดยตรง แต่ชวนให้เชื่อได้ว่ามีพิธีขับลำนำเป็นทำนองวิงวอนร้องขอ เช่น ขอขมาดินและน้ำ ฯลฯ ก็จะมีในพิธีบริเวณ ต.บางขดาน

    เพราะบริเวณนี้เป็น “ดินสะดือ” หมายถึงมีน้ำวนเป็นเกลียวลึกลงไป ถือเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำ เป็นทางลงบาดาลของนาค ต้องทำพิธีกรรมเห่กล่อมวิงวอนร้องขอต่อ “ผี” คือนาคที่บันดาลให้เกิดน้ำ

    นี่เองเป็นที่มาของ “เห่เรือ” เพื่อไล่น้ำหรือวิงวอนร้องขอให้น้ำลดลงเร็วๆ เห่กล่อมขณะเรือจอดอยู่กลางน้ำตรงบริเวณที่เรียก “ดินสะดือ” ไม่ใช่พายเรือแล้วเห่เรือ

    แผนที่แสดงเส้นทางไล่เรือบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาจากเกาะเมืองอยุธยา ลงทิศใต้ไปทำพิธีที่บางปะอิน

    เจ้าฟ้ากุ้ง ไม่มีเห่เรือ กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (กุ้ง) ทรงพรรณนาประเพณีพิธีกรรม 12 เดือน เมื่อถึงเดือน 12 มีแต่ลอยโคม ไม่มีเห่เรือ ดังนี้

    ๏ เดือนสิบสองถ่องแถวโคม แสงสว่างโพยมโสมนัสสา

    เรืองรุ่งกรุงอยุธยา วันทาแล้วแก้วไป่เห็น

    ๏ กติกมาสถ้อง แถวโคม

    แสงสว่างแลลอยโพยม ผ่องแผ้ว

    อยุธยาเปรียบแสงโสม ใสส่อง

    ชมชื่นวันทาแล้ว นิ่มน้องฤๅเห็น

    แม้พระนิพนธ์กาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้งก็ไม่พบหลักฐานว่าเคยใช้เห่เรือในยุคของพระองค์หรือยุคต่อมา

    ฉะนั้น น่าจะเป็นพระนิพนธ์กาพย์กลอนสังวาสที่ใช้ลีลาเห่เรือจริงๆ ของราษฎรยุคนั้นมาแต่งเลียนแบบตามที่ทรงพระนิพนธ์ว่า “ร้องโห่เห่โอ้เห่มา” สอดคล้องกับยุคพระเจ้าบรมโกศนี้ โน้มหาธรรมชาติและความเป็นเสรีมากที่สุด มีตัวอย่างจำนวนมากในพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้ากุ้ง (ได้แก่ นิราศธารโศก)

    ในคำให้การขุนหลวงหาวัด พรรณนาถึงกระบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคก็ไม่มีเห่เรือ

    ทอดกฐินทางเรือ ไม่มีเห่เรือ จดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยาม ของบาทหลวงตาชาร์ด (นายสันต์ ท. โกมลบุตร แปล กรมศิลปากรพิมพ์ พ.ศ.2517 หน้า 67-71, 92-93) พรรณนาอย่างละเอียดว่า พระนารายณ์เสด็จทางชลมารคทอดกฐิน โดยมีแข่งเรือ และลอยโคม แต่ไม่มีเห่เรือ

    บางปะอิน อำนาจท้องถิ่น พระเอกาทศรถเสด็จไล่เรือถึงบางขดาน มีคำบอกเล่าว่าธิดาตระกูลขุนนางบางขดานเป็นชายาพระเอกาทศรถ มีโอรสเป็นพระอินทราชา ต่อมาคือ พระเจ้าทรงธรรม

    บริเวณบางขดานถูกเรียก บางพระอินทราชา (ตามนามเดิมของพระเจ้าทรงธรรม) นานเข้าก็กร่อนเป็น บางปะอิน

    1. บิดาพระเจ้าปราสาททองเป็นตระกูลขุนนางมีอำนาจอยู่บางขดาน (มารดาอยู่ย่านวัดไชยวัฒนาราม) และเป็นพี่ชายมารดาของพระเจ้าทรงธรรม

    2. พระเจ้าทรงธรรมกับพระเจ้าปราสาททองเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน มีบรรพชนตระกูลขุนนางอิทธิพลอยู่บางขดานที่ได้ชื่อบางปะอิน

    3. พระเจ้าปราสาททองเริ่มรับราชการเป็น “กลาโหม” ต่อมาทำ “อุบายมารยาทางการเมือง” แล้วยึดอำนาจได้เสวยราชย์อยุธยา

    4. จากนั้นสถาปนาความสำคัญบางปะอินในฐานะ “พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์” (คือดินสะดือ หรือบางขดาน) และย่านบรรพชน 2 กษัตริย์

    5. สมัยหลังต่อมาบริเวณ “ดินสะดือ” ทำเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ แล้วปลูกสร้างพระที่นั่งกลางสระน้ำและสร้างวัดชุมพลนิกายาราม มีเจดีย์ย่อมุม (ไม้สิบสอง) 2 องค์ โบสถ์หันหน้าทางตะวันออก (เข้าหาคลองบ้านเลน บริเวณบางขดาน)

    หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ

    ในระยะหลังๆ มานี้ ผมได้รับเกียรติ ให้มีคำว่า “30 ปี” ต่อท้ายชื่อบ่อยๆ

    ไม่ว่าคนผู้ใช้คำนี้ต่อท้ายชื่อผม จะหมายความว่าอย่างไรก็เถอะ แต่สำหรับผม คำคำนี้หมายความถึงการทำงานกับกล้องมานานเท่านั้น ไม่ได้หมายถึง เก่ง, เชี่ยวชาญ, รู้มากกว่าใครๆ

    ผมก็เหมือนกับคนทำงานกับกล้องทั่วๆ ไปซึ่งมีมากมาย โดยเฉพาะในวันที่คล้ายกับว่าไม่มีรูปไม่สวยอีกแล้ว

    หากนับเวลา 30 ปีเป็นเกณฑ์ในการทำงานของผมผมใช้เวลากดชัตเตอร์น้อยกว่าเวลาที่ใช้กับการเฝ้ารอ และเวลาที่ใช้มากไม่น้อยกว่ารอ คือเวลาที่รถติดอยู่ในหล่ม หล่มคล้ายเป็นด่านซึ่งต้องผ่านไปให้ได้ ไปให้ถึงจุดหมาย เพื่อเฝ้ารอ

    ขณะรอนี่แหละ ที่ผม “เห็น” อะไรๆ มากกว่าตอนมองผ่านช่องมองภาพ

    วันหนึ่งหลังจากหมาไนฝูงหนึ่งทำงานสำเร็จผมไปเฝ้ารอในงานนี้ ผมได้รูปที่ชอบ รูปที่ดี

    …หมาไน, ซากกวาง และผีเสื้อ…

    หมาไน เป็นนักล่าซึ่งได้รับการออกแบบร่างกายรวมทั้งทักษะในการล่ามาอย่างดี พวกมันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมาก

    ซากกวาง คือ ผลงาน ส่วนผีเสื้อ ใช้ปีกบางๆ แสนสวยของมันพาบินลงเกาะบนซากอันไร้ชีวิต ผีเสื้อมีขบวนการอันยาวนาน กว่าจะออกมาโบยบิน และช่วงแสนสวยนี้เป็นเวลาไม่นาน

    นักล่าทำงานสำเร็จอีกครั้ง ความตายเกิดขึ้นได้เสมอ เทียบกับแม่น้ำ, ภูเขา ชีวิตก็มีแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ผมได้รับโอกาสให้อยู่ในเวลาทำงานของหมาไนหลายครั้ง ทุกครั้งผมได้เห็น ความ “โหด” ลูกนัยน์ตา อวัยวะภายในเหยื่อถูกกระชากออกมาก่อนล้มสิ้นใจ

    จะเห็นอย่างไรก็ได้ เป็นความโหดเหี้ยม เป็นซากอันน่าเวทนา เป็นผีเสื้อสวยงาม

    ในความเป็นจริง นี่คือเรื่องเดียวกัน นี่คือสิ่งที่เป็นอยู่ …คือสิ่งที่ชีวิตต้องเผชิญ

    สองครั้งแล้วที่ผมพบนักล่านั่งเล่นกับผีเสื้อ ครั้งแรกคือเสือดาวนั่งเล่นกับผีเสื้อ แต่ด้วยความอ่อนด้อยภาพที่ผมบันทึกได้เป็นภาพเสือดาวนั่งแยกเขี้ยวอยู่เพียงลำพัง ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่มันกำลังเงยหน้ามองอยู่ตรงนั้นคือผีเสื้อตัวหนึ่ง

    ภาพนั้นคือเสือดาวที่ยังคงเป็นเสือดาว สัตว์ผู้ล่าที่มีเขี้ยวและเล็บ รวมกับทักษะของมันทำให้ชีวิตหนึ่งสิ้นสุดลงได้ในเวลาไม่นาน

    มันเป็นนักล่าอันตราย แต่สิ่งที่อยู่นอกภาพและไม่ได้บันทึกไว้ คือช่วงเวลาที่มันกำลังสนใจสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ

    เสือดาวเปิดโอกาสให้ผมเห็นช่วงเวลาที่ไม่ได้ทำงาน

    ผมคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง เมื่อมีโอกาสอยู่ในเหตุการณ์ที่หมาไนกำลังจัดการกับซากกวาง ชีวิตหนึ่งสิ้นสุดลง ขณะที่อีกชีวิตกำลังทำหน้าที่ของมันตามวิถีธรรมชาติ ผีเสื้อตัวหนึ่งบินมาเกาะอยู่บนซากกวาง

    หมาไนหยุดมองผีเสื้อตัวนั้น ภาพตรงหน้ามีทั้งนักล่า ซากสัตว์ และผีเสื้อตัวเล็กๆ ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันเลย แต่ทั้งหมดกลับอยู่ในเหตุการณ์เดียวกัน

    ผมไม่รู้ว่าหมาไนกำลังคิดอะไร และคงไม่มีทางรู้ได้อย่างแน่ชัดว่าการมองผีเสื้อของมันมีความหมายอย่างไร แต่สิ่งที่ผมเห็น ทำให้คิดถึงความเข้าใจที่มีต่อชีวิต คล้ายกับว่าเราคุ้นเคยกับการแบ่งสิ่งต่างๆ ออกเป็นสองด้าน

    ความโหดร้ายกับความอ่อนโยน ความแข็งแกร่งกับความเปราะบาง ผู้ทำลายกับผู้สร้างสรรค์เมื่อเห็นเสือดาว เรานึกถึงความดุร้าย เมื่อเห็นผีเสื้อ ก็นึกถึงความงดงามและบอบบาง ราวกับว่าสิ่งเหล่านี้ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้

    แต่ในป่า เสือดาวไม่จำเป็นต้องเลิกเป็นนักล่า เพื่อจะหันไปสนใจผีเสื้อ และผีเสื้อก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อจะมีที่ยืนอยู่ใกล้นักล่า

    บางทีนี่อาจเป็นบทเรียนที่ผมต้องใช้เวลาเพื่อทำความเข้าใจ

    หมาไน : พวกมันเป็นนักล่าที่มีประสิทธิภาพมาก การรวมฝูงกันทำงาน พวกมันจึงคล้ายเป็นนักล่าขนาดใหญ่ เหยื่อยากจะหลบเลี่ยงพ้น

    หน้าที่เสือดาวคือฆ่าสัตว์อื่น นั่นเป็นส่วนหนึ่งของวิถีผู้ล่า เป็นหน้าที่ ไม่ใช่ความโหดร้าย

    วิธีการล่าของมันดูโหดร้าย การกินกวางเป็นแค่ผลพลอยได้จากการทำงาน

    ขณะที่ผีเสื้ออาจกำลังหาประโยชน์จากสิ่งที่เหลืออยู่ ชีวิตหนึ่งสิ้นสุดลง แต่สิ่งที่เหลือจากชีวิตนั้นยังเชื่อมโยงกับชีวิตอื่นต่อไป

    ธรรมชาติไม่ได้แยกความงดงามออกจากความตายอย่างเด็ดขาด และไม่ได้กำหนดให้ความอ่อนโยนต้องอยู่ตรงข้ามกับความแข็งแกร่งเสมอไป สิ่งที่มองว่าโหดร้าย เป็นเงื่อนไขให้ชีวิตอื่นดำเนินต่อไป ส่วนสิ่งที่เรามองว่างดงาม ก็อาจกำลังอาศัยประโยชน์จากการสิ้นสุดของชีวิตอื่นเช่นกัน ภายหลังการฆ่าชีวิตก็เริ่มต้น ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว

    บทเรียนที่ผมได้รับจากป่าเป็นสิ่งที่ทำให้มองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ก่อนจะรีบตัดสินความหมายของมัน

    ผมทำงานกับกล้องมานาน และยิ่งนานวันก็ยิ่งพบว่า ภาพที่บันทึกได้ กับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า อาจเป็นคนละเรื่องกัน

    ภาพเสือดาวที่ผมถ่ายไว้ แสดงเพียงสัตว์ผู้ล่าที่กำลังแยกเขี้ยว มันอาจทำให้คนดูนึกถึงอันตราย

    แต่ไม่มีใครรู้ว่าก่อนหน้าหรือหลังจากนั้น มีผีเสื้อตัวเล็กๆ บินผ่านเข้ามาในความสนใจของมัน

    มันไม่ใช่ภาพที่ไม่สวยงามหรอก เพียงแต่ไม่ครบถ้วน

    เช่นเดียวกับภาพหมาไนเหนือซากกวาง หากเรามองเห็นเพียงการกิน เราก็จะเห็นแค่การทำหน้าที่ของผู้ล่า แต่เมื่อผีเสื้อบินมาเกาะ และหมาไนหยุดมอง ผมพบว่าภายในเหตุการณ์เดียวกัน มีรายละเอียดอีกมากที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยคำเพียงคำเดียว สิ่งที่ขาดหายไปจากภาพ ไม่ใช่สิ่งที่ผมบันทึกไม่ทัน แต่อาจเป็นความเข้าใจของผมเอง

    ว่าตามจริงผมไม่รู้ว่าเสือดาวกับผีเสื้อเข้าใจกันหรือไม่ และไม่รู้หรอกว่าหมาไนมองผีเสื้อด้วยความรู้สึกอย่างไร

    ผมรู้เพียงว่า ในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น นักล่ากับสิ่งมีชีวิตสวยงามตัวเล็กๆ ได้อยู่ร่วมกัน โดยที่ผมไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบ เรื่องราวในป่าทำให้ผมเห็นว่า ความแตกต่างเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องกลายเป็นเส้นแบ่งที่ปิดกั้นความเข้าใจ

    การมองสิ่งต่างๆ ให้ลึกและชัดเจนขึ้นไม่ได้หมายถึงการค้นหาคำตอบให้ได้ทุกเรื่อง มันหมายถึงการยอมรับว่าสิ่งต่างๆ บนโลกมีรายละเอียดมากกว่าที่สายตาของเราจะมองเห็นได้ในครั้งเดียว

    ผมยังนึกถึงภาพเสือดาวตัวนั้นอยู่เสมอ ในภาพมันนั่งแยกเขี้ยวอยู่เพียงลำพัง ภาพเสือดาวสวยงาม ขณะนั้นมีเพียงผมที่รู้ว่า เสือดาวกำลังนั่งเล่นกับผีเสื้อ

    “30 ปี” ที่ผมมักได้รับการต่อท้ายชื่อ ไม่ได้ทำให้ผมรู้แจ้งอะไรๆ นักหรอก แต่หากจะช่วยได้บ้างคือ ผมเข้าใจ ตอนที่หมาไนไม่ได้มองที่ซากกวางอันเป็นงานของมัน

    ผม “เห็น” มันมองผีเสื้อตัวน้อยที่มีปีกแสนสวย

    “เสือดาว, หมาไน, ผีเสื้อ” ทำให้ผมรู้ว่า เรา “รู้จักชีวิต” จากสิ่งที่มันทำ

    แต่การ “เข้าใจชีวิต” อาจต้องเริ่มจากการยอมรับว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่ทั้งหมดที่ชีวิตนั้นเป็น…

    สถานีคิดเลขที่ 12 | สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

    บันเทิงที่”สั่นไหว”

    แม้ภูมิใจไทย จะ”ย้ำทำ” ด้วยการย้อนศร “บันเทิงธิปไตย” เข้าใส่ญัตติซักฟอกของพรรคประชาชน และประชาธิปัตย อย่างต่อเนื่อง

    แต่กระนั้น จะเผลอไป “บันเทิงใจ”ประมาทการอภิปรายไม่ไว้างใจ ของ ขั้วฝ่ายค้าน ไม่ได้เด็ดขาด

    เพราะถึงพรรคประชาชน ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยสงวน”จุดต่าง” พร้อมจะแย้งหรือขัดกันเองได้ในทุกเรื่อง

    แต่แรงขับดันทางการเมืองก็ไม่ได้แผ่ว

    ผลการเลือกตั้ง”บอร์ดประกันสังคม”ที่ถึงจะไม่ได้เกี่ยวกับพรรคโดยตรง

    กระนั้นชัยชนะ”แลนด์สไลด์”ของกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า ก็สะท้อนภาวะอัน”เหนียวแน่น”ของฐานแนวร่วมชัดเจน

    ประเด็นการขับเคลื่อนไหนที่สอดคล้องกับแนวคิดของแนวร่วม

    พรรคและผู้สนับสนุน ก็พร้อมจะหลอมรวมเป็น”พลัง”เข้ากระแทกเข้าใส่ขั้วตรงข้ามอย่างมีเอกภาพ

    อย่างการพุ่งเป้าใส่ ระบอบน้ำเงินหรือระบอบน.หนู ก็ดูได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี

    หากประสานเข้ากับ ข้อมูล หลักฐาน ที่ส.ส.พรรคประชาชน”ทำการบ้าน”ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    แนวโน้มศึกซักฟอก ที่ด้อยค่าว่าเป็นแค่ความบันเทิง จะกลายเป็นภาวะ”อ-บันเทิงธิปไตย” ขึ้นมาทันที

    เช่นเดียวกับ “ประชาธิปัตย์” ที่แม้จะเสียงข้างน้อย แต่ประสบการณ์ทางการเมืองอันเชี่ยวกรำ

    ทำให้ “เสียงน้อย” กลายเป็น “เสียงดัง”

    กลายเป็นอีกความไม่บันเทิง ที่ พรรคภูมิใจไทย จะต้องเผชิญ และประมาทไม่ได้

    ดังนั้นถึงพรรคภูมิใจไทยจะพยายาม แสดงอาการ”บันเทิง”

    แต่ก็ต้องระแวดระวังอย่างสูง

    ปากถึงจะกล้าแต่ก็ต้องเก็บภาวะ”ขาสั่น”เอาไว้ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามแลเห็น

    ขณะเดียวกันอะไรที่เป็น”เกราะป้องกัน”ได้ ก็ต้องเสริมความแข็งแกร่งในทุกทาง และในทุกเรื่อง

    อย่างเรื่องวันประชุมเพื่อซักฟอก พรรคภูมิใจไทยคงไม่ยอมให้ 5 วันอย่างที่พรรคฝ่ายค้านเสนอ คงยืนอยู่ที่มากสุดไม่เกิน 3 วัน

    และคงเป็น 3 วัน ที่วิปฝ่ายรัฐบาล รวมถึง ทีม”ประธานสภาผู้แทนราษฏร”ซึ่งเป็นคนของพรรคสีน้ำเงิน คงวางกรอบที่เข้มงวด ไม่ให้พรรคฝ่ายค้านดำเนินการอย่างราบรื่นแน่นอน

    ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ในพรรคร่วมรัฐบาล แม้พรรคเพื่อไทย จะดูเป็นพรรคสงบเสงี่ยม วางใจได้

    แต่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ต้องร่นระยะความห่าง ด้วยการเชิญ รัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย มารับประทานอาหารเช้าถึงทำเนียบ

    ขณะเดียวกัน คำอวยพรวันเกิดที่นายอนุทิน มอบให้นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ โดยขอให้มีความสุขตั้งใจทำงาน ที่เชื่อมโยงและเชื่อมต่อกัน แบบ”ร่วมรัฐบาลในระยะยาว”

    ถือเป็นการผูกใจกันให้ใกล้ชิดมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ พรรคเพื่อไทยจะเป็นเด็กดีในตอนนี้ แต่การ”หัก”กันทางการเมือง ซึ่งเป็นอดีตหมาดๆก็ทำให้วางใจอะไรไม่ได้

    ทั้ง 2 พรรค คงต้องอ่านเกมการเมืองกันให้ละเอียด

    ไม่เว้นกระทั่ง “คนละเรื่องเดียวกัน” กรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ขอให้วินิจฉัยสิทธิได้รับนิรโทษกรรม และพ้นจากความรับผิดทั้งปวง ในห้วงก่อนศึกซักฟอก

    พรรคภูมิใจไทย คงต้องเหล่ตามองเหมือนกันว่านี่เป็นสัญญานต่อรองอะไรหรือไม่

    และควรตอบสนอง เพียงใด

    นี่คือเกม ทุกเกม ที่ล้วนต้องเอาใจใส่ แม้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองพรรคจะ”ราบรื่น”ก็ตาม

    และพร้อมๆกับความ”หวาน” ที่พรรคภูมิใจไทยมอบให้กับมิตรนั้น

    น่าสังเกตุว่า กับศัตรูหรือฝ่ายที่ไม่ใช่พวก อย่าง อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย อดีตส.ส. ฯลฯ

    พรรคสีน้ำเงินพร้อม”ฟาด”เข้าใส่อย่างไม่ยั้งหากแหยมมาร่วมเปิดบาดแผลทางการเมือง

    บ่งชี้ว่าแม้ภายนอก จะโชว์ความบันเทิงการเมือง

    แต่ข้างในมีภาวะ”สั่นไหว” ที่ต้องจัดการ-ดูแล-ตอบโต้ ในทุกปม ทุกประเด็น เช่นกัน

    ——————–

    E-DUANG

    การโต้ตอบทางการเมืองมีความสำคัญ และ มีความจำเป็น แต่จะมีความสำคัญและทรงความหมายหากว่าเป็นการโต้ตอบบนฐานแห่งความเป็นจริง

           เพราะหากอยู่บนฐานแห่งโวหารเพียงอย่างเดียวชะตากรรมก็จะนำไปสู่ความอัปยศมากกว่าจะเป็นเสียงชโยโห่ร้อง

           ประโยคอย่างเช่น มีหลักฐานก็เปิดมาเลย อย่าบิดเบือน

           ประโยคอย่างเช่น เป็น ส.ส.ก็ควรปฏิบัติให้เหมาะสมกับการเป็น”ผู้แทนของราษฎร” ไม่ควรเอาแบบอย่างของ”อินฟลูเอนเซอร์”ที่ถนัดในการหาแสงมาใช้

           อาจฟังดูดี อาจสร้างความเร้าใจเป็นอย่างสูง เมื่อได้ยิน

           แต่ถ้อยคำอันมากด้วยความเร้าเย้ายวนใจนั้นหากไม่วางอยู่ฐานแห่งความเป็นจริง เสมอเป็นเพียงการเล่นสำนวน ใช้โวหาร ใฟ้ฟังดูแล้วเกิดความตื่นเต้น

           หากอีกฝ่ายนำเอาความเป็นจริงมาวางแบ และตอบโต้อย่าง รวดเร็วฉับไว

           ที่หมายมาดว่าจะได้ยินเสียงชโยโห่ร้องก็อาจเป็นตรงกันข้าม

    ตัวอย่างหนึ่งซึ่งสร้างความใจหายใจคว่ำเป็นอย่างสูงคือตัวอย่างอันมาจากทรัพย์สินและเส้นทางการเงินของส.ส.บางคนแห่งพรรคภูมิใจไทย

           ไม่เพียงแต่ทำให้ ส.ส.หญิงบางคนและสามีต้องกลายเป็นตำบลกระสุนตก

           หากแต่ละถ้อยคำอันแถลงและปรากฏยังท้าทายอย่างสูง

           อาการเฟียสว่า”ศิริโชคโสภาเป็นใคร ไม่รู้จัก”จึงตามมาด้วย การขุดผ่าน BLOCKCHAIN อย่างน่อเนื่อง

           การยืนยันว่าไม่เคยนัดหมายว่าจะแถลงหรือให้สัมภาษณ์กับสื่อใดๆทั้งสิ้นจึงตามมาด้วยการที่สื่อบางสำนักนำเอาหลักฐานการสนทนาผ่าน LINE ออกมาในแบบคำต่อคำ

           ยิ่งการแถลงถึงจำนวนตัวเลขการถือหุ้นเพียงร้อยละ 1 ในเพจอันรับรู้ว่าเป็นพนันออนไลน์ ยิ่งเท่ากับเป็นการยอมรับในสถานะและการดำรงอยู่ของคู่สมรสโดยไม่เจตนา

           เท่ากับเป็นดัชนีชี้วัดถึงการไม่อยู่กับข้อมูล ความเป็นจริง

    เช่นเดียวกับการออกมาตอบโต้กันในกรณีเงินเยียวยาน้ำท่วมจำนวน 5,295 ล้านบาท ระหว่างส.ส.พรรคประชาชนกับรัฐมนตรีและโฆษกรัฐบาล

           วิวาทะนี้ได้รับการพิสูจน์อย่างฉับพลันทันใดว่าฝ่ายใดพูดจริงฝ่ายใดเสมอเป็นเพียงโวหาร

           เมื่อ ส.ส.พรรคประชาชนคนนั้นมิได้เป็น ส.ส.ที่เลื่อนลอยหิวแสงหรือสร้างข่าวเป็นรายวัน ตรงกันข้าม เป็นส.ส.ที่เกาะติดอยู่ใน พื้นที่จนได้รับเลือกอย่างต่อเนื่อง 2 สมัย

           ทั้งยังมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ไม่ว่าจะเป็นสมัยแรก ไม่ว่าจะเป็นสมัยที่สอง

           ทั้งคะแนนที่ได้จากประชาชนยังเป็นคะแนนที่สูงอย่างสูงยิ่ง

           เป็นความนิยมที่ได้จากผลงาน เป็นความนิยมที่แนบแน่นอยู่กับทุกข์และปัญหาของประชาชนทั้งในระดับพื้นที่และในระดับทั่วประเทศ

           มวลชนจึงย่อมเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก และความเป็นจริงที่ยึดกุมผ่านการปฏิบัติได้กลายเป็นคำตอบอันทรงพลัง

    การเมืองดำเนินไปและดำรงอยู่อย่างตรงไปตรงมาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเมืองของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการเมืองของฝ่ายค้าน

           การพูดกับการทำต้องดำเนินไปและดำรงอยู่อย่างมีเอกภาพ

           จะอาศัยเพียงโวหาร ตีสำนวนเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆเหมือนกับฟังดูดี แต่ก็มิอาจรอดได้อย่างปลอดภัย ราบรื่น

           ความเป็นจริงจากการกระทำคือปัจจัยชี้ขาดอย่างแท้จริง