ศิลป์ พีระศรี กับการประกอบสร้าง คุณค่าและความงามศิลปะสุโขทัย (2)
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
ศิลป์ พีระศรี
กับการประกอบสร้าง
คุณค่าและความงามศิลปะสุโขทัย (2)
ในทศวรรษ 2480 แม้ศิลปะสุโขทัยจะกลายเป็นยุคทองของความเป็นไทยและวัตถุสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดต่ออุดมการณ์ชาตินิยมไทย (ที่เน้นเชื้อชาตินิยม)
แต่การนิยามคุณค่าของศิลปะสุโขทัยในยุคนี้กลับมิได้ให้ความสำคัญในรูปแบบอ่อนช้อยและ “ลายเส้นโค้งขึ้นและลง” แบบจารีต ซึ่งเป็นลักษณะทางกายภาพที่ตาเห็นแต่อย่างใด
โดยการอธิบายจะเน้นการตีความไกลไปถึงลักษณะทางอุดมการณ์ที่แฝงอยู่ในศิลปะสุโขทัยเป็นหลัก เช่น งานเขียนของหลวงวิจิตรวาทการ ในหนังสือ “วัฒนธรรมสุโขทัย” ที่สะท้อนสิ่งนี้ชัดเจน ความตอนหนึ่งว่า
“…พระพุทธรูปที่พอจะลงความเห็นเชื่อได้ว่า พ่อขุนรามคำแหงทรงสร้างก็มีเพียง 3 ชนิด คือ พระเดิน พระยืน และพระมารวิชัย ชนิดที่จะได้พบเห็นมากที่สุด คือ พระพุทธรูปในท่าเดิน…ซึ่งเป็นเครื่องสอนใจคนให้ก้าวเดิน ให้ก้าวหน้า ไม่หยุดเฉย…การสร้างพระพุทธรูปเดินไว้มากๆ ก็เพื่อให้คนบูชาความขยันขันแข็ง และความก้าวหน้า…”
เมื่อพระพุทธรูปปางลีลาถูกอธิบายในความหมายนี้ กรมศิลปากร ในฐานะหน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่ปลูกฝังความคิดทางการเมืองผ่านงานศิลปะและวัฒนธรรม ก็เริ่มขยายความต่อด้วยการสร้างประติมากรรมที่โยงกับแนวคิดนี้เพื่อไปติดตั้งตามงานของรัฐบาลในที่ต่างๆ
เช่น ใน “งานฉลองรัฐธรรมนูญ” พ.ศ.2482 มีการสร้างประติมากรรมรูปคนกำลังเดินอยู่หน้าศาลาของกรมศิลปากรโดยมีคำบรรยายที่ฐานว่า “เดิน-เดิน-เดิน” เพื่อปลุกจิตสำนึกเรื่องรักความก้าวหน้าของคนไทย ซึ่งมีรากความคิดมาจากการตีความพระพุทธรูปปางลีลาสมัยสุโขทัยนั่นเอง
ประติมากรรมชิ้นนี้ยังสอดคล้องกับเพลงปลุกใจของหลวงวิจิตรวาทการ ที่ชื่อ “เดิน เดิน เดิน” ที่ใช้ประกอบละครเรื่อง “น่านเจ้า” ในปี พ.ศ.2482 เช่นกัน ซึ่งเป็นละครที่นำเสนอเรื่องราวการอพยพครั้งใหญ่ของคนไทยจากอาณาจักรน่านเจ้าก่อนที่จะก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัย
ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า ร่างกายของมนุษย์ในประติมากรรมดังกล่าวถูกปั้นขึ้นตามแบบ “ศิลปะเหมือนจริง” ที่เน้นกล้ามเนื้ออย่างชัดเจน ปราศจากการอ้างอิงย้อนกลับไปหาเส้นสายอันอ่อนช้อยตามแบบศิลปะสุโขทัย
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะในทศวรรษ 2480 ได้เกิดสิ่งที่เรียกว่า อุดมคติเรื่องร่างกายของคนไทยยุคใหม่ในสมัยสร้างชาติ ที่เน้นความบึกบึนและกล้ามเนื้อที่แข็งแรงไม่ต่างจากนักกล้าม ดังที่ผมเคยเสนอไว้ในงานเรื่อง “ศิลปะคณะราษฎร” ที่ว่า ค่านิยมนี้เกิดขึ้นทั้งจากเหตุผลเรื่องการสร้างความเป็นสมัยใหม่ การเมืองเรื่องร่างกายในอุดมคติหลังการปฏิวัติ 2475 และแนวคิดการสร้าง “มหาอาณาจักรไทย” ในบริบทสงครามโลก

ที่มาภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ที่มาภาพ : หนังสือ คำบรรยายสัมมนาโบราณคดีสมัยสุโขทัย พ.ศ.2503

ที่มาภาพ : หนังสือ ประติมากรรมไทย
แต่ในบริบท “ยุคสงครามเย็น” ที่มาพร้อมกับการสิ้นสุด “ยุคคณะราษฎร” หลัง พ.ศ.2490 ซึ่งนำพาบรรยากาศทางสังคมและการเมืองไทยให้เปลี่ยนไปในอีกแบบหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการมองคุณค่าและความงามของศิลปะสุโขทัย
การฟื้นกลับมาของพลังทางอุดมการณ์แบบ “อนุรักษนิยม” และ “กษัตริย์นิยม” หลังการรัฐประหาร พ.ศ.2490 ทำให้เกิดกระแสตีกลับครั้งใหญ่ต่อการมองเรื่องความเป็นไทยที่เริ่มหวนย้อนไปหารูปแบบและคุณค่าแบบสังคมจารีตอีกครั้ง
ในขณะที่ “ความเป็นไทยใหม่” ที่เคยถูกสร้างเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่ตามแนวคิด “มหาอาณาจักรไทย” ก็พังทลายลงไปพร้อมๆ กับการสิ้นสุดสงครามโลก
และการเปิดหน้าใหม่ทางประวัติศาสตร์ของยุคสงครามเย็น ที่มาพร้อมกับการเกิดขึ้นของศัตรูตัวใหม่ของชาติที่ชื่อว่า “คอมมิวนิสต์” ก็ทำให้คุณค่าด้านต่างๆ ของสังคมจารีตถูกยกชูขึ้นมาอีกครั้งเช่นกัน ในฐานะสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์
ไม่ว่าจะเป็นสถาบันกษัตริย์ พุทธศาสนา ประเพณี ศิลปะ และวัฒนธรรม
แน่นอน ความเปลี่ยนแปลงนี้มิได้ส่งผลให้คุณค่าศิลปะสุโขทัยลดน้อยลง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ วิธีที่ใช้มองและการนิยามคุณค่า (โดยเฉพาะในมิติด้านความงาม) ของศิลปะสุโขทัยต่างหากที่ต่างไป
งานศิลปะตามแนวทาง “ศิลปะเหมือนจริง” ที่แสดงความหมายสื่อถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบ “คณะราษฎร” และความเป็นไทยใหม่ที่ยิ่งใหญ่แบบมหาอาณาจักรไทยถูกยกเลิกและลดความนิยมลงอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็เกิดการย้อนกลับไปหารูปแบบทางศิลปะแบบจารีตในฐานะคุณค่าแท้จริงของความเป็นไทย
ผมอยากเสนอว่า ภายใต้บรรยากาศใหม่ดังกล่าว ส่งผลทำให้คำอธิบายของศิลป์ พีระศรี ที่มีต่อศิลปะสุโขทัยในงานเขียนเรื่อง “ประติมากรรมไทย” ที่หวนกลับไปให้ความสำคัญกับการแสดงออกทางศิลปะแบบจารีต ตามที่ได้อธิบายไว้ในสัปดาห์ก่อน ก้าวขึ้นมาเป็นทัศนะหลักของสังคมไทยแทนที่นิยามเดิมในทศวรรษ 2480
ในบริบทสงครามเย็นของไทย คู่ตรงข้ามระหว่าง “โลกเสรี” (อเมริกา) กับ “โลกคอมมิวนิสต์” (โซเวียตและจีน) ถูกผ่องถ่ายทางความหมายไปสู่การต่อสู้ระหว่างคุณค่าของเสรีภาพ, อิสรภาพ และเอกราชของชาติไทย กับการตกเป็นทาส, การถูกกดขี่ และการสูญเสียเอกราช จากภัยคอมมิวนิสต์
ในด้านหนึ่ง การต่อสู้นี้ได้ถูกฉายภาพทับซ้อนย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับการต่อสู้ของคนไทยในสมัยสุโขทัยเพื่อประกาศ “เอกราช” และประกาศ “อิสรภาพ” ปลดแอกตนเองออกจากขอม
และทุกสิ่งอย่างที่ถูกประดิษฐ์สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย จึงล้วนแล้วแต่เป็นภาพสะท้อนของอารมณ์ความรู้สึกอันแรงกล้าของชนชาติไทยที่ต้องการประกาศอิสรภาพและแสดงออกถึงเอกลักษณ์และสื่อถึงความมีเอกราชของชาติตน
ซึ่งศิลปะสุโขทัยก็หนีไม่พ้นที่จะต้องแสดงออกถึงคุณค่าดังกล่าว
ศิลป์ พีระศรี เริ่มเขียนถึงประเด็นนี้ไว้แล้วในหนังสือ “ประติมากรรมไทย” โดยชี้ให้เห็นถึงลักษณะความเป็นผู้ที่รักอิสระและไม่ชอบถูกกดขี่ของคนไทย อธิบายถึงรูปแบบอันอ่อนช้อยของพระพุทธรูปแบบสุโขทัยที่สะท้อนจิตใจแบบไทย และเชื่อมโยงไปสู่ความแตกต่างทางชนชาติระหว่างไทยกับเขมร
ประเด็นเหล่านี้จะถูกย้ำชัดเจนในการบรรยายเรื่อง “จิตรกรรมและประติมากรรมสมัยสุโขทัย” พ.ศ.2503 (ต่อมาจะถูกนำมาปรับเนื้อหาและตีพิมพ์เป็นเล่มในชื่อว่า An Appreciation of Sukhothai Art พ.ศ.2505) ความตอนหนึ่งว่า
“อารยธรรมที่สำคัญทุกแห่งย่อมมีสมัยทอง (สมัยที่รุ่งเรืองสูงสุด) ของตน ซึ่งตรงกับความเจริญทางวัตถุอย่างสูง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเจริญก้าวหน้าทางจิตใจ เกี่ยวกับประเทศไทย สิ่งที่ทำให้เกิดสมัยทองแห่งสุโขทัยก็คือความเป็นเอกราชของชาติไทยและศาสนา ไม่มีชนชาติที่เป็นอิสระชาติใดในอดีตที่อาจจะรวมกันเข้าได้ทางจริยา ถ้าไม่มีความเชื่อร่วมกัน…”
ในงานของศิลป์ พีระศรี พระพุทธรูปปางลีลาจะได้รับการยกย่องสูงมากในฐานะตัวแทนยุคทองทางศิลปะของชนชาติไทย ผ่านเส้นสายอันอ่อนช้อยเป็นอุดมคติของสภาวะอันเป็นพุทธะ ที่หาไม่ได้ในศิลปะสมัยอื่น ซึ่งการอธิบายมิติความงามแบบนี้เราจะไม่พบเห็นในงานเขียนยุคก่อนหน้า
ควรกล่าวไว้ด้วยว่า ศิลป์ พีระศรี มิใช่คนเดียวที่ประกอบสร้างคุณค่าแบบนี้ ในงานของยอร์ช เซเดส์ เรื่อง “ศิลปไทยสมัยสุโขทัย” ตีพิมพ์ในวารสาร Arts Asiatiques พ.ศ.2497 ก็ย้ำนัยการเชื่อมโยงศิลปะสุโขทัยเข้ากับประเด็นเรื่องเอกราชและอิสรภาพเช่นกัน ความว่า
“…ในด้านประติมากรรม สุโขทัยก็มีการหล่อพระพุทธรูป…เป็นแบบซึ่งแตกต่างไปจากพระพุทธรูปขอม มอญ และพม่า และมักแสดงเป็นรูปปางลีลา ซึ่งเป็นปางที่ไม่รู้จักกันเลยในประเทศกัมพูชา มอญ หรือพม่า…ข้าพเจ้าคิดว่าเราอาจอธิบายความแตกต่างนี้ได้ว่าเป็นความพยายามที่จะเป็นอิสระของชนชาติไทย ซึ่งเมื่อมีเอกราชขึ้นแล้วก็พยายามให้หลุดพ้นจากประเพณีของผู้ปกครองเก่าของตน…ช่างไทยทำงานในบรรยากาศแห่งการปฏิวัติ ในปฏิกิริยาต่อต้านสิ่งซึ่งเป็นขอมทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเมือง สังคม หรือทางด้านพุทธิปัญญา ไม่ว่าช่างไทยจะทำไปโดยรู้สึกตัวหรือไม่ เขาก็ได้สร้างศิลปกรรมที่แตกต่างที่สุดจากศิลปขอม…”
สภาวะอันเป็นอุดมคติของพระพุทธรูปที่ไม่ได้คำนึงถึงความจริงของร่างกายมนุษย์แบบศิลปะเหมือนจริงของพระพุทธรูปสุโขทัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปางลีลา ที่แสดงออกผ่านเส้นสายที่อ่อนช้อย ถูกเชื่อมร้อยเข้ากับอุดมการณ์ทางการเมืองของสุโขทัยที่ต้องการประกาศเอกราชจากขอม
ทั้งหมดนี้สอดคล้องอย่างแนบแน่นกับบริบททางการเมืองไทยในทศวรรษที่ 2490-2500 ที่ต้องการรื้อฟื้นคุณค่าแบบจารีตในทุกด้านหลังการรัฐประหาร 2490 และบรรยากาศสงครามเย็นที่ค่านิยมว่าด้วยเอกราชและอิสรภาพถูกประกาศในฐานะอุดมการณ์ของโลกเสรีที่ใช้ต่อต้านอุดมการณ์แบบคอมมิวนิสต์
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
