bg-single

ศิลป์ พีระศรี กับการประกอบสร้าง คุณค่าและความงามศิลปะสุโขทัย (2)

30.09.2026

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

ศิลป์ พีระศรี

กับการประกอบสร้าง

คุณค่าและความงามศิลปะสุโขทัย (2)

ในทศวรรษ 2480 แม้ศิลปะสุโขทัยจะกลายเป็นยุคทองของความเป็นไทยและวัตถุสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดต่ออุดมการณ์ชาตินิยมไทย (ที่เน้นเชื้อชาตินิยม)

แต่การนิยามคุณค่าของศิลปะสุโขทัยในยุคนี้กลับมิได้ให้ความสำคัญในรูปแบบอ่อนช้อยและ “ลายเส้นโค้งขึ้นและลง” แบบจารีต ซึ่งเป็นลักษณะทางกายภาพที่ตาเห็นแต่อย่างใด

โดยการอธิบายจะเน้นการตีความไกลไปถึงลักษณะทางอุดมการณ์ที่แฝงอยู่ในศิลปะสุโขทัยเป็นหลัก เช่น งานเขียนของหลวงวิจิตรวาทการ ในหนังสือ “วัฒนธรรมสุโขทัย” ที่สะท้อนสิ่งนี้ชัดเจน ความตอนหนึ่งว่า

“…พระพุทธรูปที่พอจะลงความเห็นเชื่อได้ว่า พ่อขุนรามคำแหงทรงสร้างก็มีเพียง 3 ชนิด คือ พระเดิน พระยืน และพระมารวิชัย ชนิดที่จะได้พบเห็นมากที่สุด คือ พระพุทธรูปในท่าเดิน…ซึ่งเป็นเครื่องสอนใจคนให้ก้าวเดิน ให้ก้าวหน้า ไม่หยุดเฉย…การสร้างพระพุทธรูปเดินไว้มากๆ ก็เพื่อให้คนบูชาความขยันขันแข็ง และความก้าวหน้า…”

เมื่อพระพุทธรูปปางลีลาถูกอธิบายในความหมายนี้ กรมศิลปากร ในฐานะหน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่ปลูกฝังความคิดทางการเมืองผ่านงานศิลปะและวัฒนธรรม ก็เริ่มขยายความต่อด้วยการสร้างประติมากรรมที่โยงกับแนวคิดนี้เพื่อไปติดตั้งตามงานของรัฐบาลในที่ต่างๆ

เช่น ใน “งานฉลองรัฐธรรมนูญ” พ.ศ.2482 มีการสร้างประติมากรรมรูปคนกำลังเดินอยู่หน้าศาลาของกรมศิลปากรโดยมีคำบรรยายที่ฐานว่า “เดิน-เดิน-เดิน” เพื่อปลุกจิตสำนึกเรื่องรักความก้าวหน้าของคนไทย ซึ่งมีรากความคิดมาจากการตีความพระพุทธรูปปางลีลาสมัยสุโขทัยนั่นเอง

ประติมากรรมชิ้นนี้ยังสอดคล้องกับเพลงปลุกใจของหลวงวิจิตรวาทการ ที่ชื่อ “เดิน เดิน เดิน” ที่ใช้ประกอบละครเรื่อง “น่านเจ้า” ในปี พ.ศ.2482 เช่นกัน ซึ่งเป็นละครที่นำเสนอเรื่องราวการอพยพครั้งใหญ่ของคนไทยจากอาณาจักรน่านเจ้าก่อนที่จะก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัย

ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า ร่างกายของมนุษย์ในประติมากรรมดังกล่าวถูกปั้นขึ้นตามแบบ “ศิลปะเหมือนจริง” ที่เน้นกล้ามเนื้ออย่างชัดเจน ปราศจากการอ้างอิงย้อนกลับไปหาเส้นสายอันอ่อนช้อยตามแบบศิลปะสุโขทัย

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะในทศวรรษ 2480 ได้เกิดสิ่งที่เรียกว่า อุดมคติเรื่องร่างกายของคนไทยยุคใหม่ในสมัยสร้างชาติ ที่เน้นความบึกบึนและกล้ามเนื้อที่แข็งแรงไม่ต่างจากนักกล้าม ดังที่ผมเคยเสนอไว้ในงานเรื่อง “ศิลปะคณะราษฎร” ที่ว่า ค่านิยมนี้เกิดขึ้นทั้งจากเหตุผลเรื่องการสร้างความเป็นสมัยใหม่ การเมืองเรื่องร่างกายในอุดมคติหลังการปฏิวัติ 2475 และแนวคิดการสร้าง “มหาอาณาจักรไทย” ในบริบทสงครามโลก

แต่ในบริบท “ยุคสงครามเย็น” ที่มาพร้อมกับการสิ้นสุด “ยุคคณะราษฎร” หลัง พ.ศ.2490 ซึ่งนำพาบรรยากาศทางสังคมและการเมืองไทยให้เปลี่ยนไปในอีกแบบหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการมองคุณค่าและความงามของศิลปะสุโขทัย

การฟื้นกลับมาของพลังทางอุดมการณ์แบบ “อนุรักษนิยม” และ “กษัตริย์นิยม” หลังการรัฐประหาร พ.ศ.2490 ทำให้เกิดกระแสตีกลับครั้งใหญ่ต่อการมองเรื่องความเป็นไทยที่เริ่มหวนย้อนไปหารูปแบบและคุณค่าแบบสังคมจารีตอีกครั้ง

ในขณะที่ “ความเป็นไทยใหม่” ที่เคยถูกสร้างเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่ตามแนวคิด “มหาอาณาจักรไทย” ก็พังทลายลงไปพร้อมๆ กับการสิ้นสุดสงครามโลก

และการเปิดหน้าใหม่ทางประวัติศาสตร์ของยุคสงครามเย็น ที่มาพร้อมกับการเกิดขึ้นของศัตรูตัวใหม่ของชาติที่ชื่อว่า “คอมมิวนิสต์” ก็ทำให้คุณค่าด้านต่างๆ ของสังคมจารีตถูกยกชูขึ้นมาอีกครั้งเช่นกัน ในฐานะสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์

ไม่ว่าจะเป็นสถาบันกษัตริย์ พุทธศาสนา ประเพณี ศิลปะ และวัฒนธรรม

แน่นอน ความเปลี่ยนแปลงนี้มิได้ส่งผลให้คุณค่าศิลปะสุโขทัยลดน้อยลง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ วิธีที่ใช้มองและการนิยามคุณค่า (โดยเฉพาะในมิติด้านความงาม) ของศิลปะสุโขทัยต่างหากที่ต่างไป

งานศิลปะตามแนวทาง “ศิลปะเหมือนจริง” ที่แสดงความหมายสื่อถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบ “คณะราษฎร” และความเป็นไทยใหม่ที่ยิ่งใหญ่แบบมหาอาณาจักรไทยถูกยกเลิกและลดความนิยมลงอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็เกิดการย้อนกลับไปหารูปแบบทางศิลปะแบบจารีตในฐานะคุณค่าแท้จริงของความเป็นไทย

ผมอยากเสนอว่า ภายใต้บรรยากาศใหม่ดังกล่าว ส่งผลทำให้คำอธิบายของศิลป์ พีระศรี ที่มีต่อศิลปะสุโขทัยในงานเขียนเรื่อง “ประติมากรรมไทย” ที่หวนกลับไปให้ความสำคัญกับการแสดงออกทางศิลปะแบบจารีต ตามที่ได้อธิบายไว้ในสัปดาห์ก่อน ก้าวขึ้นมาเป็นทัศนะหลักของสังคมไทยแทนที่นิยามเดิมในทศวรรษ 2480

ในบริบทสงครามเย็นของไทย คู่ตรงข้ามระหว่าง “โลกเสรี” (อเมริกา) กับ “โลกคอมมิวนิสต์” (โซเวียตและจีน) ถูกผ่องถ่ายทางความหมายไปสู่การต่อสู้ระหว่างคุณค่าของเสรีภาพ, อิสรภาพ และเอกราชของชาติไทย กับการตกเป็นทาส, การถูกกดขี่ และการสูญเสียเอกราช จากภัยคอมมิวนิสต์

ในด้านหนึ่ง การต่อสู้นี้ได้ถูกฉายภาพทับซ้อนย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับการต่อสู้ของคนไทยในสมัยสุโขทัยเพื่อประกาศ “เอกราช” และประกาศ “อิสรภาพ” ปลดแอกตนเองออกจากขอม

และทุกสิ่งอย่างที่ถูกประดิษฐ์สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย จึงล้วนแล้วแต่เป็นภาพสะท้อนของอารมณ์ความรู้สึกอันแรงกล้าของชนชาติไทยที่ต้องการประกาศอิสรภาพและแสดงออกถึงเอกลักษณ์และสื่อถึงความมีเอกราชของชาติตน

ซึ่งศิลปะสุโขทัยก็หนีไม่พ้นที่จะต้องแสดงออกถึงคุณค่าดังกล่าว

ศิลป์ พีระศรี เริ่มเขียนถึงประเด็นนี้ไว้แล้วในหนังสือ “ประติมากรรมไทย” โดยชี้ให้เห็นถึงลักษณะความเป็นผู้ที่รักอิสระและไม่ชอบถูกกดขี่ของคนไทย อธิบายถึงรูปแบบอันอ่อนช้อยของพระพุทธรูปแบบสุโขทัยที่สะท้อนจิตใจแบบไทย และเชื่อมโยงไปสู่ความแตกต่างทางชนชาติระหว่างไทยกับเขมร

ประเด็นเหล่านี้จะถูกย้ำชัดเจนในการบรรยายเรื่อง “จิตรกรรมและประติมากรรมสมัยสุโขทัย” พ.ศ.2503 (ต่อมาจะถูกนำมาปรับเนื้อหาและตีพิมพ์เป็นเล่มในชื่อว่า An Appreciation of Sukhothai Art พ.ศ.2505) ความตอนหนึ่งว่า

“อารยธรรมที่สำคัญทุกแห่งย่อมมีสมัยทอง (สมัยที่รุ่งเรืองสูงสุด) ของตน ซึ่งตรงกับความเจริญทางวัตถุอย่างสูง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเจริญก้าวหน้าทางจิตใจ เกี่ยวกับประเทศไทย สิ่งที่ทำให้เกิดสมัยทองแห่งสุโขทัยก็คือความเป็นเอกราชของชาติไทยและศาสนา ไม่มีชนชาติที่เป็นอิสระชาติใดในอดีตที่อาจจะรวมกันเข้าได้ทางจริยา ถ้าไม่มีความเชื่อร่วมกัน…”

ในงานของศิลป์ พีระศรี พระพุทธรูปปางลีลาจะได้รับการยกย่องสูงมากในฐานะตัวแทนยุคทองทางศิลปะของชนชาติไทย ผ่านเส้นสายอันอ่อนช้อยเป็นอุดมคติของสภาวะอันเป็นพุทธะ ที่หาไม่ได้ในศิลปะสมัยอื่น ซึ่งการอธิบายมิติความงามแบบนี้เราจะไม่พบเห็นในงานเขียนยุคก่อนหน้า

ควรกล่าวไว้ด้วยว่า ศิลป์ พีระศรี มิใช่คนเดียวที่ประกอบสร้างคุณค่าแบบนี้ ในงานของยอร์ช เซเดส์ เรื่อง “ศิลปไทยสมัยสุโขทัย” ตีพิมพ์ในวารสาร Arts Asiatiques พ.ศ.2497 ก็ย้ำนัยการเชื่อมโยงศิลปะสุโขทัยเข้ากับประเด็นเรื่องเอกราชและอิสรภาพเช่นกัน ความว่า

“…ในด้านประติมากรรม สุโขทัยก็มีการหล่อพระพุทธรูป…เป็นแบบซึ่งแตกต่างไปจากพระพุทธรูปขอม มอญ และพม่า และมักแสดงเป็นรูปปางลีลา ซึ่งเป็นปางที่ไม่รู้จักกันเลยในประเทศกัมพูชา มอญ หรือพม่า…ข้าพเจ้าคิดว่าเราอาจอธิบายความแตกต่างนี้ได้ว่าเป็นความพยายามที่จะเป็นอิสระของชนชาติไทย ซึ่งเมื่อมีเอกราชขึ้นแล้วก็พยายามให้หลุดพ้นจากประเพณีของผู้ปกครองเก่าของตน…ช่างไทยทำงานในบรรยากาศแห่งการปฏิวัติ ในปฏิกิริยาต่อต้านสิ่งซึ่งเป็นขอมทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเมือง สังคม หรือทางด้านพุทธิปัญญา ไม่ว่าช่างไทยจะทำไปโดยรู้สึกตัวหรือไม่ เขาก็ได้สร้างศิลปกรรมที่แตกต่างที่สุดจากศิลปขอม…”

สภาวะอันเป็นอุดมคติของพระพุทธรูปที่ไม่ได้คำนึงถึงความจริงของร่างกายมนุษย์แบบศิลปะเหมือนจริงของพระพุทธรูปสุโขทัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปางลีลา ที่แสดงออกผ่านเส้นสายที่อ่อนช้อย ถูกเชื่อมร้อยเข้ากับอุดมการณ์ทางการเมืองของสุโขทัยที่ต้องการประกาศเอกราชจากขอม

ทั้งหมดนี้สอดคล้องอย่างแนบแน่นกับบริบททางการเมืองไทยในทศวรรษที่ 2490-2500 ที่ต้องการรื้อฟื้นคุณค่าแบบจารีตในทุกด้านหลังการรัฐประหาร 2490 และบรรยากาศสงครามเย็นที่ค่านิยมว่าด้วยเอกราชและอิสรภาพถูกประกาศในฐานะอุดมการณ์ของโลกเสรีที่ใช้ต่อต้านอุดมการณ์แบบคอมมิวนิสต์



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

50 ปี 6 ตุลา (4) การเมืองเรื่องนิรโทษกรรม
ศิลป์ พีระศรี กับการประกอบสร้าง คุณค่าและความงามศิลปะสุโขทัย (2)
ไทยใหม่ กับ สุริยา ‘ศรีบูรพา’ กับ ‘ยาขอบ’ นักเขียน ‘อาชีพ’
Default Mode Network ปล่อยให้สมองได้พักบ้าง
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (195)
อ่าน สังคม ‘สยาม’ ผ่าน ราคา ‘เบียร์’ นอก สู่สถานะ ‘นักเขียน’
พระสารสาสน์พลขันธ์ : ความคิดทางการเมือง (33)
เชลยศึกสงครามลาว (50)
E-DUANG | มองทะลุ “วิวาทะ” การเมือง รัฐมนตรีช่วย กับ นักวิชาการ
กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับ อ.ส.ค.มอบผลิตภัณฑ์นมกล่อง UHT ไทย-เดนมาร์ค ให้มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จำนวน 360,000 กล่อง เพื่อสนับสนุน-ส่งต่อความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ
ศ.สุชาติ การเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล​สหรัฐ​ (Yield) อย่างเร็วและมาก​ ชี้ให้เห็นว่าสหรัฐ​ฯ​ เริ่มเข้าใกล้จุดจบของการเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลก
50 ปี 6 ตุลา : วันที่เปลี่ยนชีวิต | สุรชาติ บำรุงสุข