bg-single

‘รัฐเลือกตั้งอุปถัมภ์กินเมืองแบบใหม่’ (1)

15.10.2026

คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
โดย เกษียร เตชะพีระ

“อาจารย์ครับ รัฐ patrimonial กับระบอบประชาธิปไตยมาอยู่ด้วยกันได้ยังไงครับ?”

คุณ 69030300-– ตั้งคำถามเอากับผมในชั้นเรียนสัมมนาการเมืองไทยระดับปริญญาโทที่คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เมื่อกลางเดือนสิงหาคมศกนี้ ระหว่างถาม-ตอบอภิปรายหนังสือเรื่อง The Rise and Decline of Thai Absolutism (2004) ของอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ผู้เพิ่งจากไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม

ผมกล่าวตอบแบบด้นสดไปเบื้องต้นในช่วงปุจฉา-วิสัชนากับนักศึกษาเพื่อเปิดประเด็นอภิปรายเอกสารที่อ่านร่วมกัน อย่างไรก็ตาม คำถามแหลมคมชวนคิดนี้ติดค้างคาใจจนผมต้องไปค้นคว้าเรียบเรียงเพิ่มเติมมาอธิบายขยายความตอบเขาในคาบเรียนถัดไป

ศัพท์คำว่า patrimonial state/patrimonialism เป็นแนวคิดที่อาจารย์กุลลดาใช้เรียกขานรัฐก่อนสมัยใหม่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาและต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อนการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้นในการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ห้า

ในวงการประวัติศาสตร์-รัฐศาสตร์ไทย ศัพท์คำนี้เคยถูกแปลแตกต่างกันไป เช่น

อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ แปลว่า “รัฐราชสมบัติ” (“ภาษามาตรฐานกับการเมือง”, ภาษาและหนังสือ, 17 : 2 (2528), 11-37)

ส่วนอาจารย์เสน่ห์ จามริก แปลว่า “สังคมแบบราชูปถัมภ์” (การเมืองไทยกับพัฒนาการรัฐธรรมนูญ, 2529)

และอาจเทียบเคียงได้กับศัพท์ลัทธิมาร์กซ์ของปัญญาชนฝ่ายซ้ายไทยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งระบุเรียกสังคมยุคเก่าก่อนว่า “ระบบศักดินา” (เช่น สมสมัย ศรีศูทรพรรณ (จิตร ภูมิศักดิ์), “โฉมหน้าของศักดินาไทยในปัจจุบัน”, นิติศาสตร์ รับศตวรรษใหม่, ปีที่ 7 ฉบับที่ 4, ต้อนรับ 25 พุทธศตวรรษ)

สำหรับการที่ patrimonial state/patrimonialism วกเวียนกลับเข้ามาอยู่ในวาทกรรมทางการเมืองปัจจุบัน น่าจะเกิดจากสถานการณ์การเมืองหลังการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 ซึ่งพลิกผันไปจากความคาดหมายอย่างที่ระบอบประชาธิปไตยเสียงข้างมากควรจะเป็น (พรรคที่ได้คะแนนเสียงและที่นั่ง ส.ส.มากเป็นอันดับหนึ่งไม่ได้เป็นรัฐบาล อีกทั้งถูกยุบในเวลาต่อมา) จนนำไปสู่ข้อสังเกตเรื่องนี้ของอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ในงานเสวนา “สภาวะไร้มนุษยภาพในสังคมไทย” ที่คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เมื่อ 30 พฤษภาคม 2568 ว่า

“ร้อยกว่าปีมานี้…ในทางการเมืองคือการต่อสู้ระหว่าง patrimonialism กับ democratization ทั้งคู่มีความหมายเปลี่ยนแปลงได้ในยุคต่างๆ เป็นการต่อสู้กันระหว่างจารีตอีกหลายอย่างซึ่งเป็นมรดกของสมบูรณาญาสิทธิราชย์และมรดกของยุคสงครามเย็น กับความพยายามจะดิ้นออกจากมรดกของยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้เป็นสมัยใหม่และความพยายามจะก้าวพ้นยุคสงครามเย็นไปสู่ยุคหลังสงครามเย็น” (https://www.facebook.com/watch/?ref=saved&v=1232616554941112)

เพื่อเข้าใจความขัดฝืนแยกแย้งข้อนี้ น่าที่จะต้องทบทวนนิยามของรัฐ patrimonial แต่เดิมและความแตกต่างของมันกับรัฐสมัยใหม่เสียก่อน

ในประเด็นนี้ ผมเคยเขียนเสนอไว้ในบทความเรื่อง “นัยทางการเมืองของประกาศเลิกหมอบคลานกราบไหว้ในรัชกาลที่ 5” ตอนที่ (1) ในมติชนสุดสัปดาห์ เมื่อปี 2559 ว่า

“บริบททางการเมืองที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงจากรัฐก่อนสมัยใหม่ (pre-modern state) คือก่อนการลอกเลียนสร้างรูปแบบรัฐตามตัวแบบฝรั่งตะวันตก…ที่มีลักษณะเป็นเครือข่ายอุปถัมภ์ทอดทอยลดหลั่นลงมาเป็นชั้นๆ จากพระมหากษัตริย์ยอดสุดลงมา ผ่านเจ้านายขุนนางอำมาตย์ถึงไพร่ทาส อำนาจกระจายตัวแบบเข้มข้นตรงกลาง ห่างจางตรงชายขอบ จากเมืองหลวง หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก เมืองประเทศราช แบ่งสันอำนาจและทรัพยากรกันในหมู่กษัตริย์ เจ้านายขุนนางในการควบคุมกำลังคน ผ่านระบบไพร่ทาส และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ผ่านส่วยสาอากรและการกินเมือง

“มาสู่การสร้างรัฐสมัยใหม่ (modern state) ผ่านการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง (centralization of power) และการสร้างระบบราชการประจำกินเงินเดือน (bureaucracy) เอาอย่างฝรั่ง เพื่อเป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพในการปกครองบริหารบ้านเมืองอย่างครอบคลุมทั่วถึงตลอดอาณาเขตพรมแดน ภายหลังการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน พ.ศ.2435” (https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_10615)

และการเปรียบตัดต่างลักษณะของรัฐสองประเภทนี้ของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในบทความ “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?” ตอนที่ (2) ในเว็บไซต์ประชาไท เมื่อปี 2559 ว่า
“แม้ดูไม่ต่างจากรัฐสมัยใหม่โดยทั่วไป แต่ที่จริงแล้วรัฐไทยไม่ใช่รัฐสมัยใหม่แท้ ยังคงรักษาความเป็นรัฐ patrimonial ไว้เป็นหลักอย่างเหนียวแน่น

“รัฐสองอย่างนี้ต่างกันอย่างไร สรุปให้เข้าใจได้ง่ายๆ ก็คือ รัฐ patrimonial คือรัฐที่เป็นสมบัติส่วนตัวของผู้ถืออำนาจ จะเป็นบุคคลหรือกลุ่มก็ตาม พวกเขาย่อมจัดการรัฐประหนึ่งจัดการทรัพย์สินส่วนตัว เอาพรรคพวกบริวารมาร่วมแบ่งปันอำนาจ โดยเฉพาะในระบบราชการ (พลเรือน, กองทัพ, ตุลาการ) เพราะระบบราชการถืออำนาจไว้มาก จึงต้องให้อยู่ในมือของพรรคพวกบริวารที่น่าไว้วางใจของตน อย่างน้อยคุณสมบัติสำคัญของผู้บังคับบัญชาระดับสูงก็คือความน่าไว้วางใจ

“ตรงกันข้าม รัฐสมัยใหม่ (ซึ่งมักพัฒนาขึ้นมาเป็นรัฐประชาชาติด้วย) เป็นรัฐที่ไม่เป็นสมบัติของผู้หนึ่งผู้ใด หรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ฉะนั้น รัฐสมัยใหม่จึงเป็นรัฐที่ไม่ “บุคโขโลคณะ” (impersonal) ทั้งตัวรัฐ และการดำเนินกิจการของรัฐ ความมีประสิทธิภาพในการดำเนินกิจการเป็นเครื่องวัดอย่างดี ดังนั้น ระบบราชการ (พลเรือน, กองทัพ, ตุลาการ) จึงตั้งอยู่บนหลักความรู้ความสามารถหรือคุณาธิปไตย คนมีความรู้ความสามารถและความซื่อสัตย์สุจริตจะได้รับการอุดหนุนให้ไต่เต้าไปสู่ตำแหน่งสูง โดยไม่ต้องอาศัยเส้นสายใดๆ”
(https://prachatai.com/journal/2016/05/65899)


จากข้อมูลข้างต้นนี้ เราอาจสรุปได้ว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้น

– ฐานคติเดิม [Patrimonialism vs. Electoral Democracy]

ในความหมายที่ว่า รัฐ patrimonial ขัดฝืนแยกแย้งกับระบอบประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง การสร้างประชาธิปไตยย่อมแทนที่สิทธิอำนาจส่วนบุคคลแบบดั้งเดิมตามประเพณีด้วยเหล่าสถาบันที่ยึดหลักเหตุผล-กฎหมายโดยอัตโนมัติ เพราะรัฐ patrimonial กับระบอบประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง ต่างก็กีดกันและขจัดกันและกัน
ทว่า มาบัดนี้ได้เกิดสภาวะที่วัฒนธรรม patrimonial ยืนยงคงทนอย่างดื้อรั้นอยู่ภายในระบอบประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งสมัยใหม่เสียเอง ส่งผลให้เกิดระบอบพันทาง (hybrid regime) ที่ซึ่งกระบวนการแบบแผนทางการของประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งกับปทัสถาน patrimonial ที่ไม่เป็นทางการดันกลับดำรงอยู่ร่วมกัน ปรับตัวเข้าหากัน และเสริมกำลังแก่กันและกัน ทำให้ต้องปรับความคิดเสียใหม่ว่า

– ฐานคติใหม่ [Patrimonial culture + Modern electoral democracy]
นำไปสู่สิ่งที่เราอาจเรียกได้ว่า —>

– รัฐเลือกตั้งอุปถัมภ์กินเมืองแบบใหม่ (Electoral Neo-Patrimonialism)!

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘รัฐเลือกตั้งอุปถัมภ์กินเมืองแบบใหม่’ (1)
50ปี 6ตุลา | นักรบนิรนามในป่าใหญ่ | สุรชาติ บำรุงสุข
E-DUANG | จังหวะก้าว ต่อรอง การเมือง จังหวะก้าว ทักษิณ ชินวัตร
อดีต รมว.คลัง สนับสนุน​พลังแรงงานคนรุ่นใหม่สร้างอนาคตไทย และการปฏิรูปกองทุนประกันสังคมให้ดูแลแรงงานอย่างแท้จริง
แอมเนสตี้ เรียกร้อง “นายกฯอนุทิน” ถอนฟ้อง “แกนนำไอลอว์” ปมเคลื่อนไหวคดีฮั้ว ส.ว.
“ประเสริฐ” ชี้ ”เพื่อไทย“ รู้มารยาทการเมือง “ภูมิใจไทย” ไว้ใจศึกซักฟอกได้ รับ ญัตติฝ่ายค้าน ใช้คำรุนแรง บอก คดีฮั้ว สว. หลุดจากกระบวนการหนึ่งไปแล้ว
50 ปีของฝ่ายขวา ! | สุรชาติ บำรุงสุข
E-DUANG | อนาคต บอร์ด ประกันสังคม กับการเลือก ของ “เพื่อไทย”
อดีต ปลัด มท.ชี้โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน คือ “Best Practice ของ UN“ หวังการขับเคลื่อนสิ่งที่ดีเพื่อความยั่งยืนของโลก
“อดีตปลัด มท.” เผยรู้สึกอายเรื่องโกงสอบท้องถิ่น สงสัยได้ดำเนินการถึงที่สุดแล้วหรือยัง พร้อมตอบกรณีนายอำเภอบ้านสร้าง
เส้นทาง ‘ยาขอบ’ เส้นทาง ‘ผู้ชนะสิบทิศ’ สุริยา ‘ศรีบูรพา’
ความคิดทางเศรษฐกิจ ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (จบ) ความคิดทางเศรษฐกิจภายหลังการปฏิวัติ | My Country Thailand