การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ
คําถาม “ทหารมีไว้ทำไม?” ได้ก่อให้เกิดวิวาทะโต้แย้งกันมากมายในช่วงหลังศึกชายแดนไทย-กัมพูชาปลายปีที่แล้วและก่อนเลือกตั้งต้นปีนี้ (https://www.matichon.co.th/politics/news_5532549) จนถึงแก่มีการโพสต์คำถามสวนกลับในสื่อโซเชียลมีเดียบ้างว่า : “การเลือกตั้งมีไว้ทำไม?”
ข้อน่าสนใจคือ เอาเข้าจริงต้นกำเนิดของคำถามข้างต้นเป็นบทความลือลั่นของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ตั้งแต่เมื่อสิบปีที่แล้ว! (1-7 มกราคม 2559, https://www.matichon.co.th/columnists/news_2227) จำได้ว่าผลสะเทือนของมันครั้งนั้นถึงแก่ผู้บัญชาการ ทุกเหล่าทัพพากันเข้าแถวออกมาตอบโต้อาจารย์นิธิโดยพร้อมเพรียง (https://www.matichon.co.th/politics/news_4508)
เวลาผ่านไปสิบปี….ผ่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 ที่ “มันไม่ใช่ประชามติ” (อดีต กกต. สมชัย ศรีสุทธิยากร), ผ่านการสั่งยุบพรรคการเมืองฝ่ายค้านหลายพรรค, ผ่านการดำเนินคดีผู้ต้องหาการเมือง 1,959 คน ใน 1,305 คดี ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปี 286 คน…ในที่สุดก็มีการขุดคำถามดังกล่าวขึ้นมาตอบโต้โดยนายทหารใหญ่อีกรอบ (https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_292003 & ประมวลข้อมูล จากรายงานของ iLaw https://www.facebook.com/iLawClub)
เพียงแต่รอบนี้เห็นชัดว่า ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระหลักของบทความต้นเรื่องแต่อย่างใด หากเป็นการชิงจังหวะกู้คืนความชอบธรรมของทหารหลังสิ้นศึกชายแดนไทย-กัมพูชารอบสองแบบไทยได้เปรียบมากกว่า
อันที่จริงคำถามทำนองว่า “(วิชาชีพ/สถาบันหนึ่งๆ) มีไว้ทำไม?” นั้นเป็นการไต่ถามเชิงอันตวิทยา (teleological inquiry) ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อชวนให้ผู้ตอบลองขบคิดใคร่ครวญ จะได้สำนึกรู้เท่าทันตนเอง เข้าใจที่มาในประวัติศาสตร์ ที่ทางในความสัมพันธ์กับสังคมที่กว้างออกไป และที่ไปซึ่งอาจเป็นไปได้ในอนาคตของตนเอง
ปมประเด็นของคำถาม “……มีไว้ทำไม?” จึงไม่ใช่การดูหมิ่นท้าทายอย่างผิวเผินตื้นเขินแต่อย่างใด หากมุ่งหมายเจาะลึกไปกว่านั้น คือตั้งคำถามเพื่อชวนคิดวิเคราะห์วิจารณ์ถึงรากเหง้าจุดยืนและเป้าประสงค์ที่เป็นไปได้และน่าจะเป็นของตน เพื่อให้ได้ทบทวนบทเรียนและคำนึงถึงทางเลือกที่เป็นไปได้อื่นๆ นอกจากที่อำนาจสถาปนากำหนดให้หรือรับเชื่อมา
มันเป็นคำถามเชิงปรัชญาดังที่อาจารย์โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ นายกสมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย เคยชี้ว่า ปรัชญา “ตั้งคำถามต่อเรื่องพื้นฐานของสิ่งต่างๆ…..มุ่งไปถึงรากฐานของสิ่งต่างๆ” ซึ่งทำให้ “เผด็จการเกลียดวิชาปรัชญา” และผู้ถูกตั้งคำถามอาจอึดอัดขัดเคืองเพราะมันไต่ถามลงไปถึงรากเหง้าของสถาบันและวัฒนธรรมของรัฐและสังคม ซึ่งปกติผู้คนทำตามเซื่องๆ โดยไม่ถามและไม่รู้เท่าทัน (https://www.the101.world/soraj-hongladarom-interview/)
เช่นเดียวกับคำถามที่ว่า “การเลือกตั้งมีไว้ทำไม?”
ผมลองเอาคำถามนี้ไปถามนักศึกษาวิชาปรัชญาการเมืองเบื้องต้นในคาบเปิดเทอมดู โดยคลี่คลายให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า “เราต้องคิดอะไรเชื่ออะไรบ้าง เราถึงได้ไปเลือกตั้ง?”
ระหว่างอาการเงียบอ้ำอึ้งของพวกเขา ผมลองคลี่ต่อว่า “ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เราไปเลือกตั้งกันไหม?”
นักศึกษาตอบว่า ไม่ เพราะผู้ปกครองมาจากการสืบราชสันตติวงศ์
“แล้วในระบอบเผด็จการทหารล่ะ เราไปเลือกตั้งกันไหม?”
พวกเขาตอบว่าไม่เช่นกัน เพราะผู้ปกครองมาจากการยึดอำนาจด้วยกำลังอาวุธ
เทียบเคียงถึงจังหวะนี้ นักศึกษาพอเห็นชัดว่า ประชาชนเราไปเลือกตั้งเพื่อให้ได้ผู้ปกครองมา มันสะท้อนฐานคิดความเชื่อของเราว่าผู้ปกครองจะพึงได้อำนาจโดยชอบก็ต่อเมื่ออำนาจนั้นมาจากประชาชนมอบหมายให้
พูดให้เป็นแนวคิดรวบยอดยิ่งขึ้น ตรงฐานรากของการเลือกตั้งคือความคิดความเชื่อว่าประชาชนควรได้ปกครองตนเอง (self-rule) และอำนาจอธิปไตย (sovereignty) ขยับเคลื่อนในประวัติศาสตร์การเมืองโลกจาก [พระเจ้า/ศาสนา->กษัตริย์->ประชาชน] หรือ [God->King->People] ในปัจจุบัน (David Graeber, The Utopia of Rules : On Technology, Stupidity, and the Secret Joys of Bureaucracy, 2015, pp.193-94, 213-14)
นอกจากนี้ ฐานคิดความเชื่อรองรับการเลือกตั้งยังมีลักษณะเฉพาะพิเศษอีกอย่าง
ผมถามนักศึกษาว่า “เคยไปเลือกตั้งไหม?” พวกเขาจำนวนไม่น้อยเคย, “คุณพ่อคุณแม่ได้ไปเลือกตั้งด้วยหรือเปล่า?” ไปด้วย, “คุณลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้กี่เสียง?” หนึ่งเสียง, “คุณพ่อคุณแม่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้คนละกี่เสียง?” หนึ่งเสียงเท่ากัน, “เจ้าสัวหมื่นล้านอย่างคุณ ธ. ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้กี่เสียง?” หนึ่งเสียงเหมือนกัน นั่นแหละ…..
เราต้องคิดต้องเชื่ออะไรถึงได้เลือกตั้งออกมาคนละหนึ่งเสียงแบบนั้น?
แน่นอน นักศึกษาตอบว่าเราต้องคิดต้องเชื่อว่า “คนเท่ากัน” ไม่ว่าจะมีฐานะทางครอบครัวหรือสังคมต่างกัน ไม่ว่าจะมีทรัพย์สินรวยจนเหลื่อมล้ำต่างกันเพียงใด ตรงคูหาเลือกตั้ง ประชาชนทุกคนมีคนละหนึ่งเสียงเท่ากัน
เหมือนยืนอยู่หน้าคูหาเลือกตั้ง แล้วเปลื้องสถานภาพทรัพย์ศฤงคาร เพศ เชื้อชาติสายตระกูล ศาสนา ถนิมพิมพาภรณ์ออกหมดเกลี้ยง เหลือแต่ปัจเจกภาพตัวเปล่าเล่าเปลือย แล้วเดินเข้าคูหาไปกาบัตรนั่นเอง
อีกฐานคิดความเชื่อของการเลือกตั้งจึงได้แก่ความเสมอภาคทางการเมือง (political equality) ในฐานภาพปัจเจกบุคคลล้วนๆ (individualism) นั่นเอง (นอร์แบร์โต บ๊อบบิโอ, “บทที่ 9 ปัจเจกนิยมกับอินทรียนิยม,” เสรีนิยมกับประชาธิปไตย, 2556)
หากเอา [self-rule + popular sovereignty + political equality + individualism] ก็จะได้ความว่า ตรงฐานคิดความเชื่อของการเลือกตั้งคือ สังคมที่ผู้คนร่วมกันปกครองตนเองรวมหมู่ในฐานะคนเท่ากันทาง การเมือง
พูดให้ถึงที่สุด สังคมเราคิดและเชื่อสิ่งนี้แหละถึงได้ไปเลือกตั้งกันทางการเมือง ไม่ว่าจะสำนึกรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม การเลือกตั้งมีไว้เพื่อแสดงออก ยืนยัน และประพฤติปฏิบัติให้ปรากฏเป็นจริงซึ่งสิ่งนี้
ความย้อนแย้งน่าสังเกตคือ ฐานคิดความเชื่อรองรับการเลือกตั้งดังกล่าวนี้สวนทางตรงข้ามกับฐานคิดความเชื่อหลักของสถาบันและวัฒนธรรมแห่งความเป็นไทยดั้งเดิมตามประเพณี
กล่าวคือ ขณะที่ความเป็นไทยดั้งเดิมเชื่อว่า “อำนาจมาจากบนลงล่าง” แต่การเลือกตั้งกลับถือว่า “อำนาจมาจากล่างขึ้นบน” (ปัจเจกบุคคลพลเมืองเป็นผู้เลือกตั้งและมอบหมายอำนาจให้ผู้ปกครองไปใช้แทนตนเอง)
และขณะที่ความเป็นไทยดั้งเดิมเชื่อว่า “บุคคลดำรงอยู่เพื่อรัฐ” แต่การเลือกตั้งกลับถือว่า “รัฐดำรงอยู่เพื่อบุคคล” (รัฐมีไว้รับใช้สิทธิประโยชน์สุขของปัจเจกบุคคลพลเมืองผู้ก่อตั้งรัฐขึ้นมา) (https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_269664)
จำนวนมากของปัญหาการเมืองไทยในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมาและต่อไปข้างหน้าเกิดจากความแตกต่างตรงกันข้ามของฐานคิดความเชื่อลึกๆ สองอย่างนี้ในหมู่คนไทยต่างกลุ่มนั่นเอง
บรรยายภาพ
(ภาพจาก https://www.bbc.com/thai/thailand-46902175)
