‘Thai’s Got Talent’s (TGT)’: วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้ทุกคนเก่ง
คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
- เข้าสู่วาระใหม่ของการวิจัยไทย: ‘คนและของต้องอยู่ในตลาดโลก’
- อ่านบทความทั้งหมดของ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คลิกที่นี่
การประชุมประจำปีครั้งที่ 3 ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ระหว่างวันที่ 23-25 กันยายน 2026 ที่พัทยา เป็นก้าวกระโดดที่สำคัญของการขับเคลื่อนระบบความรู้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมที่นำและกำกับโดยหน่วยงานภาครัฐเป็นหลัก จากแผนและนโยบายหลักของ สกสว.คือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ ววน. ที่สำคัญคือ ด้านเศรษฐกิจ
“มุ่งเน้นการวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ ศักยภาพของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมและบริการที่สามารถใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง ส่งผลให้เกิดการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มีงานวิจัยด้านต่างๆ ในลักษณะเทคโนโลยีอัจฉริยะเชิงพาณิชย์ ที่สร้างมูลค่าและนำไปสู่อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต โดยสามารถเป็นตัวขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะเรื่อง Creative Economy”
มาสู่เป้าหมายในปีนี้ คือการสร้างเครือข่ายและพื้นที่ร่วมกันของ “บุคลากรไทยที่มีความสามารถระดับสูง” ได้อย่างน่าประทับใจยิ่ง
ผมไปร่วมการประชุมสองครั้งแรกด้วยความตื่นตาตื่นใจ เพราะเห็นว่านี่เป็นหนทางและแนวทางการปฏิบัติใหม่ที่หน่วยงานวิจัยและส่งเสริมงานวิชาการในอดีตยังไม่สามารถทำให้บรรลุเป้าหมายที่เป็นอุดมคติ คือทำให้นักวิชาการและวิจัยไทยสามารถดำเนินงานวิจัยที่เป็นของไทยเองได้ เพราะลำพังศึกษาและวิจัยตามที่ตะวันตกได้ทำมาก่อนแล้ว ก็เป็นภารกิจที่ยากยิ่งและทำด้วยความลำบาก ที่สำคัญคือ ขาดแคลนทุนทรัพย์
อานิสงส์แห่งการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมาให้หน่วยงานสนับสนุนการวิจัยภายใต้คณะกรรมการส่งเสริมการวิจัย (สกว.)
นั่นคือการให้งบประมาณการวิจัยที่เพิ่มจากอดีตอย่างมหาศาล ขอเพียงอย่างเดียว ทำตาม “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี”
และเปลี่ยนโครงสร้างการดำเนินงานเดิมมาสู่การเป็นสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ภายใต้การกำกับของรัฐบาล
แต่เปิดโอกาสให้นักวิชาการพิจารณาและเสนอหัวข้อวิจัยเอง
จากการสังเกตผมพบว่า ธีมหลักในการเสนอปีนี้รวมศูนย์ไปที่เทคโนโลยีเป็นสำคัญ
เห็นได้จากบูธของหน่วยงานเกือบพันแห่งที่มาแสดง ทั้งของภาครัฐและเอกชนล้วนนำเสนอด้านเทคโนโลยี ไม่มีด้านอื่นมาปะปน
เรียกว่าไม่มีความหลากหลายในการเสนอ ไปถึงการอภิปรายและประกวดประชันก็ต้องติดเทคฯ มาด้วย
ดังเห็นได้จากการแสดงนาฏศิลป์และการรำก็ตาม แรงเหวี่ยงของพลังเทคฯ ยังเห็นได้แม้ในงานวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
แม้จะยังไม่เข้มข้นและแสดงตนออกมาอย่างชัดเจนก็ตาม ข้อนี้นับเป็นเรื่องดีที่การวิจัยได้ขยับไปสู่ภูมิทัศน์ใหม่ที่แตกต่างหลากหลายมากขึ้น
ในวันนี้ผมจะนำโครงการวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่โดดเด่นและมีความหมายต่อการยกระดับการวิจัยในอนาคตมาแสดงเป็นตัวอย่าง
งานแรกคือ “กลมคนัง : การสืบทอดและสร้างสรรค์จากบทพระราชนิพนธ์เรื่องเงาะป่า ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” โดยกฤษณะ สายสุนีย์ และศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช
จุดที่ทำให้ผมซึ่งเป็นผู้ประเมินผลงานและการนำเสนอต้องเปิดใจรับฟังด้วยความตื่นเต้นเมื่อได้ยินผู้วิจัยเน้นว่า การทำงานสร้างสรรค์นั้น ไม่ใช่เป็นเพียง “การทำงานศิลปะ” อย่างเดียว หากแต่เป็น “กระบวนการอย่างเป็นระบบของการสังเคราะห์และสร้างความรู้ใหม่ภายในกรอบของวัฒนธรรมจารีต”
เพราะนี่คือกรอบคิดและวิธีวิทยาในการวิจัยที่ผมใช้อยู่เหมือนกัน แม้จะไม่ตรงกันทุกประการก็ตาม โดยเฉพาะในกรอบของวัฒนธรรมจารีตที่มีมาก่อน
ผมเสนอว่า เราควรวิจัยบนกรอบโครงของความเป็นมาทางภูมิปัญญาความคิดของประสบการณ์ทางสังคมที่มีมาก่อนหน้านี้ด้วย ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบจารีตประเพณีแต่ประการใด เมื่อวิเคราะห์และวิพากษ์วิจารณ์ต่อไปจะเห็นความแตกต่างในข้อเสนอนี้ต่อไป
งานวิจัยนี้เริ่มจากโจทย์หรือปมปัญหาที่ปรากฏอยู่ในการแสดงละครเรื่องเงาะป่า ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ดังทราบกันดีอยู่แล้ว แต่ที่เป็นปัญหามาจากการแสดงในละครเรื่องเดียวกันนี้ที่วังเพ็ชรบูรณ์ โดยวงดนตรีของเจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ ซึ่งมีพระประดิษฐ์ไพเราะ (ตาด) ควบคุมและหลวงเสนาะดุริยางค์ (แช่ม) เป็นผู้ชี้ขาดในการบรรจุเพลง
ที่น่าสนใจคือ ผู้กำกับการแสดงครั้งนี้คือรัชกาลที่ 5 ทั้งยังเป็นผู้นิพนธ์เนื้อร้องเพลงด้วย
จุดที่นำมาสู่การวิจัยคือเมื่อโปรดฯ ให้นำเพลงหน้าพาทย์กลมมาใช้กับเด็กชายเงาะป่าที่ชื่อคนัง ในละครที่ไปเดินเที่ยวในป่าเพื่อหาเพื่อนรัก
ปมปัญหาคือ โดยปกติเพลงหน้าพาทย์กลมจะใช้กับตัวละครที่เป็นเทพเจ้า หรือผู้สูงศักดิ์ เช่น กษัตริย์ หรือไม่ก็ต้องเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ เช่น หนุมาน เงาะป่า (สังข์ทอง)
แต่คราวนี้รัชกาลที่ 5 กลับนำมาใช้กับตัวละครเป็นชาวป่าธรรมดา แม้บทร้องก็ให้ขึ้นต้นด้วย “เมื่อนั้น” ไม่ใช่ “บทนั้น” ตามที่เรานักเรียนได้เล่าเรียนกันมา
ผมนึกในใจว่า นี่เป็นการปฏิวัติวัฒนธรรมทีเดียวหรือ
ผู้วิจัยเล่าต่อไปว่ามีการปรึกษา วิจารณ์ และหาคำตอบกันระหว่างรัชกาลที่ 5 กับคณะผู้กำกับและดูแลวงละครซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการละครมาแต่โบราณกันทั้งนั้น แต่ผู้วิจัยไม่อาจหารายละเอียดของการวิพากษ์วิจารณ์นั้นออกมาได้ว่ามีการพูดและถกเถียงในประเด็นอะไรกันบ้าง
ผมเสริมผู้วิจัยว่าเท่าที่ผมเคยอ่านรายงานการประชุมของสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน เรื่องการเลิกทาส หลังจากที่รัชกาลที่ 5 ทรงเสนอเข้าที่ประชุม แล้วก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดมีความเห็นต่างประการใด
ผมสรุปว่า คงยากที่จะทำให้สภาที่ปรึกษาหรือคณะละครสามารถแสดงความเห็นที่ต่างไปจากของในหลวงได้ กรณีเรื่องเพลงหน้าพาทย์กลมที่ถูกใช้อย่างแหวกจารีตนี้คงได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญโดยดุษณี
แต่ผมเชื่อว่าความเห็นของรัชกาลที่ 5 ว่าทำไมพระองค์ท่านถึงทรงอยากให้ใช้เพลงหน้าพาทย์กลมที่แหวกธรรมเนียมปฏิบัติ เราอาจได้ฟังเหตุผลที่ “ก้าวหน้า” อย่างคิดไม่ถึงจากพระองค์ก็ได้
เหมือนกับที่ได้ทรงวิจารณ์หลายเรื่องในพระราชพิธีสิบสองเดือน คำประกาศให้เลิกการหมอบกราบ การเปิดสมาคมโบราณคดี ไปถึงการเลิกทาสก็ได้
ซึ่งทั้งหมดนั้นนับได้ว่าเป็นแนวคิดแบบเสรีนิยมที่กำลังเฟื่องฟูในยุโรป แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันดีนักในกรุงสยาม
ผมจึงถือว่างานวิจัยนี้เป็นแสงสว่างแก่การศึกษาค้นคว้าเรื่องความคิดทางการเมืองของกรุงสยามในระยะปฏิรูปได้
ซึ่งลำพังนักประวัติศาสตร์ไทยไม่มีทางค้นเจอ เพราะมันอยู่ในปริมณฑลของนาฏศิลป์ไทย
งานวิจัยชิ้นที่สองที่ผมเห็นความใหม่และก้าวหน้าคือ “ประวัติศาสตร์และความทรงจำการตั้งถิ่นฐานของชาวอิ้วเมี่ยนในภาคเหนือของประเทศไทย : การศึกษาในแนวทางของประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์” โดย ผศ.สุชล มัลลิกะมาลย์ แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เป็นงานวิจัยประวัติศาสตร์ของชาวเมี่ยน (หรือที่รู้จักกันว่า เย้า) ในภาคเหนือ เป็นชาวเขาที่ถูกตีตราจากทางการว่าเป็นผู้ทำลายป่าและเพาะปลูกฝิ่น ทั้งหมดนี้เป็นผลด้านลบต่อความเจริญและพัฒนาของประเทศไทย
ความรู้ที่ผิดเหล่านี้แม้นักมานุษยวิทยาต่อมาจะศึกษาและตีความให้ดูดีขึ้น โดยอธิบายว่าพวกชาวเขาไม่ได้ทำลายป่าและปลูกแต่ฝิ่น หากแต่เป็นวัฒนธรรมของการทำไร่เลื่อนลอยที่หมุนเวียนไปทุกระยะ เรียกว่า “ธรรมชาติของวัฒนธรรม” ไม่ใช่ความผิดหรือไม่มีความรู้อะไรในการดำรงชีพเหมือนคนป่าเถื่อนอะไรทำนองนั้น
การค้นพบใหม่ที่ผมประทับใจยิ่งคือ ความสามารถในการสังเคราะห์ผลการวิจัยที่นำไปสู่การท้าทายและเสนอข้อคิดใหม่ต่อความรับรู้เดิมอย่างมีน้ำหนัก
ผู้วิจัยเสนอในการค้นพบใหม่ว่า ปัจจัยดึงดูดในการเลือกทำเลที่ตั้งใหม่ล้วนแสดงถึง “การตัดสินใจอย่างมีเหตุผลและมีกลยุทธ์ ไม่ใช่การเคลื่อนย้ายแบบไร้ทิศทาง ชาวเมี่ยนพิจารณาทั้งโครงข่ายทางวัฒนธรรมและการปกครองที่มีอยู่เดิม โดยอ้างอิงพื้นที่ การดูแลของผู้ปกครองที่ได้รับการแต่งตั้ง พิจารณาความสงบของพื้นที่และศักยภาพทางการเกษตร รวมทั้งความสามารถในการครอบครองที่ดินซึ่งอาจเกิดจากการซื้อขายหรือการจัดสรรโดยรัฐ ในสมัยรัฐจารีตอาจจะเป็นการเสียส่วย เสียเงินแทนเกณฑ์ เงินรัชชูปการ ในรูปแบบรัฐสมัยใหม่คือการเจรจาซื้อที่ดิน หรือกรรมสิทธิ์ในการครอบครองที่ดินในหลายระดับ (ส.ป.ก. และ น.ส.3) ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการตัดสินใจย้ายถิ่นฐานโดยมากผ่านการวางแผนและทดสอบศักยภาพของพื้นที่ก่อน”
ผลงานวิจัยนี้รื้อแล้วสร้างมโนทัศน์ใหม่ สถาปนาความเป็นเจ้าของประวัติศาสตร์และการเมืองของชาวเมี่ยนที่เป็นการปฏิบัติของพวกเขาเอง ไม่ใช่เป็นเพียงคนชายขอบหรือไพร่ ข้า ส่วยที่ไม่มีสำนึกของความเป็นคน หากแต่โลดแล่นดำเนินไปตามบงการของอำนาจจากสยามเท่านั้น
งานนี้ยืนยันถึงความสามารถในการต่อรองและต่อต้านรัฐสยาม เพื่อบรรลุการรักษาชุมชนของตนบนระบบการผลิตที่เป็นประโยชน์ที่สุด เช่น การทำฝิ่น
สุดท้าย งานวิจัยนี้ยังสามารถนำไปสู่ข้อเสนอแนะในระดับนโยบาย จากชุดคำอธิบายเดิมที่เชื่อมโยงกลุ่มชาติพันธุ์บนที่สูงเข้ากับการทำลายป่าและความไม่มั่นคงของถิ่นฐาน ที่ถูกนำไปใช้เป็นเหตุผลในนโยบายต่อชาวเขาอย่างอคติมาโดยตลอด เช่น ในการจำกัดหรือไม่รับรองสิทธิ์ในที่ดินของพวกเขา และการบังคับโยกย้ายชุมชนออกจากป่าสงวน
ผลการวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า กรอบดังกล่าวมีรากฐานมาจากความรับรู้เดิมที่ขาดบริบทอันถูกต้อง และการศึกษาชาวเขาด้วยคติชาติพันธุ์แบบอัตวิสัย
งานวิจัยนี้จึงสร้างตัวอย่างของการนำประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์มาเป็นเครื่องมือในการศึกษาอย่างถูกต้องและรอบด้านที่สุด ไม่เพียงแต่ให้ภาพที่ถูกต้องกว่า
แต่ยังมีนัยต่อความเป็นธรรมในการพิจารณาสิทธิ์และประวัติศาสตร์ของชุมชนเหล่านี้ด้วย
