เข้าสู่วาระใหม่ของการวิจัยไทย: ‘คนและของต้องอยู่ในตลาดโลก’
คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
การประชุมวิชาการเชิงปฏิบัติการวิจัยที่ใหญ่โตมโหฬารเพิ่งสำเร็จลุล่วงไปเมื่อวันที่ 11-13 ธันวาคมนี้ที่พัทยา เจ้าภาพใหญ่คือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ซึ่งเป็นแม่ข่ายใหญ่ของการผลักดันการวิจัยของนักวิจัยและสถาบันในเครือข่ายทั้งหลาย ภายใต้คำขวัญว่า “การประชุมบุคลากรไทยที่มีความสามารถระดับสูง ประจำปี พ.ศ. 2568” (Thailand Talent Summit 2025 : Fostering Thailand Future : Advancing Innovation and National Impact) มีนักวิจัยทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมกว่าสองพันคน
ที่แปลกและก้าวหน้ากว่าการประชุมวิชาการก่อนนี้คือการเน้นไปที่เป้าหมายอันจับต้องได้
ดังที่รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดร.วิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล กล่าวในการบรรยายพิเศษเรื่อง “กองทุน Innovation One” และสรุปประเด็นใจกลางของการสร้างสตาร์ตอัพว่า ไม่ใช่การยกระดับจาก “หิ้งไปสู่ห้าง” เท่านั้น
แต่ต่อไปต้องทำ “จากหิ้งไปสู่ธุรกิจ” นั่นคือต้องนำไปสู่ตลาดเพื่อการค้า
ผู้อำนวยการ สกสว. ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง กล่าวตอกย้ำในวันปิดการประชุมอีกว่า กลไกทางยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจใหม่คือนวัตกรรม เป็นเศรษฐกิจความรู้ที่สามารถนำไปสร้างและต่อยอดเทคโนโลยีที่เรารับเข้ามาได้ จนสร้าง “สังคมนวัตกรรมประเทศ” จนทำให้เราเปลี่ยนจากประเทศผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่การเป็นประเทศผู้สร้าง
จุดหมายหนึ่งที่สำคัญยิ่งคือ “คนและของต้องไปอยู่ใน global market”
หากจะสรุปสั้นๆ คำเดียวว่าจุดหมายใหญ่ของการประชุมนี้คืออะไร คำตอบคือ “ตลาดโลก”
มองกลับไปในประวัติศาสตร์ของการทำวิจัยไทย จะเห็นเส้นทางของความพยายามค้นหาแนวทางและวิธีการเพื่อไปบรรลุวัตถุประสงค์ของการสร้างและปฏิบัติความรู้สมัยใหม่ที่เป็นวิทยาศาสตร์ดังที่ได้เกิดขึ้นก่อนแล้วในประเทศตะวันตกที่เรียกว่า “ยุคแสงสว่างทางอุตสาหกรรม” (Industrial Enlightenment)
ที่แตกต่างจากตะวันตกคือการที่ความรู้และนวัตกรรมนั้นเราสร้างจากหน่วยงานราชการเป็นหลักไม่ใช่เอกชน
ด้วยเหตุผลที่ว่าชนชั้นนายทุนไม่สามารถก่อร่างและพัฒนาจนเป็นผู้กุมอำนาจรัฐและกำหนดนโยบายรัฐบาลเองได้
หากแต่การวิจัยไทยเกิดจากรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารและมีสายตายาวไกล ว่าการวิจัยและความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะช่วยสร้างความเจริญให้แก่ประเทศและความมั่นคงแก่รัฐบาลต่อไปได้
นั่นคือที่มาของการสร้างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติในปี พ.ศ.2502 ภายใต้รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งแทนสภาวิจัยแห่งชาติที่ตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 2499
ซึ่งได้กำหนดสาขาวิชาการที่จะวิจัยไว้ เฉพาะด้านวิทยาศาสตร์โดยแบ่งออกเป็น 6 สาขา ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ เคมี และเภสัช วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เกษตรศาสตร์และวนศาสตร์ และสาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรม
ซึ่งตอกย้ำทัศนะความเชื่อของผู้นำสยามไทยแต่ไหนแต่ไรว่าการศึกษาสำคัญคือด้านวิทยาศาสตร์
สภาวิจัยแห่งชาติปี 2502 เริ่มขยายกรอบการวิจัยออกไปจากแต่แรกที่จำกัดเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ เพราะเห็นว่า
“การจะพัฒนาประเทศให้ได้ผลเจริญรวดเร็วและสมบูรณ์จริงๆ ต้องเร่งรัดทุกด้าน โดยเฉพาะประเทศไทยต้องอาศัยวิชาการด้านสังคม ซึ่งเกี่ยวกับชีวิตจิตใจประเพณีนิยมและความคิดเห็นต่างๆ เพื่อเป็นพื้นฐานที่จะวางนโยบายพัฒนาประเทศเสียก่อน จึงจะยกระดับทางวัตถุหรือวิทยาศาสตร์ให้ได้ผลแท้จริงต่อไป”
น่าสนใจว่าจอมพลสฤษดิ์นอกจากเป็น “พ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ” (despotic paternalism) ตามที่ศ.ดร.ทักษ์ เฉลิมเตียรณ ได้อรรถาธิบายไว้อย่างเป็นระบบแล้ว
ยังเป็น “พ่อขุนแห่งแสงสว่างทางปัญญาแบบเผด็จการ” (Enlightened despot) อีกด้วย
เห็นได้จากนโยบายที่หลวงวิจิตรวาทการร่างให้ว่าคือการปฏิวัติทางความคิด ด้วยการประกาศตั้งสภาการศึกษาแห่งชาติเพื่อดำเนินการขยายการศึกษาระดับอุดมศึกษาอันรวมถึงการตั้งคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นโมเดลของการศึกษาแบบเสรีชนในสหรัฐฯ ที่ตรงข้ามกับคติพ่อขุนฯ เป็นต้น
ภูมิทัศน์การวิจัยไทยเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญอีกครั้งหลังการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. และแต่งตั้งให้นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกที่มีความเป็นตัวของตัวเอง จึงทำให้เกิดหน่วยงานวิจัยใหม่ที่สร้างขึ้นตามเจตนารมณ์ของนักวิชาการก้าวหน้าเช่นหมอประเวศ วะสี และคณะได้แก่กองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พ.ศ.2535
“เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ การวิจัยเชิงนโยบาย และการวิจัยประยุกต์ต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวิชาการของประเทศ”
ยุคนี้จึงเห็นการสานต่อความคิดสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่เริ่มในยุครัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร จนตั้งสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทยขึ้นมากับมีนิตยสารธงนำคือ “สังคมศาสตร์ปริทัศน์”
ดวงชะตาของสถาบันการวิจัยไทยหักเหอีกครั้งภายหลังรัฐประหารโดยคณะ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในปี 2557 รัฐบาลภายใต้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีรัฐมนตรีจากภาคธุรกิจเอกชนร่วมด้วย ได้วางแผนการพัฒนาประเทศอย่างรวมศูนย์ไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
อันนำไปสู่การยุติฐานะและบทบาทของ สกว.ลงแล้วเปลี่ยนเป็นสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) (Thailand Science Research and Innovation – TSRI) เป็นหน่วยงานอิสระภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีฐานะเป็นนิติบุคคล ทำหน้าที่รับผิดชอบงานด้านวิชาการและงานด้านธุรการของคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ กสว.
“มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อน ระบบการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสหวิทยาการ เพื่อสร้างองค์ความรู้ พัฒนานโยบายสาธารณะ และสนับสนุนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ในเชิงเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน แต่จะต้องไม่ดำเนินการวิจัยเอง”
แผนและนโยบายหลักของ สกสว.คือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมหรือ ววน. ที่สำคัญคือด้านเศรษฐกิจ
“มุ่งเน้นการวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ ศักยภาพของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมและบริการที่สามารถใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง ส่งผลให้เกิดการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มีงานวิจัยด้านต่างๆ ในลักษณะเทคโนโลยีอัจฉริยะเชิงพาณิชย์ ที่สร้างมูลค่า และนำไปสู่อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต”
“โดยสามารถเป็นตัวขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะเรื่อง Creative Economy ซึ่งเป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรม SMEs ให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยเฉพาะกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ที่เรียกว่า S – Curve ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญด้านนวัตกรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต โดยส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีบทบาทในการกำหนดทุนวิจัยและร่วมทุน รวมทั้งการสร้างเครือข่ายร่วมกับภาคเอกชน และภาคการศึกษาทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ โดยมีเป้าหมายให้การวิจัยและนวัตกรรมสามารถสร้างมูลค่าในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและบริการ ส่งผลให้เกิดการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน รวมทั้งวิสาหกิจในกลุ่มเป้าหมายด้านเศรษฐกิจที่มีนวัตกรรมเพิ่มขึ้น จำนวนวิสาหกิจที่มีนวัตกรรมที่มีสัดส่วนของรายได้จากผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต่อรายได้ทั้งหมดเพิ่มขึ้น”
ทั้งหมดนั้นคือประวัติศาสตร์ของการสร้างความรู้สมัยใหม่ในประเทศไทย ที่เดินมาในบริบทของระบอบการเมืองที่ไม่เสรีและไม่ประชาธิปไตย
มีภาคเอกชนที่ไม่แข็งแรงด้วยผลพวงของประวัติศาสตร์และพัฒนาการของระบบทุนนิยมที่ครอบงำโดยแนวร่วมระหว่างทุนพ่อค้ากับชนชั้นจารีต
นวัตกรรมจึงยังไม่อาจเป็นจุดหมายของการวิจัยได้
เป็นเส้นขนานกับการสร้างความรู้และนวัตกรรมตะวันตกที่ดำเนินไปภายใต้ระบอบการเมืองแบบเสรีและประชาธิปไตยที่มีชนชั้นนายทุนที่เข้มแข็ง
นักวิจัยสายสังคมและมนุษยศาสตร์ที่มาร่วมงานอดไม่ได้ที่จะระบายความน้อยใจในฐานะและบทบาทของความรู้ด้านสังคมและมนุษย์ที่แม้มีระบุในนโยบายก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติไม่มีทางเลยที่จะผลิต “คนและของเข้าตลาดโลก” กับนักวิจัยสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ หากไม่ทำให้สยามกลายเป็นมหาอำนาจเช่นสหรัฐฯ หรือจีนได้
ดังนั้น การประกาศยกระดับความสามารถในการผลิตของเข้าสู่ตลาดโลกโดย สกสว.ในปีนี้ หากพิจารณาในประวัติศาสตร์ของการก่อรูปและขยายตัวของระบบทุนนิยมที่เราได้อภิปรายกันมาก่อนแล้ว ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ถูกทางคือตรงกับหนทางในอดีตเมื่อระบบทุนอุตสาหกรรมก่อตัวขึ้นในยุโรป ที่สำคัญคือ “ตลาดโลก”
หากนับปีแรกของการปฏิสัมพันธ์กับระบบทุนนิยมโลกคือ 1855 ในการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งกับอังกฤษ สยามก็ช้าไปราว 170 ปี หากนับจากปีที่รัฐบาลสฤษดิ์ตั้งสภาวิจัยแห่งชาติในปี 1959 ก็ช้าไป 66 ปี
คำถามที่ท้าทายประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง คือหนทางและวิธีการล่าสุดนี้ของสถาบันวิจัยและนวัตกรรมที่ดำเนินและผลักดันกำกับโดยภาครัฐจะสร้างผลสำเร็จของ “ยุคแสงสว่างทางอุตสาหกรรม” (Industrial Enlightenment) ขึ้นมาในผืนดินแห่งกรุงสยามได้เหมือนดั่งที่ตะวันตกได้สร้างขึ้นมาก่อนแล้วโดยการนำและผลักดันของภาคประชาสังคมเป็นสำคัญได้จริงหรือ
