3 นักวิชาการ เปิดมนต์เสน่ห์ ‘เพอรานากัน’ หลอมรวมหลากวัฒนธรรม ก่อเกิดอัตลักษณ์เฉพาะเชื่อมผู้คนไร้พรมแดน
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศงาน Sustainability Expo 2026 (SX2026) มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน จัดภายใต้แนวคิด “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability) ซึ่งในช่วงเช้ามีผู้ทยอยเข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่องทั้งชาวไทย และต่างชาติ โดยให้ความสนใจกับบูธในโซนต่างๆ รวมถึงเวทีเสวนาหลากหลายหัวข้อ
ต่อมาเวลา 10.30 น. มีเสวนาหัวข้อ “เพอรานากัน” มนต์เสน่ห์แห่งการหลอมรวมวัฒนธรรมไร้พรมแดน มีวิทยากรได้แก่ นพ.โกศล แตงอุทัย นายกสมาคมเพอรานากันประเทศไทย , น.ส.ศมานนท์ พฤกษ์พิเนต นายกสมาคมเปอรานากันสตูล, นายพัชรพล เหล่าดี นาฏศิลปิน สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ผู้ดำเนินรายการ นายธีรพันธ์ จันทร์เจริญ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านผ้าไทยและ รองประธานสภาศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย

ในตอนหนึ่ง น.ส.ศมานนท์ กล่าวว่า เพอรานากัน มาจากภาษามลายู โดยความหมายแรก คือ “ลูก” ความหมายที่ 2 คือ สิ่งเล็กๆที่เป็นส่วนหนึ่ง หรือสิ่งประกอบของสิ่งใหญ่ เช่น ลิ้นชักที่เป็นส่วนหนึ่งของโต๊ะ และความหมายที่ 3 คือ คนที่เกิดในพื้นที่ แรกเริ่มการก่อสร้างวัฒนธรรมเพอรานากัน มาจากชายชาวจีน ที่เกิดทางจากแผ่นดินใหญ่เข้ามาค้าขายในมะละกา แต่งงานกับหญิงมาลายู เป็นลูกครึ่งที่มีเชื้อสายจีนและมลายู (Cina Peranakan) เมื่อมีลูกชายจะเรียกว่า “baba” (บ่าบ๋า) ส่วนลูกสาว เรียกว่า “nyonya” (ยอหยา)
น.ส.ศมานนท์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ “เพอรานากัน” ไม่ได้รวมถึงลูกครึ่งจีนเท่านั้น ชาวอินเดียใต้ในโจฬะมณฑล (รัฐทมิฬนาฑูที่นับถือศาสนาอิสลาม) บริเวณชายฝั่ง Coromandel อ่าวเบงกอลแต่งงานกับหญิงมลายู เมื่อมีลูกจะถูกเรียกว่า “Chulia Peranakan” หรือ “Jawi Peranakan”
“อย่างไรก็ตาม Cina Peranakan จะเป็นกลุ่มใหญ่ กระจายตัวทั่วช่องแคบมะละกา ก่อเกิดอัตลักษณ์วัฒนธรรมใหม่ ที่โดดเด่น สืบสานส่งต่อมานานนับร้อยปี คำว่า Cina จึงถูกละไว้ในฐานที่เข้าใจว่า “Peranakan (เพอรานากัน)” คำเดียวโดดๆ นี้หมายถึง ชายหญิงที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่เป็นชายจีนอพยพและหญิงมลายูในช่องแคบมะละกาตอนล่าง หรือชายจีนอพยพและหญิงไทยในช่องแคบมะละกาตอนบน”น.ส.ศมานนท์ กล่าว

ด้าน นพ.โกศล กล่าวว่า ปัจจุบัน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมใน จ.ภูเก็ต เริ่มเป็นที่นิยม ซึ่งหนึ่งในวัฒนธรรมที่โดดเด่นของภูเก็ต คือ “เพอรานากัน” โดยวัฒนธรรมเพอรานากัน จะอยู่ใน 6 จังหวัดภาคใต้ คือ จ.ภูเก็ต จ.พังงา จ.ระนอง จ.ตรัง จ.กระบี่ และจ.สตูล สำหรับอัตลักษณ์ของเพอรานากันนั้น จะเป็นอัตลักษณ์ที่มีการประนีประนอม มีหลายๆวัฒนธรรมเข้ามารวมกัน คนเพอรานากันอัตตาน้อย ไม่ค่อยหวงว่าจะนำวัฒนธรรมของอื่นเข้ามาผสม ไม่ว่าจะเป็น “อาหาร” มีการผสมผสานหลายวัฒนธรรมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น ไทย จีน ฝรั่ง อินเดีย และมลายู เป็นต้น เช่น อาโป้ง หรือ Apong คือขนมหวานและอาหารว่างพื้นเมืองได้รับจากวัฒนธรรมอินเดีย หมี่ฮกเกี้ยน (Hokkien Mee) หมูฮ้อง (Moo Hong) ได้รับวัฒนธรรมมาจากจีน การผสมผสานวัฒนธรรมนี้ทำให้ ภูเก็ตได้รับการประกาศจาก UNESCO ให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหาร (City of Gastronomy) ในปี 2015
นพ.โกศลกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมี “อาคาร” จะสร้างอาคารในสไตล์นีโอคลาสสิก จะเห็นตึกในภูเก็ต มีลักษณะที่ถูกนำมาประยุกต์ คือ อาคารด้านหน้าเป็นแบบฝรั่ง แต่การจัดสรรพื้นที่เป็นวัฒนธรรมจีน ดังนั้นจะเห็นอาคารในภูเก็ต ชั้นล่างจะเป็นแบบจีน มีช่องหน้าต่างและประตูแบบจี ส่วนด้านบนจะเป็นแบบฝรั่ง ส่วนกระเบื้องสไตล์วิคตอเรีย
“นอกจากนี้ ยังมีเรื่องน่าสนใจคือ Nyonya porcelain หรือ เครื่องถ้วยเพอรานากัน สมัยก่อนจีนเผชิญสงครามฝิ่นกับอังกฤษ ทำให้จีนตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ในขณะนั้น จีนตอนใต้นั้นส่งออกเครื่องกระเบื้อง แต่อังกฤษบังคับให้จีนนำเครื่องกระเบื้องมาขายต้องขึ้นเรืออังกฤษ ประกอบกับอังกฤษนำกระเบื้องวิกตอเรียเข้ามาขายแข่งด้วย ทำให้คนจีนที่เป็นเพอรานากันในคาบสมุทรมลายูประดิษฐ์ลายกระเบื้องขึ้นมาเพื่อนสนับสนุนบรรพบุรุษที่เมืองจีน ให้ทำมาขายในช่องแคบมะละกาและที่อื่นๆ นำมาสู่ภาชนะที่มีลักษณะเฉพาะ และยังมีชุด เคบายา (Kebaya) ชุดพื้นเมืองของสตรี ได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ เมื่อปี 2567 โดยเคบายาได้รับการเสนอและขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมร่วมกันโดย 5 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ ไทย,มาเลเซีย,บรูไน,อินโดนีเซีย และสิงคโปร์”นพ.โกศลกล่าว

นายพัชรพลกล่าวว่า การแต่งกายของชาวเพอรานากัน ในชุด “เคบายา” ซึ่งชุดนี้ได้รับแบบอย่างมาจากเสื้อคาบาล (Caban) ของชาวดัตช์ เสื้อคาบาล จะมีลักษณะยาวคลุมเข่า ผ่าหน้า แขนเสื้อยาว ในยุคแรกของชุดเคบายา เรียกว่า “ชุดครุยยาว” เป็นเสื้อคลุมยาว แขนยาว จะมีสามเหลี่ยมอยู่ที่ใต้รักแร้ สำหรับชุดครุยยาวจะมี 2 ประเภทคือมีแบบทึบและแบบโปร่ง นิยมนุ่งผ้าปาเต๊ะ สวมรองเท้าลูกปัด สวมกำไลข้อเท้าบิดหัวบัวออกข้างนอก ตัวเสื้อจะไม่มีกระดุม ใช้“โกสัง”ติดแทนกระดุม ซึ่งโกสังจะเป็นหนึ่งสิ่งที่อวดความร่ำรวยของตระกูล โดยนิยมสวมใส่ในพิธีสำคัญหรือพิธีวิวาห์ ทรงผม คือ ทรงชักอีโบย เป็นทรงผมเกล้ามวยโบราณที่ ด้านบนสวมมงกุฎฮัวก๋วน ส่วนสุภาพบุรุษจะใส่สูทแบบฝรั่ง แตกต่างจากสูทปัจจุบัน คือ จะมีกระเป๋าซ้ายขวา และมีกระเป๋าหน้าอก แขนเสื้อไม่ตัดตรง จะตัดเป็นทรงโค้ง นิยมติดเข็มกลัดอยู่ตรงขอบรอยพับหรือตรงหน้าอก
นายพัชรพลกล่าวว่า ยุคต่อมาคือ “ชุดครุยสั้น” มีวิวัฒนาการมาจากชุดครุยยาวมีแพทเทิร์นและรูปแบบของเสื้อเหมือนชุดครุยยาวทุกประการ แต่มีการตัดถอดให้สั้นลงเพื่อการสะดวกในการใช้ชีวิตและภูมิอากาศของภาคใต้ จากชุดครุยสั้น สู่การพัฒนา “เสื้อเคบายาลินดา” ได้แบบมาจากเสื้อเคบายาชาวดัตช์ ตัวเสื้อได้รับอิทธิพลจากตะวันตก เย็บชายเสื้อด้วยลูกไม้ เสื้อทรงเข้ารูปพอดีตัว ยังคงนุ่งผ้าโสร่งปาเต๊ะ เหน็บกระเป๋าทอง ซึ่งเป็นกระเป๋าใส่เงินไว้ด้วย และเหน็บผ้าเช็ดหน้าไว้เช็ดปาก เพราะสตรีสมัยก่อนทานหมาก ต้องมีผ้าเช็ดหน้าไว้ซับหมากด้วย
“เสื้อเคบายารุ่นต่อมาคือ “เสื้อเคบาย่าบีกู” เป็นการเปลี่ยนผ่านจากการใช้ลูกไม้ มาเป็นการนำเข้าเครื่องจักรมาฉลุลายริมขอบเสื้อ ตัวเสื้อจะมีความรัดรูปมากขึ้น และสุดท้ายคือ “เคบายาซูแลม” การปักฉลุลายเครือเถาของดอกไม้ มีงานปักมีความประณีต โดยจะมี 2 รูปแบบคือ ปักมากและปักน้อย” นายพัชรพลกล่าว
นายธีรพันธ์ กล่าวว่า ผลของการอยู่อาศัย ผลของการรอมชอม ปรองดอง ถ้อยทีถ้อยอาศัย ทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมเฉพาะที่มีอัตลักษณ์เฉพาะขึ้นมา ทั้งตัวอาหารอาคารที่อยู่อาศัย ภาชนะสำหรับบรรจุอาหาร ที่สำคัญคือเสื้อผ้าอาทร เป็นตัวบ่งบอกถึงวัฒนธรรม ซึ่งมีหลายวัฒนธรรมใช้อาภรณ์เป็น Power dressing เป็นพลังเป็นตัวแทนของอำนาจเพราะเป็นสื่อสัญลักษณ์ที่มองเห็นได้ชัดเจน





