‘พริษฐ์’ ค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ไร้แผน-สอดไส้มัดมือชกสภา ตั้ง 2 ทฤษฎีสงสัยรัฐบาล ‘ทำมาหากินเพื่อปากท้องตัวเอง-สร้างคะแนนนิยม’ จี้ ‘เอกนิติ’ ตอบให้ชัด หากใช้ 2 แสนล้านไม่ทัน จะโยกมาทำโครงการแจกเงินหรือไม่ ซัดตั้งคนมาตรวจสอบตัวเอง เทียบความเสียหายคดีโกง ส.ว.
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาทนั้น
เวลา 18.44 น. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทว่า หลังจากฟังนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจง ประโยคที่ตนสะดุดมากที่สุดคือท่านต้องการใช้ พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้เพื่อเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ซึ่งฟังดูดี แต่ตลอดการฟังคำอภิปรายของสมาชิกมาตลอดทั้งวันนี้ คำถามที่เกิดขึ้นในใจคือรัฐบาลกำลังเปลี่ยนวิกฤตนี้เป็นโอกาสด้านไหนของใคร

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่พรรคประชาชนได้วิจารณ์มาตลอดคือการที่รัฐบาลสอดไส้มัดรวม 2 แสนล้านบาทก้อนหลังให้อยู่ใน พ.ร.ก.ฉบับเดียวกันกับก้อนแรก เสมือนเป็นการมัดมือชกสภาแห่งนี้ว่าจะลงมติทั้ง 2 ก้อนในคราวเดียวกัน เงินก้อนแรกแม้เราไม่ได้ขัดขวาง แต่ใช่ว่าเราเห็นด้วยกับวิธีการทั้งหมด เราเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องมีการเยียวยาช่วยเหลือประชาชน แต่ตั้งคำถามถึงวิธีการของรัฐบาล เมื่อเช้ารองนายกรัฐมนตรีพูดเอง ว่าเหตุผลในการกู้เงินมาแจกโครงการไทยช่วยไทยพลัสนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เพื่อเป็นการลดค่าครองชีพ จึงเกิดคำถามในใจว่าหากเป้าหมายเป็นการลดค่าครองชีพจริงๆ ทำไมถึงไม่ใช้วิธีการอุดหนุนค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อลดค่าครองชีพให้กับประชาชน เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ หรือค่าน้ำมัน แต่กลับเลือกใช้วิธีการที่ประชาชนต้องควักเงินออกมาใช้จ่ายด้วย
นายพริษฐ์กล่าวว่า เรื่องที่เรามีปัญหามากที่สุดคือเงินก้อนที่ 2 เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ใช่ว่าเราไม่เห็นด้วย แต่ทำไมต้องใช้การออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ ฟังมาทั้งวันผมคิดว่าหลักฐานมันฟ้องว่ารัฐบาลไม่ได้มีแผน หรือคำตอบที่ชัดเจน หากมีแผนที่ชัดเจนอาจจะพอรับฟังได้ ฟังจากคำชี้แจงจากรัฐมนตรีหลายคน ก็ยังไม่ปรากฏเช่นนั้นตัวชี้วัดชัดๆ ว่าพอใช้เงิน 200,000 ล้านบาทไปนี้ จะสามารถลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลได้เท่าไหร่ ลดการนำเข้าได้เท่าไหร่ก็ยังไม่ได้ยินตัวเลขที่เป็นรูปธรรม รายละเอียดในหลายโครงการก็ยังไม่มีความชัดเจน กลับไปกลับมา แผนหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับพลังงานก็ดูเหมือนจะยังคงอยู่ในสภาวะต่างคนต่างทำ
“ความไม่ชัดเจนของแผนทั้งหมดนี้ดูสวนทางกับข้ออ้างของรัฐบาล ถึงความจำเป็นเร่งด่วนเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางพลังงาน ซึ่งเป็นข้ออ้างที่รัฐบาลใช้ออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้” นายพริษฐ์กล่าว

นายพริษฐ์ยังตั้งคำถามถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ว่า แผนยังไม่มีการเป็นรูปธรรม ไม่ชัดเจนตั้งแต่ต้นแต่ทำไมรัฐบาลจึงเสนอเรื่องนี้เข้ามา ซึ่งตนมี 2 ทฤษฎี โดยหวังว่าจะไม่เป็นจริง ทฤษฎีที่ 1 คือรัฐบาลชุดนี้กำลังใช้วิกฤตของประชาชนพลิกมาเป็นโอกาสในการทำมาหากิน หรือโอกาสทางปากท้องของรัฐบาล หรือมีความเสี่ยงจะเป็นมหกรรมแจกจ่ายโครงการ เราย้ำมาตลอดถึงความกังวลเกี่ยวกับความพยายามของรัฐบาล ในการฉวยโอกาสจากความเดือดร้อนของประชาชนเอาเงินช่วยเหลือเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกันรัฐจ่ายสอดไส้โครงการพลังงานเข้ามา เพื่อหวังจะหนีการตรวจสอบของสภา
นายพริษฐ์กล่าวด้วยว่า ส่วนที่บอกว่าพรรคฝ่ายค้านหยิบยกแต่ความเห็นเฉพาะคนที่เห็นค้านมาพูด ยืนยันว่าไม่จริง ตอนเปิดดูคำวินิจฉัยฉบับเต็ม อย่างน้อยคำวินิจฉัยส่วนกลางของศาลรัฐธรรมนูญจะเห็นว่ามีการพูดถึงพยานผู้เชี่ยววชาญ ที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น ซึ่งพูดตรงกันว่าไม่เห็นด้วยและสุ่มเสี่ยงที่จะขัดรัฐธรรมนูญ ส่วนที่บอกว่าการตรวจสอบมีอยู่แล้ว เพราะจะมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองขึ้นมานั้น ต้องบอกตามตรงว่าเมื่อไปดูองค์ประกอบของคณะกรรมการกลั่นกรองชุดนี้ ก็ชัดเจนว่ามีเฉพาะข้าราชการประจำที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของท่าน และผู้ทรงคุณวุฒิที่ทางรัฐบาลเป็นคนจิ้มเลือกเข้ามาเอง
“พูดง่ายๆ คือตั้งคนมาตรวจสอบตัวเอง ถ้าท่านอยากจะรู้ว่าการตั้งคนมาตรวจสอบตัวเองนั้นมีปัญหาอย่างไร ท่านลองดูข่าวเรื่องคดีโกง ส.ว.ก็ได้ว่าการที่ ส.ว.มีการรับรองคนมาเป็น กกต. แล้ว กกต.เหล่านั้นมีหน้าที่ในการมาตรวจสอบ ส.ว.ดังกล่าว มันสร้างความไม่ไว้วางใจให้กับพี่น้องประชาชนแค่ไหน” นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ทฤษฎีที่ 2 คือรัฐบาลกำลังใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสในการสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองให้ตัวเอง เพราะหลายคนกังวลใจเรื่องกรอบระยะเวลาว่าจะสามารถลงนามในสัญญากู้เงินในโครงการด้านพลังงาน ครบตามวงเงิน 2 แสนล้านบาทได้จริงทันวันที่ 30 กันยายนปีหน้าหรือไม่ หากทำได้ไม่ทัน เงินที่เหลือจะไปไหน ตามมาตรา 6 ของ พ.ร.ก.เงินกู้ เขียนไว้ชัดว่า ให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงขีดความสามารถของรัฐในการชำระหนี้คืน

“หากใช้ 2 แสนล้านบาทด้านพลังงานไม่หมด สามารถโอนมาเป็นส่วนหนึ่งของก้อนแรกได้ และใช้ในการแจกประชาชนต่อไปได้ ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส หรือคนละครึ่งเฟส 2 เฟส 3 ต่อไปได้ มันก็เกิดคำถามว่าคำว่าในกรณีจำเป็นนี้ รวมไปถึงกรณีที่คะแนนนิยมของรัฐบาลลดลงหรือไม่ เพราะหากรวมหรือหากคนที่ตีความเรื่องนี้ตีความว่ารวม ก็เกิดคำถามตามมาว่า หรือว่าทั้งหมดนี้ท่านไม่ได้จงใจจะใช้ทั้ง 2 แสนล้านบาทเพื่อโครงการด้านพลังงาน แต่ถ้ามันใช้ไม่หมดท่านจะโอนถ่ายบางส่วนเพื่อมาใช้ในการจ่ายเงินผ่านโครงการต่างๆ และสร้างคะแนนความนิยมทางการเมืองให้กับตัวเอง” นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า หวังว่าวิกฤตปากท้องของประชาชนจะไม่ถูกพลิกมาเป็นโอกาสด้านปากท้องของรัฐบาล และจะไม่ถูกพลิกมาเป็นโอกาสด้านการสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองของบางพรรคการเมือง รองนายกฯบอกให้เราเคารพศาลรัฐธรรมนูญ ก็ขอย้ำว่าการที่เรามายืนอภิปรายในวันนี้คือการเคารพศาลรัฐธรรมนูญแบบหนึ่ง จึงขออนุญาตเชิญชวนให้รัฐบาลเคารพพี่น้องประชาชนเช่นกัน อย่ากู้เงินมาทำโครงการที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน อย่าเลือกใช้วิธีการที่ปิดกั้นไม่ให้ตัวแทนของประชาชนสามารถตรวจสอบได้ และผมคิดว่าเราจำเป็นต้องคำนึงถึงและเกรงใจภาระทางการคลัง ที่ท้ายที่สุดแล้วก็จะไปตกอยู่ในมือของประชาชนทั้งรุ่นนี้และรุ่นถัดๆ ไป



