‘สิริพงศ์’ แจงเหตุผลโครงการเปลี่ยนรถสาธารณะเป็น EV ชี้ลดต้นทุนน้ำมัน-เพิ่มความปลอดภัย ปชช. ตั้งเป้าลดใช้น้ำมัน 212 ล้านลิตรต่อปี อ้อนขอเสียงหนุน พ.ร.ก.กู้เงิน
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาทนั้น
เวลา 18.25 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงว่า สำหรับโครงการของกระทรวงคมนาคมที่สมาชิกมีคำถามว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนและตรงปกหรือไม่นั้น ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีให้กระทรวงการคมนาคมดำเนินโครงการที่จะมาช่วยเหลือประชาชนในเรื่องต่างๆ ทั้งนี้ บริการขนส่ง บริการสาธารณะต่างๆ ยังคงมีจำนวนมาก ที่มีความจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด และลดความผันผวนต่อสภาวะราคาน้ำมัน โดยในปัจจุบันมีเทคโนโลยีและเครื่องยนต์ใหม่ๆ มาทดแทนเครื่องยนต์สันดาป เนื่องจากเครื่องยนต์เก่าจะมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น จึงเป็นที่มาในการเชิญรถสาธารณะ และรถที่ประชาชนใช้บริการขนส่งมาเปลี่ยนถ่ายเป็นรถ EV

นายสิริพงศ์กล่าวต่อว่า เรามุ่งไปที่ 7 กลุ่ม เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีผลกระทบกับประชาชน ได้แก่ 1.กลุ่มแท็กซี่ จำนวน 29,646 คัน กลุ่มรถยนต์รับจ้างที่จดทะเบีย รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ 259 คัน 2.รถจักรยานยนต์สาธารณะ 68,491 คัน 3.รถยนต์สามล้อรับจ้าง 15,834 คัน 4.รถโดยสารประจำทางประจำ 12,976 คัน 5.รถโดยสารไม่ประจำทาง 11,105 คัน 6.รถที่ได้ใช้ในการรับจ้างรับส่งนักเรียน 4,829 คัน และ 7.รถบรรทุกขนส่ง 497,134 คัน
นายสิริพงศ์กล่าวอีกว่า ที่ไม่มีรถ ขสมก. เนื่องจากขณะนี้กระทรวงคมนาคมมีแผนและได้รับการจัดสรรงบประมาณ 1,520 คัน ซึ่งจะรับรถประมาณเดือนมีนาคมปี 70 ในล็อตแรก รถ ขสมก.ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วน ฉะนั้น เราจึงไปขอรับการสนับสนุนเป็นงบประมาณปกติ ซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณในปี 70 และจะมีการขอต่อในปี 71 เพื่อจะเปลี่ยนผ่านรถ ขสมก.เป็นรถ EV ทั้งระบบ แต่รถ 7 กลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่มีความจำเป็น เนื่องจากเป็นรถที่มีผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายของประชาชนโดยตรง ทั้งนี้ หากมีประชาชนเข้าร่วมเพียง 50% หรือรถประมาณ 81,567 คัน จำนวนคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลงคือปีละ 244,015 ตันต่อปี แต่หากมีประชาชนเข้าร่วมจำนวน 153,140 คัน จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์จำนวน 419,800 ตันต่อปี ซึ่งไม่ใช่แค่เป็นการลดพลังงานและค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนได้

นายสิริพงศ์กล่าวด้วยว่า ท่านเห็นหรือไม่ว่าสภาพของรถโดยสารสาธารณะต่างๆ อยู่ในสภาพที่เก่า คนขึ้นไม่ได้รับความปลอดภัย วันนี้รัฐบาลกำลังทำ เราไม่ได้แค่ทดแทนพลังงาน เราไม่ได้แค่ลดรายจ่าย แต่เราต้องการเพิ่มสวัสดิภาพ ความปลอดภัยให้กับประชาชนด้วย และหากเป็นไปตามแผนที่กระทรวงคมนาคมเสนอไป ในแต่ละปีเราจะสามารถลดการใช้น้ำมันได้ 212 ล้านลิตรต่อปี นี่คือสิ่งที่กระทรวงคมนาคมกำลังทำอยู่ ส่วนมาตรการต่างๆ จะออกมาเป็นอย่างไรนั้นขณะนี้กระทรวงคมนาคมได้จัดทำโครงการเข้าไปเสนอ ให้กับคณะกรรมการกลั่นกรอง
“ท่านอาจจะสงสัยว่าเร่งด่วนแล้วทำไมไม่รีบทำ กว่าจะได้มาถึงการดำเนินการในวันนี้ เราต้องรอกระบวนการที่ท่านส่งศาลวินิจฉัย ฉะนั้น หลังจากวันนี้ หากท่านเห็นว่าโครงการเหล่านี้เป็นประโยชน์ และโครงการเหล่านี้ไม่ได้ไปในกระเป๋าคนใดคนหนึ่ง โครงการเหล่านี้ประชาชนสามารถเลือกที่จะใช้สิทธิได้โดยอิสระ ไม่ได้บอกว่าไปตกกับผู้รับเหมา ก. ข. เราไม่ได้ไปทำถนน ไม่ได้ทำสะพาน เราไม่ได้ไปซื้อเครื่องกรองน้ำ แต่เราเอาไปช่วยประชาชนให้เขามีกำลังสามารถ เปลี่ยนถ่ายพลังงานได้ ดังนั้น หากวันนี้ท่านเห็นว่าเราต้องลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ขอความกรุณาสนับสนุน พ.ร.ก.ฉบับนี้” นายสิริพงศ์กล่าว



