ส่องทางออก ศก.ไทย
พ้นกับดักเสพติดสเตียรอยด์
หมายเหตุ – ความเห็นและข้อเสนอะแนะจากภาคธุรกิจและนักวิชาการ กรณี นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ระบุว่าเปรียบเทียบเศรษฐกิจประเทศไทยกำลังเสพติดสเตียรอยด์ต่อเนื่อง ต้องพึ่งพามาตรการ โดยเสนอให้ยกระดับกล้ามเนื้อ โดยเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน อัพสกิลแรงงานและขยายเวลาคนทำงานเพิ่มอีก 5-10 ปี
ไพจิตร มานะศิลป์
ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา
เห็นด้วยกับความเห็นของ นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย มองว่าประเทศไทยกำลังติดอยู่ในกับดักเศรษฐกิจเสพติดสเตียรอยด์ เน้นมาตรการกระตุ้นระยะสั้น อัดฉีดแรง เร็ว เพื่อให้ดูเหมือนเศรษฐกิจเดินหน้าได้ แต่เป็นการแก้ไม่ยั่งยืน จึงแนะให้สร้างโอกาสให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับศักยภาพแรงงาน การยืดเวลาเกษียณหรือเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถทำงานได้นานขึ้นอีก 5-10 ปี เพื่อให้มีรายได้ยาวขึ้น และการสร้างเศรษฐกิจที่สะอาด (Clean Economy) ตรวจสอบได้ เหมือนเป็นการส่งสัญญาณว่า นโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะแม้อัตราดอกเบี้ยจะต่ำ แต่หากโครงสร้างรายได้และโครงสร้างประชากรยังคงถดถอย ธนาคารก็ไม่สามารถปล่อยสินเชื่อได้ เพราะมีความเสี่ยงสูงเกินไป การออกมาพูดในลักษณะนี้ อาจบ่งบอกได้ว่า ยอมให้เศรษฐกิจโตช้าแต่ยั่งยืน ดีกว่าโตเร็วจนเกิดฟองสบู่หนี้
ในมุมของตน มองว่าเศรษฐกิจไทยไม่สามารถพึ่งพามาตรการกระตุ้นระยะสั้น หรือสเตียรอยด์ไปได้ตลอด เพราะมาตรการเหล่านี้ช่วยประคับประคองได้ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างรายได้มั่นคงให้กับประชาชน เพราะเมื่อประชาชนมีรายได้และมีความมั่นใจในอนาคต กำลังซื้อก็จะกลับมาเอง อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบัน เราต้องยอมรับว่าคนไข้ยังอ่อนแรง หากหยุดมาตรการช่วยเหลือทันที เศรษฐกิจอาจสะดุดได้ ดังนั้น จึงต้องทำ 2 เรื่องควบคู่กัน คือ ประคับประคองระยะสั้น พร้อมกับเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจระยะยาว
ส่วนการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขยายเวลามาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ ด้วยการปล่อยสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน LTV (Loan to Value) ออกไปอีก 1 ปี เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเอื้อต่อผู้กำลังตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยนั้น จากประสบการณ์ของภาคเอกชนในโคราชเกี่ยวกับกรณีนี้ มองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประชาชนไม่อยากซื้อบ้าน แต่หลายคนซื้อไม่ได้ เพราะรายได้ไม่เติบโต ขณะที่ค่าครองชีพสูงขึ้น สถาบันการเงินก็ต้องพิจารณาสินเชื่ออย่างรอบคอบ เป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะไม่มีใครอยากให้ประชาชนเป็นหนี้เกินตัว
ทางออกที่เหมาะสม ควรประกอบด้วย 4 เรื่องสำคัญ คือ 1.สร้างงานที่มีรายได้สูงขึ้น ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนงาน แต่ต้องดึงการลงทุนใหม่ อุตสาหกรรมใหม่ และธุรกิจใช้ทักษะสูงเข้ามาในภูมิภาค เพื่อให้รายได้ของประชาชนเติบโตอย่างแท้จริง 2.เร่งยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill & Reskill) ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยี ดิจิทัล โลจิสติกส์ และบริการคุณภาพ เพราะรายได้เพิ่มขึ้นต้องมาจากผลิตภาพแรงงานสูงขึ้น 3.ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค อย่างเช่น เมืองนครราชสีมาประตูสู่ภาคอีสาน หากรัฐเร่งลงทุนระบบคมนาคม ระบบราง และส่งเสริมการลงทุน จะช่วยสร้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจ และกระจายรายได้ ได้มากกว่าการอัดเม็ดเงินระยะสั้น 4.ช่วยผู้ประกอบการ SME ให้เข้าถึงแหล่งทุน และลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ เพราะ SME เป็นผู้จ้างงานรายใหญ่ของประเทศ หากธุรกิจอยู่ได้ คนก็มีงานทำ และกำลังซื้อก็จะฟื้นตัว
สำหรับข้อเสนอเรื่องการเปิดโอกาสให้ประชาชนทำงานได้นานขึ้นอีก 5-10 ปีนั้น เป็นแนวคิดที่ดี แต่ควรเป็นทางเลือกมากกว่าภาระ คนยังมีศักยภาพและต้องการทำงานควรมีโอกาส แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าสู่ตลาดแรงงานควบคู่กันด้วย เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างวัย
ดังนั้น คิดว่าประเทศไทยจำเป็นต้องลดการพึ่งพาสเตียรอยด์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ในช่วงเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ รัฐยังจำเป็นต้องมีมาตรการประคับประคองอย่างตรงจุด ขณะเดียวกันต้องเร่งสร้างกล้ามเนื้อของเศรษฐกิจ ผ่านการเพิ่มรายได้ ยกระดับทักษะแรงงาน ดึงการลงทุน และสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชน เพราะสุดท้ายแล้ว เครื่องยนต์แท้จริงของเศรษฐกิจไทยไม่ใช่การก่อหนี้เพิ่ม แต่คือประชาชนที่มีรายได้มั่นคง ธุรกิจแข่งขันได้ และการลงทุนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะทำให้กำลังซื้อกลับมาและเศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ณรงค์ ตนานุวัฒน์
ประธานกิตติมศักดิ์ หอการค้า จ.เชียงใหม่
จากการประเมินภาวะเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนมิถุนายน ช่วงครึ่งปีแรกมีความผันผวนอย่างรุนแรงจากปัจจัยภายนอก ทั้งเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทำให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้น และน้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลนจนทุกอย่างชะงักงัน
ขณะที่ จ.เชียงใหม่และภาคเหนือ ได้รับผลกระทบรุนแรงมากกว่าภาคอื่น เพราะถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 จากไฟป่าเดือนมีนาคม-เมษายน ส่งผลให้เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่หยุดชะงัก โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากสงครามค่อนข้างมาก เนื่องจากสายการบินจากตะวันออกกลางยกเลิกเที่ยวบิน ส่วนสายการบินจากเกาหลีบินตรงมาเชียงใหม่ ประสบปัญหาเรื่องจำนวนผู้โดยสามีจำนวนไม่สัมพันธ์กันระหว่างขาไป-ขากลับ บางสายการบินจึงยุติเส้นทางการบินตรงมายังเชียงใหม่ไป
ผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนมีกำลังซื้ออ่อนแอลง เพราะเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวผันผวน กอปรกับช่วงต้นปีมีการเลือกตั้งใหญ่ในช่วงดังกล่าวจึงมีความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง ประชาชนจึงขาดความเชื่อมั่นจนส่งผลกระทบต่อเนื่อง เมื่อกำลังซื้อไม่มี การลงทุนใหม่ๆ ไม่เกิดขึ้น แม้มีการลงทุนของภาครัฐในเชียงใหม่ แต่เป็นการลงทุนเดิมในระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ทางยกระดับข้ามแยก ฯลฯ แต่การลงทุนของเอกชน โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์เงียบเหงามาก ส่งผลให้ซัพพลายเชนและธุรกิจต่อเนื่อง อาทิ การผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์แย่ตามไปด้วย
ขณะที่ภาคธุรกิจบริการสุขภาพกลับค่อยๆ เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เป็นธุรกิจเดียวยังมีการลงทุนก่อสร้างโรงพยาบาลในเชียงใหม่ เช่น กลุ่มโรงพยาบาลรามคำแหง กำลังก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่เพิ่มอีก 1 แห่ง และกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพมีการขยายโรงพยาบาลเพิ่มเช่นกัน หรือโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เร่งพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์ เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านการรักษาพยาบาลครบวงจร หรือ Medical Hub แม้ยังสร้างเม็ดเงินได้ไม่อู้ฟู่เท่าที่ควร แต่แนวโน้มธุรกิจยังไปได้ดี อีกธุรกิจที่ช่วยหล่อเลี้ยงเชียงใหม่ คือ การศึกษา เพราะเชียงใหม่มีมหาวิทยาลัยอยู่มากถึง 16 แห่ง จึงมีนักศึกษาเดินทางมาเรียนจำนวนมาก
ปัจจุบันรัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 และโครงการต่างๆ แต่ภาคเอกชนอยากให้รัฐบาลทบทวนคือ การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เพราะกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ถูกปรับลดงบประมาณลง แม้มีการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท แต่กลับกระจุกตัวอยู่ส่วนกลาง ไม่เป็นไปตามแผนการพัฒนาประเทศ ผิดหลักในการบริหารต้องมีแผนการล่วงหน้า 1-2 ปี รัฐบาลเองก็มีงบกลางอยู่แล้ว เป็นข้อกังวลของภาคเอกชนเกรงว่างบประมาณของประเทศ หรือเงินกู้ยืมมาจะถูกใช้จ่ายอย่างไม่เหมาะสม
ส่วนข้อเสนอแนะของนายกสมาคมธนาคารไทย ในประเด็นการขยายโอกาสการทำงานของประชาชนเพิ่มอีก 5-10 ปี เพื่อโอกาสการสร้างรายได้มั่นคง การขยายเวลาการจ้างงานให้ประชาชนเพิ่มขึ้น เพราะไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่และค่อนข้างละเอียดอ่อน เป็นแนวคิดที่ดีในการขยายอายุงานโดยดึงเกณฑ์เกษียณจาก 60 ปี เป็น 65 ปี แต่ต้องดูในระยะยาวด้วย เพราะเอกชนก็มีต้นทุน เวลานี้เอกชนพยายามลดค่าใช้จ่ายโดยการลดจำนวนคนและหันมาใช้เอไอมากขึ้น หากมาตรการออกมาส่งผลกระทบ ก็ต้องรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน ทั้งฝ่ายวิชาการ ภาครัฐ และเอกชน เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม
พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย
หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP)
ภาพรวมเศรษฐกิจถือว่าเริ่มปรับตัวดีขึ้นแล้ว แต่ว่ายังเจอภาพใหญ่สุดเป็นผลกระทบคือความสามารถในการแข่งขัน เราเห็นภาวะถึงแม้ว่าการส่งออกไทยจะดีมาก แต่เราก็เริ่มขาดดุลการค้าแล้ว เป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูในระยะยาวว่าเทรนด์ของประเทศไทยจะขาดดุลการค้าแบบนี้ไปเรื่อยๆ หรือไม่ เพราะมีผลกระทบระยะยาว คงไม่ได้สะท้อนให้เห็นว่ามีความเสี่ยงในปัจจุบัน แต่กำลังสะท้อนว่าบัฟเฟอร์ หรือกันชนเศรษฐกิจของไทยกำลังจะบางลงไปเรื่อยๆ
เทียบกับสมัยก่อนตอนเราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเยอะๆ ก็เหมือนกับกันชนเราหนา หากเกิดวิกฤตอะไรขึ้นมารัฐบาลก็สามารถขาดดุลการคลังพอได้ ดอกเบี้ยปรับลดลงไปเรื่อยๆ ได้ เพื่อจะกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่มีผลกระทบต่อค่าเงิน หรือกระทบต่อเสถียรภาพมากนัก เมื่อกันชนเศรษฐกิจเริ่มบางออกไปเรื่อยๆ เราต้องคิดหนักมากขึ้นในการทำนโยบาย จะเป็นข้อจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ได้แปลว่าเรากำลังมีความเสี่ยงอย่างน่ากังวลในตอนนี้
ถามว่าข่าวดีคืออะไร ต้องบอกว่า หนึ่งเรื่องหลักใหญ่ๆ เลยราคาน้ำมันปรับลดลงบ้าง ไทยเริ่มเห็นการลงทุนกับการส่งออกรับอานิสงส์กลุ่มการลงทุนจำพวก AI Capital Expenditure หรือเม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่ บริษัทเทคโนโลยีและองค์กรต่างๆ นำไปใช้สร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรองรับระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ค่อนข้างชัดเจนขึ้น เพียงแต่ความสามารถการแข่งขันยังถือเป็นประเด็นสำคัญ ทำให้เศรษฐกิจไทยยังไม่ได้อานิสงส์อย่างเต็มที่จากการลงทุนเหล่านี้ รวมถึงเศรษฐกิจไทยยังมีปัญหาฉุดรั้งเดิมๆ ยังไม่สามารถแก้ไขได้ โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือน มีผลกระทบทำให้ทางบริโภคในประเทศไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควร
แม้ภาวะเศรษฐกิจไทยจะยังไม่แข็งแกร่งมากนัก รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านเมกะโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ และล่าช้าออกไปจากกำหนดเดิมด้วย อาทิ โครงการแลนด์บริดจ์ หรือโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ทำให้ระบบเศรษฐกิจยังไม่มีเม็ดเงินใหม่เข้าไปหมุนเวียนมากขึ้นนัก แต่ยืนยันว่าเราไม่ควรมีนโยบายแจกเงินอีกแล้ว เพราะในด้านภาพการคลัง เรารู้อยู่แล้วว่าการแจกเงินไม่ว่าจะกี่รอบต่อกี่รอบก็ชัดเจนมากว่าตัวคูณทางการคลัง (Fiscal Multiplier) มีค่อนข้างจำกัด รวมถึงเมื่อรัฐบาลเก็บภาษีจากรายได้ของประชาชนไปแล้ว ก็ควรจะนำเงินที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะในบางช่วงจังหวะบางเวลาอาจจำเป็นช่วยเหลือมากจริงๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางยากลำบากในการใช้ชีวิต ยกตัวอย่างช่วงการระบาดโควิด-19 เข้าใจได้หากจะมีมาตรการแจกเงินออกมา หรือในช่วงค่าครองชีพมีปัญหามากจริงๆ แบบนี้เข้าใจได้หากจะมีการแจกเงินเข้ามาช่วย
แต่ไม่ควรเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะนโยบายของรัฐบาลควรจะจัดหา Public Goods สินค้าสาธารณะแล้วก็สร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุน แต่แน่นอนว่า หากจะแจกเงินซ้ำๆ เราไม่ควรทำเป็นนโยบายหลัก เพราะมีผลกระทบต่อวินัยทั้งการเงินการคลัง รวมถึงวินัยของประชาชนในประเทศด้วย โดยเฉพาะในสถานการณ์ควรต้องทำเหมือนตอนนี้ เรื่องต่างๆ เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากแล้ว รัฐควรจะไปโฟกัสการแก้ไขปัญหาเรื่องคุณภาพของสถาบัน ลดการทุจริตคอร์รัปชั่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นของประเทศ ทำประเทศไทยให้น่าลงทุน ทำให้คนอยากสร้างธุรกิจใหม่ๆ แบบนั้นจะมีประโยชน์มากกว่า
ทิศทางเศรษฐกิจครึ่งหลังของปี 2569 แรงขับเคลื่อนหลักจะมาจากกระแสการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ๆ เข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะเอไอ บิ๊กดาต้า หรือศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่เหล่านี้ เหมือนอย่างเคยคุยกันไว้ว่าจีดีพีของไทยโตเฉลี่ยอยู่ประมาณ 2% แต่ไต้หวันโตกว่า 12% มาเลเซียโต 6% สะท้อนถึงภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศรอบข้างไทยเติบโตกันแบบ โตเอา โตเอา แต่ไทยแม้เราจะมีเซ็กเตอร์บางเซ็กเตอร์ได้รับประโยชน์จากโมเมนตัมของโลก แต่มีหลายเซ็กเตอร์กำลังอยู่ในภาวะเฮือกสุดท้าย หรือกำลังจะตาย จึงต้องหาวิธีเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมเก่าไปหาอุตสาหกรรมสามารถแข่งกับโลกได้แน่นอน
เปรียบเทียบภาวะเศรษฐกิจครึ่งแรกของปีและครึ่งหลังกำลังจะมานี้ เชื่อว่าช่วงครึ่งหลังควรจะดีขึ้น เพราะไตรมาส 1/2569 ภาวะเศรษฐกิจถือว่าค่อนข้างดีต่อเนื่องจากไตรมาส 4/2568 พอไตรมาส 2/2569 เริ่มเหนื่อยขึ้น เพราะเจอผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐและอิหร่าน จากนั้นในไตรมาส 3 มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากนโยบายการคลังเข้ามาช่วย จึงน่าจะเห็นการฟื้นตัวชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาส 4/2569 เป็นช่วงฤดูการท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ยังคาดหวังได้ว่าจะเป็นช่วงของการค้าขาย การส่งออก และการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ดีมากขึ้นอย่างชัดเจน



