หน้าแรก ในประเทศ เจาะลึก ‘แผน ...

เจาะลึก ‘แผน PDP2026’ ดันไฟฟ้าสู่ ‘เน็ตซีโร่’

7.09.26 | 09:45 น.

หมายเหตุ – สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จะมีกำหนดจัดสัมมนาและรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP2026) ในวันอังคารที่ 8 กันยายน เวลา 08.00-14.30 น. ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมรามาการ์เด้นส์ โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และประชาชน ร่วมพิจารณา สำหรับร่างแผน PDP2026 ดังกล่าวมีเนื้อหาดังนี้


ประชาพิจารณ์ ร่าง PDP2026

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จะมีกำหนดจัดสัมมนาและรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP2026 ในวันอังคารที่ 8 กันยายน 2569 เวลา 08.00-14.30 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมรามาการ์เด้นส์ โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และประชาชน ร่วมพิจารณาทางเลือก พร้อมเสนอเหตุผล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปประกอบการปรับปรุงร่างแผนก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในขั้นตอนต่อไป โดยข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนจะถูกนำไปประกอบการปรับปรุงร่าง PDP2026 ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ มีรายงานว่าร่างแผนจะถูกนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาภายในสิ้นปี 2569

สำหรับสาระสำคัญของร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2569-2593 หรือ PDP2026 เบื้องต้นเนื้อหาระบุว่า การวางแผนระบบไฟฟ้าของประเทศกำลังเผชิญโจทย์ใหม่จากแรงกดดันสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ความต้องการใช้พลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรม (Green Demand) การขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data Center) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นความต้องการใช้ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ (New Demand) การเพิ่มขึ้นของผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Prosumer) การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (E-Mobility) และกติกาการค้าโลกด้านคาร์บอน (Carbon Rules) ทั้ง CBAM 2026, NDC 3.0 และ Carbon Tax

Advertisement

ขณะเดียวกัน ผู้ใช้ไฟฟ้าจะมีบทบาทมากขึ้นในฐานะ Active Consumer ทั้งการผลิตและใช้ไฟฟ้าเอง รวมถึงการให้บริการแก่ระบบไฟฟ้า สอดคล้องกับแนวทางเปิดเสรีตลาดไฟฟ้าผ่านกลไกการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และ Third Party Access (TPA) เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวเข้าถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น

ปรับสมมุติฐานใหม่

ภายหลังการรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ปรับสมมุติฐานสำคัญเพื่อให้การพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสะท้อนสถานการณ์ปัจจุบัน โดยปรับลดอัตราการเติบโตของจีดีพีเฉลี่ยช่วงปี 2568-2593 จาก 2.56% เหลือ 2.49% ต่อปี ตามข้อมูลล่าสุดของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

ด้าน EV ปรับลดประมาณการจำนวนรถสะสมในปี 2593 จาก 28.47 ล้านคัน เหลือ 26.20 ล้านคัน โดยนำอายุการใช้งานของรถมาประกอบการคำนวณ ขณะที่แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) ปรับการประเมินเป็นรายมาตรการและแยกเป็น 5 สาขา ได้แก่ อุตสาหกรรม อาคาร บ้านอยู่อาศัย เกษตรกรรม และไฟถนน พร้อมปรับรูปแบบ EE Saving Profile ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าจริงในแต่ละประเภทวัน

นอกจากนี้ ปรับกรอบการคำนวณกรณีธุรกิจปกติ หรือ BAU จากเดิมวิเคราะห์ช่วงปี 2565-2580 เป็นปี 2569-2593 ปรับสมมุติฐานประชากรจากเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.04% เป็นลดลง 0.21% ต่อปี แบ่งพื้นที่วิเคราะห์จาก 5 เป็น 7 ภูมิภาค และเปลี่ยนปีฐานจาก 2562 เป็น 2568 รวมถึงพบว่าช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ Peak เปลี่ยนจากประมาณ 14.30 น. มาเป็นช่วงกลางคืนประมาณ 21.00 น. สะท้อนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนไป

คาดปี’93 ใช้ไฟ 4.02 แสนล้านหน่วย

สำหรับผลการพยากรณ์กรณี BAU ของระบบ 3 การไฟฟ้า คาดว่าในปี 2593 ประเทศไทยจะมีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 402,063 ล้านหน่วยและความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดประมาณ 63,688 เมกะวัตต์ โดยเมื่อเทียบกับประมาณการในร่าง PDP2024 พบว่า ณ ปี 2580 ความต้องการพลังงานไฟฟ้าของ PDP2026 ต่ำกว่าเดิม 7.9% และความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดต่ำกว่า 4.0%

รายงานข่าวเผยว่า สำหรับ New Demand ในปี 2593 คาดว่ามาจาก EV มากที่สุดประมาณ 91,736 GWh รองลงมา Data Center 42,468-55,744 GWh EEC 7,791 GWh รถไฟความเร็วสูง 3,552 GWh MRT 708 GWh และนิคมอุตสาหกรรมใหม่ 34 GWh ขณะที่มาตรการ EEP จะช่วยลดความต้องการไฟฟ้าได้ประมาณ 117,449-149,146 GWh และการผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือ IPS โดยเฉพาะ Solar Rooftop จะลดความต้องการไฟฟ้าจากระบบได้อีกประมาณ 30,085 GWh

เปลี่ยนเกณฑ์วัดความมั่นคง

สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ร่าง PDP2026 เลือกใช้กรณีต่ำและกรณีกลางเป็นกรอบวางแผน โดยประเมินความต้องการกำลังไฟฟ้าที่ 6,799 และ 8,811 เมกะวัตต์ ตามลำดับ แทนกรณีสูงที่ 19,808 เมกะวัตต์ เพื่อให้สอดคล้องกับขีดความสามารถด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบส่งไฟฟ้าของประเทศ ด้านความมั่นคงของระบบ ปรับจากการใช้ Reserve Margin มาเป็นดัชนี Loss of Load Expectation (LOLE) ซึ่งประเมินความเสี่ยงที่ระบบจะไม่สามารถจ่ายไฟได้เพียงพอภายใน 8,760 ชั่วโมงของหนึ่งปี โดยกำหนด LOLE ไม่เกิน 1 วันต่อปี จากเดิม 0.7 วันต่อปีเพื่อให้เหมาะกับระบบที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนแบบผันผวน หรือ VRE เพิ่มขึ้น

รายงานข่าวระบุว่า เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคการผลิตไฟฟ้าตามกรอบ LT-LEDSกำหนดให้การปล่อยลดจาก 121.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) ในปี 2569 เหลือ 102.6 ล้านตันในปี 2573 และ 76.6 ล้านตันในปี 2578 ตาม NDC 3.0 ก่อนลดเหลือ 66.2 ล้านตันในปี 2593 ภายใต้กรอบปกติ และหากใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) จะลดได้ถึงประมาณ 19.1 ล้านตัน สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero สำหรับสถานะระบบไฟฟ้าปี 2568 ระบบ 3 การไฟฟ้ามีกำลังผลิตติดตั้งรวม รวม ESS ประมาณ 54,305 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น ฟอสซิล 37,847 เมกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นก๊าซธรรมชาติ และพลังงานหมุนเวียน 16,458 เมกะวัตต์

4 ทางเลือกอนาคตไฟฟ้าไทย

จุดเด่นของร่าง PDP2026 คือการเสนอ 4 ทางเลือกโดยทุกกรณีมีพลังงานสะอาดไม่น้อยกว่า 65% และมุ่งลดการปล่อยคาร์บอน Case 1 Base Case มีพลังงานสะอาด 65% ฟอสซิล 35% ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 51.5 ล้านตัน มีกำลังผลิตใหม่ 127.3 GW และกำลังผลิตปลายแผน 185.7 GW ค่าไฟเฉลี่ย 3.8267 บาทต่อหน่วย

Case 2 Net Zero by CCS มีสัดส่วนพลังงานสะอาด 65% ฟอสซิล 35% มีกำลังผลิตใหม่ 127.3 GW และปลายแผน 185.7 GW ใช้ CCS ดักจับคาร์บอน 32 ล้านตัน ทำให้การปล่อยเหลือ 19.1 ล้านตัน ค่าไฟเฉลี่ย 3.8859 บาทต่อหน่วย สูงสุดใน 4 ทางเลือก

Case 3 Net Zero by RE เพิ่มพลังงานสะอาดสูงสุด 89% ฟอสซิล 11% ไม่ใช้ CCS ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 16.6 ล้านตัน ต้องลงทุนกำลังผลิตใหม่สูงสุด 194.8 GW และมีกำลังผลิตปลายแผน 253.1 GW ค่าไฟเฉลี่ย 3.8297 บาทต่อหน่วย

Case 4 Net Zero by RE & CCS เป็นแนวทางผสมผสาน มีพลังงานสะอาด 73% ฟอสซิล 27% ใช้ก๊าซธรรมชาติในประเทศและ CCS ดักจับคาร์บอน 21 ล้านตัน ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 19.1 ล้านตัน มีกำลังผลิตใหม่ 147.2 GW ปลายแผน 206.1 GW ค่าไฟเฉลี่ย 3.8364 บาทต่อหน่วย

ทั้งนี้ ช่วง 12 ปีแรก ระหว่างปี 2569-2580 ทั้ง 4 ทางเลือกใช้โครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน มีกำลังผลิตใหม่ 50,900 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย CCGT 9,100 เมกะวัตต์ SMR 300 เมกะวัตต์ Solar 24,300 เมกะวัตต์ Wind 2,700 เมกะวัตต์ และ BESS 14,500 เมกะวัตต์ โดยกำลังผลิตสะสมในปี 2580 อยู่ที่ประมาณ 115,632 เมกะวัตต์ และทุกกรณีผ่านเกณฑ์ LOLE ขณะที่จุดตัดสินใจสำคัญอยู่ในช่วงปี 2581-2593 เพื่อเลือกเส้นทางสู่เป้าหมาย Net Zero

จัดสรรกำลังผลิตชูพลังงานสะอาด

การจัดสรรกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP2026 วางกรอบการพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero โดยกำหนดช่วงเวลาการพัฒนาออกเป็น 2 ระยะ ครอบคลุมตั้งแต่ปี 2569-2593 หรือ ค.ศ.2026-2050 พร้อมเปิดทางเลือกด้านเทคโนโลยีทั้งการใช้พลังงานหมุนเวียน (RE) การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) รวมถึงการผสมผสานระหว่างพลังงานหมุนเวียนกับ CCS

ในช่วงที่ 1 ระหว่างปี 2569-2580 หรือ 2026-2037 กำหนด Common Transition Capacity รวม 50,900 เมกะวัตต์ (MW) เพื่อรองรับช่วงเปลี่ยนผ่านของระบบไฟฟ้า โดยมีพลังงานแสงอาทิตย์เป็นกำลังผลิตหลักที่ 24,300 MW รองลงมาคือระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ BESS 14,500 MW โรงไฟฟ้า CCGT 9,100 MW พลังงานลม 2,700 MW และ SMB 300 MW ทั้งนี้ ตัวเลขกำลังผลิตพลังงานลมรวมกำลังผลิตจากโครงการลมนอกชายฝั่ง (Offshore Wind) 1,000 MW

สำหรับช่วงที่ 2 ระหว่างปี 2581-2593 หรือ 2038-2050 มีการแบ่งแนวทางการพัฒนาระบบไฟฟ้าออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ Net Zero by CCS มีกำลังผลิตรวม 76,350 MW, Net Zero by RE 143,900 MW และ Net Zero by RE&CCS 96,250 MW สะท้อนแนวทางการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าที่สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีแตกต่างกันตามความเหมาะสมของต้นทุน ความมั่นคงของระบบ และความพร้อมทางเทคโนโลยีในอนาคต

ขณะที่ภาพรวม PDP2026 to Net Zero ตลอดช่วงปี 2569-2593 ระบุเป้าหมายกำลังผลิตในแต่ละแนวทางไว้ที่ 127.3 กิกะวัตต์ (GW) สำหรับ CCS, 194.8 GW สำหรับ RE และ 147.2 GW สำหรับ RE&CCS โดยพลังงานหมุนเวียนมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม

ในกรณี Net Zero by RE มีการจัดสรรโซลาร์ 61,300 MW ลม 52,700 MW และ BESS 55,000 MW ส่วนกรณี RE&CCS มีโซลาร์ 40,890 MW ลม 23,360 MW และ BESS 55,000 MW ขณะที่แนวทาง CCS และ RE&CCS มีการกำหนดศักยภาพการดักจับคาร์บอนที่ระดับ 32 และ 21 MtCO2 ตามลำดับ

ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นทิศทางการปรับโครงสร้างระบบไฟฟ้าไทยที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงานมากขึ้น ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี CCS เข้ามาช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางไฟฟ้า ต้นทุนพลังงาน และการลดการปล่อยคาร์บอน พร้อมวางรากฐานให้ระบบไฟฟ้าของประเทศสามารถเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ปลดล็อกรับดาต้าเซ็นเตอร์-SMR 9 พันเมก

อย่างไรก็ตาม แม้ค่าไฟเฉลี่ยทั้ง 4 ทางเลือกใกล้เคียงกัน แต่ต้นทุนการบูรณาการพลังงานหมุนเวียน หรือ RE Integration Cost แตกต่างกัน โดยช่วงปี 2572-2593 อยู่ที่ประมาณ 360,000 ล้านบาทในกรณีที่ 1 และ 2 เพิ่มเป็น 500,000 ล้านบาทในกรณีที่ 4 และสูงสุดประมาณ 700,000 ล้านบาทในกรณีที่ 3 ซึ่งมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูงที่สุด โดยต้องลงทุนขยายระบบส่ง ติดตั้ง STATCOM ระบบแบตเตอรี่ และ Synchronous Condenser ด้านการใช้ LNG ในปี 2593 กรณีที่ 1 และ 2 อยู่ที่ประมาณ 2,455 MMscfd กรณีที่ 4 ประมาณ 1,904 MMscfd และกรณีที่ 3 ลดเหลือประมาณ 794 MMscfd สะท้อนความแตกต่างของแนวทางพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนและเชื้อเพลิง

สำหรับการขับเคลื่อน PDP2026 กำหนดกลยุทธ์ “ปลดล็อกโครงสร้างพลังงาน สร้างฐานการผลิตสีเขียว” ผ่าน Market Access ได้แก่ TPA และ Direct PPA พร้อมพัฒนา Market Enablers เช่น Digital Grid, Smart Meter สำหรับลูกค้ารายใหญ่ 100% รวมถึง Virtual Power Plant (VPP) และ Demand Response (DR) มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ขยาย Direct PPA ผ่าน TPA ให้ครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ กลุ่ม Data Center และพื้นที่ EEC พร้อมตั้งเป้าหมาย DR ที่ 2,800 MW ในปี 2593 และ DER สะสมประมาณ 9,100-11,200 MW นอกจากนี้ ยังเปิดทางรองรับ SMR รวมประมาณ 9,000 MW ใน 5 ภูมิภาค โดยเริ่มต้น 300 MW รวมถึง CCS ที่ตั้งสมมุติฐานต้นทุน 135 ดอลลาร์ต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์ และเทคโนโลยีใหม่อีก 2,500-3,000 MW ในช่วงปี 2589-2593

ชูประโยชน์ 4 ด้าน-สอดคล้อง Net Zero

สำหรับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากร่าง PDP2026 แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้าน Security มุ่งเสริมความมั่นคงและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า รองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนและความต้องการใช้ไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ด้าน Sustainability มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือประมาณ 16.6-19.1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2593 สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ด้าน Economy มุ่งรักษาค่าไฟฟ้าขายปลีกเฉลี่ยตลอดอายุแผนให้อยู่ที่ประมาณ 3.83-3.89 บาทต่อหน่วย

และด้าน Competitiveness มุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าสีเขียวให้เพียงพอต่อการรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะ AI และ Data Center ระดับโลก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ