‘ห้ามขายแอลกอฮอล์ออนไลน์’ กฎหมายที่แก้ปัญหา(ไม่)ตรงจุด

25.06.21 | 17:00 น.

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2563 ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีการหรือในลักษณะการขายทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 ได้มีผลบังคับใช้ มีผลให้ผู้ประกอบการที่ใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ในการซื้อขาย โฆษณา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต้องหยุดการขายโดยสิ้นเชิงทันที 

ที่มาที่ไปของการออกประกาศดังกล่าว ระบุว่าเพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้โดยง่าย ลดผลกระทบด้านสังคมและเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเพื่อกำหนดเป็นมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป 

    คำถามที่เกิดขึ้นคือ การออกประกาศห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออนไลน์ สามารถช่วยแก้ปัญหา    ข้อกังวลของภาครัฐได้อย่างตรงจุดและสอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบันจริงหรือ ในขณะที่ผู้ประกอบการมองว่า การป้องกันไม่ให้เยาวชนที่อายุไม่ถึง 20 ปี เข้าถึงการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออนไลน์ได้นั้น สามารถทำได้ไม่ยาก รวมถึงตรวจสอบอายุของผู้ซื้อได้โดยไม่จำเป็นต้องออกประกาศห้ามเด็ดขาดเช่นนี้ หรือประเด็นความคลุมเครือของคำว่า ‘อิเล็กทรอนิกส์’ ที่สามารถตีความได้โดยกว้างซึ่งหน่วยงานผู้ออกประกาศไม่สามารถหรือไม่ยอมระบุว่าครอบคลุมช่องทางใดบ้าง และในยุคที่รัฐบาลประกาศความมุ่งมั่นเพื่อบรรลุเป้าหมายไทยแลนด์ 4.0 ขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และอีคอมเมิร์ซ แต่ในทางกลับกัน มาตัดช่องทางค้าขายบนชออนไลน์ของผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการโดยสุจริต ไม่เพียงเท่านั้น การห้ามขายออนไลน์ยังส่งผลทางอ้อมให้เกิดการขายอย่างผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นขายแบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ใช้อย่างเข้มข้นกับผู้ประกอบการที่ทำมาหากินสุจริต ไม่ต้องเสียภาษีใดๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีรายได้ และยังเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้บริโภคในการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากแหล่งที่ผิดกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

    ในช่วงเวลาที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ภาครัฐจำกัดการให้บริการของร้านค้า สถานบันเทิงทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติ รวมถึงการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อยเป็นอย่างมาก สินค้าคงค้างสต็อกไม่มีที่ทางระบาย เมื่อช่องทางขายหน้าร้านหมดไป การจะหันไปหาช่องทางออนไลน์ก็ทำไม่ได้ เนื่องจากประกาศห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางอิเล็กทรอนิกส์ข้างต้นนี่เอง เสมือนกับเป็นการปิดโอกาสค้าขายของผู้ประกอบการในสถานการณ์เช่นนี้     ที่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดจากโควิดระลอกแรก ระลอกสองเหมือนสถานการณ์จะมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่กลับต้องมาเจอกับโควิดระลอกสาม สถานการณ์ระบาดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รุนแรงและหนักหน่วงกว่าเก่า คำสั่งปิดร้านของภาครัฐที่ผู้ประกอบการต้องรับภาระหนักในด้านต้นทุนต่างๆ รายจ่ายยังคงเกิดขึ้น แต่รายได้ลดน้อยลง หายไป หลายรายถึงขั้นติดลบ ซ้ำยังไม่ได้รับการเยียวยาจากภาครัฐ ผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย ที่มีสายป่านไม่ยาวพอที่จะต่อสู้ในห้วงวิกฤตนี้ต้องปิดกิจการลงไปจำนวนมาก

    ตัวเลขรายงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สะท้อนภาพชัดเจนถึงสถานการณ์อันย่ำแย่ที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการ โดยรายงานระบุว่า 4 เดือนแรกของปี 2564 ยอดจดทะเบียนเลิกกิจการอยู่ที่ 3,090 ราย โดยประเภทธุรกิจภัตตาคารร้านอาหารมีจำนวน 111 ราย ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 3 ของธุรกิจที่ยื่นขอจดทะเบียนกิจการ ทำให้เห็นว่าการระบาดในระลอก 3 นั้นส่งผลไม่น้อยต่อคนทำธุรกิจร้านอาหารจนไม่สามารถประคองธุรกิจให้ดำเนินต่อไปได้ในภาวะเช่นนี้ 

Advertisement

    กลุ่มประชาชนเบียร์ ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการและผู้บริโภค ได้ออกมาส่งเสียงสะท้อนถึงการทำงานของรัฐบาลที่ดำเนินการแก้ปัญหาสถานการณ์โควิด-19 แบบเหมารวม ซึ่งไม่ตรงจุดและไม่คำนึงถึงความยากลำบากของประชาชนโดยครบทุกกล่มส่งผลให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องตามมา ขณะเดียวกันก็ได้แสดงความเห็นต่อของการออกกฎหมายห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออนไลน์ว่า ทำให้ผู้บริโภคไม่มีโอกาสเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางเลือกซึ่งมีช่องทางจำหน่ายส่วนใหญ่บนออนไลน์ด้วย และจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนบนช่องทางทวิตเตอร์โดยมติชนว่า ควรให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางออนไลน์หรือไม่ มีผู้แสดงความคิดเห็นทั้งหมด 408 คน พบว่า 87.3% มองว่าให้ขายออนไลน์ และ12.7% ไม่ให้ขาย 

    นอกจากความเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชนเบียร์แล้ว ที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวของสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) ร่วมกับผู้ค้าแอลกอฮอล์ออนไลน์ ได้ประกาศความร่วมมือในการใช้ มาตรฐานการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่สามารถทำได้จริงในการป้องกันเยาวชนจากการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับการขายออนไลน์ และได้เรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณายกเลิกประกาศดังกล่าว 

ขณะเดียวกันเมื่อเร็วๆ นี้ สมาพันธ์เพื่อการดื่มอย่างรับผิดชอบนานาชาติหรือ IARD ได้ประกาศมาตรฐานสากลสำหรับการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออนไลน์ ที่จะช่วยป้องกันการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์รวมถึงการจัดส่งให้แก่เยาวชนที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ หรือผู้ที่มีอาการมึนเมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้ขอให้รัฐบาลพิจารณานำมาตรฐานนี้มาประยุกต์ใช้ เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายย่อย รายกลางสามารถดำเนินกิจการได้อย่างถูกต้อง 

แสดงให้เห็นว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบโดยตรงกับเรื่องนี้ พยายามหาทางออกที่เป็นไปได้ร่วมกันกับภาครัฐ หากแต่ภาครัฐโดยเฉพาะหน่วยงานผู้ออกกฎหมายได้แต่เพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของทั้งผู้ประกอบการสุจริตและผู้บริโภค

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคนี้การจ้บจ่ายซื้อของบนช่องทางออนไลน์นั้นได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตวิถีใหม่ของคนส่วนใหญ่ไปแล้ว แทนที่จะปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงหรือออกกฎกำหนดอย่างไม่พึงฟังเสียงของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อหาทางออกในการแก้ปัญหาอย่างตรงจุดร่วมกัน ภาครัฐควรที่จะเข้ามารับฟังและพิจารณาสิ่งที่ได้เสนออย่างรอบด้าน มิใช่ฟังเพียงเสียงของคนกลุ่มใดกล่มหนึ่ง อันจะนำไปสู่หนทางปฏิบัติที่เป็นไปได้ อีกทั้งมีประสิทธิภาพในการควบคุมปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในขณะที่ผู้ประกอบการเองก็ยังสามารถดำเนินธุรกิจได้ในภาวะวิกฤตโควิด-19 เช่นนี้