สายลมแห่งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่พัดผ่านเส้นทางขนส่งพลังงานระดับโลก ส่งแรงสั่นสะเทือนกระจายวงกว้าง ตั้งแต่ราคาน้ำมัน ถุงพลาสติก ฝาขวด ชิ้นส่วนรถยนต์ ไปจนถึงสินค้าในชีวิตประจำวันของทุกคน ประเด็นร้อนแรงนี้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ในงานสัมมนาประจำปี The 17th PTT Group Petrochemical Outlook Forum ที่จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ ‘Resilience in a Shifting Global Landscape: สร้างความยืดหยุ่น ท่ามกลางภูมิทัศน์โลกที่พลิกผัน’ โดย PRISM Petrochemical Market Outlook ของกลุ่ม ปตท. เพื่อรวมมุมมองการปรับตัวและหาทางรอดของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั้งระบบ
เพราะบริบทในปี 2569 ความผันผวนได้ซึมลึกจนกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างระยะยาว ทั้งปัญหาความไม่แน่นอนด้านวัตถุดิบ ภาวะอุปทานส่วนเกินมหาศาลจากการขยายกำลังการผลิตของจีน ตลอดจนข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ปัจจัยท้าทายรอบทิศนี้บีบให้ผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานต้องเร่งยกระดับความยืดหยุ่นเพื่อความอยู่รอด
ปิดจุดเปราะบางห่วงโซ่อุปทาน พร้อมรับความผันผวนระยะยาว

คุณพิรุณ กริ่มวงษ์รัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มปิโตรเคมีขั้นปลาย
บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)
เพื่อฉายภาพใหญ่และวางเข็มทิศในการรับมือ คุณพิรุณ กริ่มวงษ์รัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มปิโตรเคมีขั้นปลาย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และประธานคลัสเตอร์ปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ถอดบทเรียนสำคัญว่า หัวใจของการพูดคุยครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การคาดเดาทิศทางราคาขึ้นลง แต่คือการมองภาพใหญ่เพื่อเตรียมความพร้อม เมื่อความผันผวนกลายเป็นเรื่องปกติที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญในระยะยาว
โดยชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ในระบบว่า สงครามและความขัดแย้งไม่ได้กระทบแค่โรงงานผลิตต้นน้ำ แต่สะเทือนผ่านห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่วัตถุดิบ การขนส่ง คลังสินค้า ผู้แปรรูป จนถึงมือผู้บริโภค ซึ่งพฤติกรรมของลูกค้าจะเปลี่ยนไปทันทีเมื่อรู้สึกถึงความเสี่ยง
“การบริหารวิกฤตจึงต้องมองทั้งการสร้างความมั่นคงในระยะสั้น ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ผ่านการบริหารข้อมูลให้ถูกต้องแม่นยำเพื่อใช้เป็นข้อมูลชุดเดียวกัน การสื่อสารอย่างโปร่งใสเพื่อลดความตื่นตระหนก ตลอดจนการเตรียมพร้อมในแปดมิติสำคัญ ทั้งการกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งวัตถุดิบและเส้นทางขนส่ง การพัฒนาพอร์ตโฟลิโอสินค้ามูลค่าสูง การรองรับกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม และการผนึกกำลังร่วมกันของทั้งระบบนิเวศ”
พร้อมฝากข้อคิดสำคัญไว้ว่า เราอาจไม่สามารถควบคุมสงคราม ราคาพลังงาน เส้นทางการค้า หรือกฎระเบียบของโลกได้ แต่เราควบคุมได้ว่า เราจะมองเห็นความเสี่ยงเร็วแค่ไหน ข้อมูลของเราแม่นยำเพียงใด เรามีทางเลือกมากพอหรือไม่ และเราสามารถทำงานร่วมกันได้ดีแค่ไหน
เจาะวิกฤต ‘ฮอร์มุซ’ สะเทือนวัตถุดิบ บีบปิโตรเคมีปรับโครงสร้างเพื่ออยู่รอด
จากภาพรวมการเตรียมความพร้อมทั้งระบบ เมื่อส่องกล้องเจาะลึกไปยังชนวนเหตุของแรงกระแทก Mr. Lee Andrew Fagg Vice President-Head of Chemicals APAC จาก Wood Mackenzie ได้ฉายภาพวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของการค้าทางทะเลทั่วโลก ที่สำคัญสินค้ากว่าร้อยละ 80 ถึง 90 บนเส้นทางนี้มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะ ‘แนฟทา’ วัตถุดิบตั้งต้นหลักของปิโตรเคมีเอเชียที่ต้องพึ่งพาเส้นทางนี้สูงถึงร้อยละ 60 ถึง 70 เมื่อการขนส่งสะดุดลง โรงงานหลายแห่งจึงจำเป็นต้องลดหรือหยุดการผลิตลงทันที

Mr. Lee Andrew Fagg Vice President-Head of Chemicals APAC จาก Wood Mackenzie
Mr. Lee สะท้อนว่า ปัญหานี้กำลังบีบให้เกิดการปรับสมดุลกำลังการผลิตครั้งใหญ่ โดยโรงผลิตเอทิลีนทั้งในยุโรปและเอเชียต้องทยอยปิดตัวรวมกันมากกว่า 10 ล้านตันต่อปี และคาดว่าความต้องการใช้เอทิลีนทั่วโลกในปี 2569 จะลดลงร้อยละ 5.4 ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวเชิงโครงสร้าง
“ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ความเสี่ยงด้านพลังงานและโลจิสติกส์กลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างมากกว่าเรื่องชั่วคราว อุตสาหกรรมจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการบริหารปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การสร้างความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้าง เพื่อให้สามารถอยู่รอด ปรับตัว และคว้าชัยชนะได้ในระยะยาว
“ซึ่งทางรอดนั้นต้องอาศัยการกระจายแหล่งวัตถุดิบข้ามภูมิภาค การเพิ่มสัดส่วนการใช้ Ethane Cracking เพื่อลดต้นทุน การปรับพอร์ตสินทรัพย์ และการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยมาตรฐาน ESG และการรีไซเคิล” Mr. Lee เน้นย้ำ
การรับมือสินค้าจีนทะลัก และเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด

คุณพิมพ์กมน จุลเชาวน์ จากทีม PRISM Expert
เมื่อขยับมาดูภาพรวมอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติกหลักอย่าง ‘พอลิโอเลฟินส์’ (Polyolefin’s) กระดานการค้าโลกในเวลานี้เปรียบเหมือนการเดินเกมหมากรุกที่ต้องวางกลยุทธ์อย่างรอบคอบ คุณพิมพ์กมน จุลเชาวน์ จากทีม PRISM Expert ได้อธิบายปัจจัยขับเคลื่อนผ่านตัวหมากรุกสี่ตัว โดยมี King เป็นตัวแทนของความต้องการซื้อในตลาด Queen คือกำลังการผลิตใหม่มหาศาลจากจีนที่เดินหน้าเข้ามากดดันตลาด Bishop คือความได้เปรียบด้านต้นทุนและเทคโนโลยี และ Knight คือกลยุทธ์การปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างความแตกต่าง
สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย แม้ภาพรวมการผลิตพลาสติกช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ในกลุ่มฟิล์มจะหดตัวลงร้อยละ 22.9 แต่ความต้องการใช้สินค้าปลายน้ำในประเทศยังคงขยายตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์และพลาสติกฉีดขึ้นรูป อย่างไรก็ดีผู้ผลิตไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากการทะลักเข้ามาของสินค้าพลาสติกแปรรูปราคาถูกจากประเทศจีน เช่น ถุงพลาสติกและกล่องลัง ที่มีปริมาณการนำเข้าพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน

ขณะที่ในระดับโลก ประเทศจีนขยายกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกทั้ง โพลิเอทิลีน (Polyethylene :PE) และ โพรพิลีน (Propylene : PP) อย่างมหาศาล โดยตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิต PE อีก 15 ล้านตัน และ PP อีก 9 ล้านตัน ในช่วงปี 2570-2573 ทำให้จีนเปลี่ยนบทบาทจากผู้ซื้อรายใหญ่มาเป็นผู้เล่นหลักที่กำหนดทิศทางอุปทานในภูมิภาค และเริ่มส่งออกเม็ดพลาสติกส่วนเกินมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ผลิตในไทยและเพื่อนบ้านจึงต้องเร่งหาทางรอดด้วยการทำสัญญานำเข้าอีเทนระยะยาว มุ่งเน้นการผลิตพลาสติกเกรดพิเศษมูลค่าสูง และการควบรวมกิจการเพื่อสร้างขนาดธุรกิจที่เข้มแข็ง
“แม้ปัจจุบันจะไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อตลาดจะเกิดขึ้นอีกเมื่อใด แต่ผู้เล่นตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานจำเป็นต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ เพราะไม่มีเกมใดที่สามารถเอาชนะได้ด้วยการเดินออกจากกระดาน” คุณพิมพ์กมน ฝากข้อคิดเตือนใจ
แก้วิกฤต ‘อะโรเมติกส์’ ล้น ลุยเจาะตลาดใหม่ คว้าโอกาสยุค AI

คุณธนัญญา สงชู จากทีม PRISM Expert
ด้านตลาดสารเคมีขั้นกลางอย่างกลุ่มอะโรเมติกส์ก็กำลังเผชิญคลื่นความเปลี่ยนแปลงระลอกใหญ่ คุณธนัญญา สงชู อีกหนึ่งผู้เชี่ยวชาญจาก PRISM Expert สะท้อนภาพว่า สารพาราไซลีน (Paraxylene: PX) และ เบนซีน (Benzene :BZ) กำลังเจอกับภาวะอุปทานส่วนเกินล้นตลาด โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากโรงงานขนาดใหญ่ในประเทศจีน ที่เร่งก่อสร้างตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและเป้าหมายการลดคาร์บอน
ยิ่งไปกว่านั้น การขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้ายังส่งผลกระทบต่อเนื่อง โดยความต้องการใช้น้ำมันเบนซินที่ลดลง ทำให้มีวัตถุดิบเหลืออย่างสารรีฟอร์เมต ซึ่งถูกดึงกลับมาใช้ผลิตสารอะโรเมติกส์เพิ่มขึ้น ผสมผสานกับกระแสความยั่งยืนและการนำพลาสติก PET รีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่
ส่งผลให้ความต้องการสารพาราไซลีนจากกระบวนการดั้งเดิมชะลอตัวลง ทางออกของธุรกิจอะโรเมติกส์ในปัจจุบัน จึงเป็นการเบนเข็มไปหาตลาดใหม่ที่มีกำลังซื้อเติบโตอย่างอินเดียและแอฟริกา รวมถึงการขยับขยายไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างเซมิคอนดักเตอร์และชิปประมวลผล AI ซึ่งต้องใช้ตัวทำละลายความบริสุทธิ์สูงจากสารกลุ่มอะโรเมติกส์ในกระบวนการผลิต
ทัศนะจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญในงาน The 17th PTT Group Petrochemical Outlook Forum สะท้อนภาพตรงกันว่า หัวใจของการสร้างความยืดหยุ่น คือการนำบทเรียนจากวิกฤตมายกระดับโครงสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่งและคล่องตัวในระยะยาว เพราะแม้ความผันผวนของโลกจะเป็นสิ่งที่ไม่อาจควบคุมได้ แต่การเตรียมองค์กรให้พร้อมปรับตัวและมองเห็นโอกาสใหม่ๆ คือกุญแจสำคัญที่จะพาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเดินหน้าเติบโตได้อย่างยั่งยืนในทุกสถานการณ์



