รื่นร่ม รมเยศ : ศาลผีตาแฮก โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

สมัยยังเด็กผมอยู่ต่างจังหวัดภาคอีสาน เห็นชาวบ้านเขาตั้งศาลประจำที่นาไว้เรียกว่า “ตาแฮก” ในที่นาของทุกคนจะมีศาล “ตาแฮก” ขาดไม่ได้ ชาวบ้านเจ้าของที่นาก็จะเอาเครื่องเซ่นไปเซ่นเสมอโดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าทำนา

ผมเคยถามพ่อว่าผีอะไรอยู่ที่นั่น และทำไมต้องเอาเครื่องเซ่นไปเซ่น ของดีๆ ทั้งนั้น เช่น ไก่ย่าง ไข่ต้ม กล้วย และผลไม้อื่นๆ เท่าที่มี

พ่อผมเป็นคนคงแก่เรียน เป็นอดีตสมภาร บวชเรียนมาหลายปี มีความรู้ดี และที่สำคัญคือมีความประพฤติดี เหล้าไม่กิน (แต่สูบบุหรี่) พูดน้อย เป็นที่เกรงขามของชาวบ้าน จึงได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน ทำงานรับใช้ชาวบ้านจนเส้นโลหิตในสมองแตกตาย

พ่อผมเล่าให้ผมฟังว่า ผีตาแฮกนี้ก็คือผีประจำที่นา อำนวยโชคให้ชาวนา ทำนาได้ข้าวอุดมสมบูรณ์ ทำนองเดียวกับแม่โพสพนั่นแหละ แต่ผีตาแฮกนี้มันมีมาจากคัมภีร์พระพุทธศาสนา

“พระพุทธเจ้าท่านสั่งให้ผีตาแฮกมาอยู่ที่นา” พ่อบอกอย่างนั้น แล้วก็เล่าเรื่องให้ผมฟังยืดยาว ผมจำไม่ได้ ที่จำไม่ได้ก็เพราะไม่เชื่อว่าที่พ่อเล่าจะเป็นจริง เลยไม่สนใจจำ

บังเอิญเหลือเกินเมื่อผมบวชเณรได้เรียนแปลบาลี ได้อ่านพระธรรมบท (ชื่อคัมภีร์ศาสนา) พบเรื่อง “นางยักขิณี” คล้ายกับที่พ่อเล่าให้ฟัง จึงนึกขอโทษพ่อที่ไม่เชื่อพ่อ ผมมีความคิดใหม่ว่า เรื่องที่พ่อเล่าอาจจะเป็นเรื่องเดียวกับที่อ่านพบก็ได้ แม้ว่ารายละเอียดจะไม่เหมือนกันหมดก็ตาม

ในคัมภีร์พระธรรมบทเล่าไว้ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นหมัน ไม่สามารถให้กำเนิดบุตรชายแก่ตระกูลสามีได้ กลัวจะถูกส่งกลับบ้าน จึงไปหาหญิงสาวมาให้เป็นเมียน้อยสามี (ที่ประเทศอินเดีย ผู้หญิงแต่งงานแล้วต้องมีบุตรชายสืบสกุล ใครไม่มีบุตรชายถือว่าเป็นกาลกิณี อาจถูกเฉดหัวออกจากบ้านก็ได้ เป็นค่านิยมที่เลวร้ายจริงๆ หรือใครจะเถียง) เมื่อเมียน้อยตั้งครรภ์ เมียหลวงก็ชักเกิดความกลัวว่าตนอาจถูกสามีไล่ก็ได้ จึงหาทางกำจัดลูกในครรภ์เมียน้อย โดยทำเป็นหายาบำรุงครรภ์มาให้กิน กินไปกินมาก็เลยแท้ง เหตุการณ์เป็นอย่างนี้สามครั้ง จนเมียน้อยเธอเอะใจว่าอาจเป็นเพราะยาบำรุงขนานนั้นก็ได้ ต่อมาเมื่อตั้งครรภ์อีก จึงไม่บอกเมียหลวงให้ทราบ จนกระทั่งครรภ์โตได้สี่ห้าเดือนแล้ว เมียหลวงรู้เรื่องก็ต่อว่าตั้งครรภ์ทำไมไม่บอก ปล่อยให้จนโตมากแล้วจึงรู้ ไม่ได้กินยาบำรุงครรภ์เดี๋ยวลูกในท้องจะไม่แข็งแรงเท่านั้นเอง เมียน้อยบอกว่า “เรื่องอะไรจะบอก ไม่ใช่เพราะยาบ้าบออะไรของพี่น่ะหรือ หนูจึงแท้งตั้ง
สามครั้ง”

เมียหลวงคะยั้นคะยอให้กินยายังไง นางก็ไม่ยอมกิน แต่ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น เมียหลวงแกก็หาโอกาสเอายาให้เธอกินโดยไม่รู้ตัว
จนได้

เนื่องจากครรภ์โตเกินกว่าจะขับออกได้แล้ว ยาจึงไม่ได้ผลทำให้เมียน้อยเจ็บปวดดิ้นทุรนทุราย เมื่อรู้ว่าเสียท่าให้เมียหลวงแล้ว นางจึงผูกอาฆาตจอง
เวรว่า

“มันทำให้กูและลูกกูตาย เกิดชาติหน้าฉันใด ขอกูได้ตามจองล้างจองผลาญมันทุกชาติ” นางตายไปเกิดเป็นแมว เมียหลวงตายไปเกิดเป็นแม่ไก่ พอแม่ไก่วางไข่ทีไร แม่เหมียวก็ย่องมากินไข่เรียบหมด เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง จนแม่ไก่มันเจ็บกระดองใจผูกอาฆาตจองเวรจุติจากภพนั้นไป แม่ไก่เกิดเป็นเสือ แมวเกิดเป็นแม่เนื้อ แม่เนื้อถูกเสือขย้ำตายทั้งแม่ทั้งลูก จึงจองเวรต่อไปอีก ตายจากภพนั้นมาเสือไปเกิดเป็นกุลธิดานางหนึ่ง แม่เนื้อไปเกิดเป็นนางยักขิณี

เมื่อนางกุลธิดาตั้งครรภ์จวนคลอด สามีพากลับไปคลอดที่บ้านเกิดของภรรยาตามธรรมเนียมโบราณ ลูกน้อยถูกนางยักขิณีจับไปกินทุกครั้ง จนครั้งที่สาม เมื่อสองสามีภรรยาเดินทางกลับบ้านหลังจากคลอดบุตรชายแล้ว เห็นนางยักขิณีแปลงตัวเป็นหญิงสาวมาขออุ้มบุตรชาย นางกุลธิดาเห็นแววตาหญิงสาวคนนี้แล้ว จำได้ว่าเป็นนางยักขิณี รีบอุ้มลูกวิ่งหนีเข้าไปยังพระเชตวัน นางยักขิณีวิ่งตามเข้าไปในวัดไม่ได้ จึงเดินเตร่อยู่นอกรั้ววัด

นางกุลธิดานำบุตรชายไปวางไว้แทบพระบาทพระพุทธเจ้ากราบทูลว่า

“หม่อมฉันขอมอบบุตรให้แด่พระองค์ พระเจ้าค่ะ ขอพระองค์ทรงคุ้มครองเธอด้วยเถิด”

พระพุทธองค์ตรัสเรียกพระอานนท์ให้ไปเรียกนางยักขิณี (ในร่างหญิงสาว) เข้ามา พระองค์ตรัสว่า

“เธอทั้งสองจองเวรจองกรรมมานับชาติไม่ถ้วนแล้ว เมื่อไหร่จะเลิกรากันเสียที เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ระงับได้ด้วยการให้อภัยซึ่งกันและกัน ต่อไปนี้ขอให้เลิกแล้วต่อกันได้ไหม” พระองค์ขอคำยืนยัน

ทั้งสองรับคำ พระองค์จึงทรงแสดงธรรมให้ทั้งสองฟัง เมื่อทรงเทศน์จบลง นางยักขิณีก็ร้องไห้โฮว่

“เมื่อข้าฯ ถือศีลแล้ว ข้าฯ ก็คงอดตาย ไม่รู้จะเอาอะไรกิน”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ไม่เป็นไร ขอให้เธอไปอยู่กับนางกุลธิดา ให้นางกุลธิดาเลี้ยงดูเธอ”

นางจึงนำนางยักขิณีไปอยู่ที่บ้าน โดยให้สิงอยู่ที่โรงกระเดื่อง (คือที่ตำข้าว) นางยักขิณีร้องทุกข์ว่าอยู่ไม่สบาย ขออยู่ที่อื่นเถอะ นางกุลธิดาจึงไปสร้างกระต๊อบให้อยู่ปลายนา และเอาอาหารไปเซ่นเสมอมิได้ขาด นางยักขิณีเมื่อได้อยู่ดีกินดีเพราะนางกุลธิดาเลี้ยงดูดี ก็คิดถึงบุญคุณ จึงกระซิบบอกว่า ปีนี้น้ำน้อย ให้ทำนาบนที่ลุ่ม ปีนั้นน้ำจะมาก ให้ทำนาบนที่ดอน

นางปฏิบัติตาม ข้าวกล้าของนางก็ให้ผลผลิตมากกว่าชาวนาอื่นๆ เมื่อถูกชาวบ้านถาม นางจึงบอกให้สร้างกระต๊อบ แล้วอัญเชิญนางยักขิณีไปอยู่เหมือนที่นางทำสิ ข้าวกล้าจะงามให้ผลสมบูรณ์ดี ชาวบ้านจึงทำตาม ศาลนางยักขิณีหรือศาลตาแฮกจึงเกิดขึ้นแพร่หลายมาตั้งแต่บัดนั้น

บทความก่อนหน้านี้‘เทพไท’ ชงปชป.ตั้งกก.ติดตามแก้รธน. ดึงคน 3 รุ่นร่วม ของดวาทกรรมขัดแย้ง
บทความถัดไป‘ดีเอสไอ’ แจ้งเตือนภัยพบบริษัทเชิญชวนปชช.ลงทุน ได้ตอบแทนสูง เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่