เดินหน้าชน : ไม่เสียเปล่า

การอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหม และ 5 รัฐมนตรี ในช่วงวันที่ 24-27 กุมภาพันธ์ที่่ผ่านมา มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ในภาพรวมของเนื้อหาไม่ค่อยเร้าใจ

ไม่สมราคาคุย ที่แกนนำพรรคเพื่อไทยตีปี๊บไว้ก่อนจะถึงวันอภิปราย

ไม่ว่า จะเป็นเนื้อหาหนักแน่น หลักฐานชัด รัฐบาลสะเทือนแน่

ทั้งยังประโคมว่า จบการอภิปรายในครั้งนี้ นายกฯ จะได้ฉายาคนบาปครองเมือง

แต่เมื่อถึงเวลาจริง กลับทำไม่ได้จริง รวมทั้งยังมีปัญหาเรื่องการบริหารเวลา การวางตัวคนอภิปราย และเกิดความคลางแคลงใจในพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน

พรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำ จึงต้องออกมาขอโทษประชาชน

ที่ทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ และความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

เมื่อนำเรื่องของการอภิปราย มาโยงกับกระแสเรื่องคุณขอมา และการซื้อตัว ส.ส. หลายคนจึงมองว่า การเมืองในสภาถอยหลัง ต่างกับการเมืองนอกสภาที่ก้าวหน้า

คือแฟลชม็อบของนิสิต นักศึกษา และนักเรียนที่ออกมา

ต่อต้านเผด็จการ และเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็ว ภายหลังพรรคอนาคตใหม่ ถูกยุบพรรค

บางสถาบันที่เคยเงียบกริบ ก็ยังออกมาเคลื่อนไหวและแสดงจุดยืน

นิสิต นักศึกษา และนักเรียนที่เคยเป็นพลังเงียบ แต่วันนี้เปลี่ยนไปแล้ว

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการปักธงทางความคิดของพรรคอนาคตใหม่

แม้พรรคอนาคตใหม่ จะมีอายุแค่ 507 วัน หรือ 1 ปี 4 เดือน 18 วัน แต่ทำงานทางการเมืองประสบความสำเร็จในหลายเรื่อง

ที่เด่นชัดคือ การปลุกหรือรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่ นิสิต นักศึกษา และนักเรียนให้หันมาสนใจการเมือง เพื่อกำหนดอนาคตของตัวเอง

ซึ่งประเด็นคนรุ่นใหม่ ทำให้พรรคอนาคตใหม่ได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว และทำให้พรรคการเมืองบางพรรค ต้องหันมาเลียนแบบ ปรับตัวให้เข้ากับกระแสคนรุ่นใหม่

พรรคอนาคตใหม่ที่ชูนโยบายหยุดการสืบทอดอำนาจ คสช. ยังได้รับการชื่นชมเรื่องความกล้าหาญ ที่เดินหน้าชนและท้าทายผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปกองทัพ การเลิกเกณฑ์ทหาร และกลุ่มทุน

การเปิดประเด็นเรื่องสนามม้า สนามมวย สนามกอล์ฟ สถานีวิทยุและโทรทัศน์ ก็ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์

การเสนอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ เพื่อศึกษาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกในอนาคต และให้ตั้งคณะ กมธ.วิสามัญ เพื่อศึกษาผลกระทบจากการ

กระทำประกาศและคำสั่งของ คสช.และการใช้อำนาจของหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 ก็เป็นผลงานของพรรคอนาคตใหม่

แม้ว่าที่ประชุมจะลงมติไม่เห็นด้วยกับการตั้ง กมธ. แต่ก็เป็นปลุกให้สังคมเห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร

พรรคอนาคตใหม่ ยังชี้ให้เห็นการทำงานของบางองค์กร โดยตั้งข้อสงสัยต่อสังคมว่า สองมาตรฐานหรือไม่

แฟลชม็อบที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นว่า เวลา 507 วันของพรรคอนาคตใหม่ ไม่เสียเปล่า

การเมืองนอกสภาวันนี้ จึงน่ากลัวว่า การเมืองในสภา

รัฐบาลที่เสียง ส.ว.หนุน ยังสามารถคุมเสียงข้างมากได้แล้ว

สถานการณ์แฟลชม็อบทางการเมืองในขณะนี้ ไม่มีใครตอบได้ว่า จะจบหรือบานปลายอย่างไร

ถ้ารัฐบาลปล่อยให้แสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย

ก็เชื่อว่า สถานการณ์จะไม่ยืดเยื้อ หรืออาจจุดไม่ติด

แต่หากกลุ่มนิสิตนักศึกษาเห็นอะไรที่ไม่ยุติธรรมเพิ่มขึ้นอีก ก็เชื่อว่า ปัญหาก็คงไม่จบง่ายๆ

ยิ่งถ้ามีการข่มขู่ คุกคาม กดดัน หรือมีการดำเนินคดี

ก็เหมือนเป็นการเติมเชื้อไฟให้ลุกโชนขึ้น

จึงขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจรัฐว่าจะเลือกวิธีไหน

ทรงพร ศรีสุวรรณ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ดีเจอ้อย’ โพสต์แสดงเจตนารมณ์ ไม่ขอรับแจกหน้ากากอนามัย หวังให้แพทย์-พยาบาลได้ใช้อย่างเพียงพอ
บทความถัดไปชาวบ้านเมืองปทุมฯโวย ผู้รับเหมาวางท่อประปาไม่ฝังกลบ เกิดอุบัติเหตุหลายครั้งแล้ว