วิกฤตวัยกลางคน Midlife Crisis (1)
โอกาส‘ลอกคราบ เติบโต และตื่น’ของชีวิต
มีหลายคนที่กำลังค้นหาความหมายของชีวิต และยังสนุกกับการแสวงหาศักยภาพต่างๆ เพื่อเติมเต็มความต้องการภายใน แต่อีกหลายคนที่เริ่มมีอายุเข้าสู่ช่วงวัยกลางคน อาจจะพบว่ากำลังมีวิกฤตทางสภาวะอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นพลังชีวิตที่ดูเฉื่อยและช้าลง เริ่มมีสิ่งรบกวนจิตใจที่จัดการได้ยาก แม้แต่อาจเกิดเหตุการณ์ที่พลิกผันจนตั้งตัวไม่ติด เช่น ความสัมพันธ์ขัดแย้ง, อุบัติเหตุเล็กๆ จนถึงร้ายแรง หรือโรคภัยไข้เจ็บ เป็นความรู้สึกถึงการพบกับความพังทลาย ส่งผลให้หมดกำลังใจ เหมือนมองเห็นแต่ความตีบตัน พบแต่ความสับสนว่าจะไปทิศทางไหนดี เพราะความทุกข์ไม่แสดงตัวชัดเจนว่าต้องการอะไรจากเรา มีแต่คำถามว่า ทำไมต้องเกิดขึ้นกับฉันด้วย..?
ครึ่งแรกของวัยผู้ใหญ่มาจนวัยกลางคน เรามักจะมีสิ่งเหนี่ยวนำจากระบบความเชื่อในสังคม ระบบครอบครัวและวัฒนธรรม ชักชวนให้เราตามหาคุณค่าทางกายภาพและจิตใจมาครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นการงานรายได้งาม รถคันสวย ความสามารถได้รับการยอมรับ มี “ชื่อเสียงบารมี” แต่ในอีกทิศทางหนึ่ง คำเชิญชวนเหล่านี้อาจกำลังแยกเราให้ห่างจาก “ความต้องการที่จะใช้ชีวิตอย่างแท้จริง” หนทางแห่งการค้นพบการดำรงอยู่ที่ลึกซึ้งขึ้น เป็นที่ทางในส่วนลึกที่คอยส่งเสียงเพรียกและสัญญาณถึงจิตใจของเราเอง และอาจจะกำลังเผยตัวผ่านวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่เรียกว่า “วิกฤตวัยกลางคน”
หากเรามีโอกาสทำความเข้าใจกระบวนการทางจิตใจที่กำลังส่งข้อความให้เราย้อนมองเข้ามายังส่วนลึกของชีวิตตน “วิกฤตวัยกลางคน” จะดูมีความหวังมากกว่าเป็นเพียง “ภาพแห่งการพังทลาย” แต่คือบทเรียนภาคต่อจากครึ่งแรกของชีวิต การทำความเข้าใจช่วงวัยกลางคนจะช่วยให้เราเห็นความเป็นไปได้ทั้งหมด วาระการจบลงของตัวตนหรือบุคลิกภาพต่างๆ ที่เราเคยเป็นมา และการเกิดใหม่ของตัวตนต่างๆ ที่รอการเผยปรากฏ เสมือนเป็นการค้นพบพรแห่งชีวิตที่รอเราอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง
การเกิดใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย บางทีเราแทบไม่มีอำนาจต่อกรใดๆ เมื่อเกิดวิกฤตชีวิตขึ้น เมื่อเราศิโรราบกับปริศนาที่กำลังท้าทายการเปลี่ยนแปลง ยอมจำนนต่อความไม่แน่นอน บางคนมองว่าเป็นหายนะและความน่ากลัวที่ต้องหลีกหนีห่าง เพราะความไม่แน่นอนในชีวิต เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และส่วนใหญ่การเปลี่ยนแปลงมักจะมาโดยที่เราไม่ได้เต็มใจ คอยผลักเราให้ออกจากขอบเขตความปลอดภัยและความสะดวกสบายที่คุ้นชิน เหมือนเรากำลังหลงทางอยู่ในป่ามืด
ดันเตเคยกล่าวไว้ว่า “หากเรามีความตั้งใจจะเขย่ารากลึกของเราเอง มันควรจะรู้สึกถึงความยาก เราควรสงสัยว่าทำไมเราถึงมาที่นี่ และไม่ว่าเราจะมาถูกทางไหม เรากำลังได้รับประสบการณ์ที่น่าเบื่อและปนไปด้วยความไม่พอใจ ความกลัว แม้แต่ความสิ้นหวังในชีวิต และอาจรวมถึงความสับสนในสิ่งที่เราต้องทำเกี่ยวกับวิกฤตนี้”
ช่วงครึ่งแรกของชีวิต อาจจะมีแรงขับดันมาจากรอบทิศโดยที่เราไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามมากมาย เหมือนรถคันใหม่ที่มีน้ำมันพร้อมออกเดินทาง แต่เมื่อมาถึงครึ่งทาง ไม่ว่าเราจะพิชิตความสำเร็จมามากน้อยเพียงใด เราแทบไม่เคยจินตนาการว่าชีวิตจะไปถึงจุดใด จนเราเริ่มรู้สึกว่าล้อของรถเริ่มสึก และเริ่มตระหนักว่าการเดินทางครึ่งแรกของชีวิตกำลังจะจบลง การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ อารมณ์ จิตใจ และชีวิตใหม่รอเราอยู่อีกด้านหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง และอาจแตกต่างจากที่เราเคยใช้ชีวิตมา
สาสน์ที่กำลังเชื้อเชิญเราให้เดินทางต่อ คือการบอกให้เราเปลี่ยนจุดศูนย์ถ่วง จากเป้าหมายภายนอกมาสู่เป้าหมายของแก่นกลางจิตใจ ไถ่ถามเราว่า “เราคือใคร?”, “เราปรารถนาสิ่งใดกันแน่?” ซึ่งเราแต่ละคนจำเป็นต้องหาทางเดินผ่านช่วงกึ่งกลางชีวิตต่อไปด้วยความสร้างสรรค์ ค้นหา “พรที่ซุกซ่อนภายใน”
ครึ่งแรกของชีวิตคือบทเรียนแรกในการลงสู่สนามชีวิต เพื่อตอบสนองกฎกติกาทางสังคม เช่น เรียนรู้ความโกรธในตนเอง ฝึกควบคุมอารมณ์ เพื่อไม่ให้ไปทำร้ายคนอื่น เรียนรู้วิธีรับมือกับการเผชิญหน้ารูปแบบต่างๆ เพราะทำให้เราสามารถรับใช้สังคม เอื้อประโยชน์ต่อคนอื่นได้ นอกเหนือจากคนในครอบครัว
แต่จุดกึ่งกลางของชีวิตจะต่างออกไป เพราะมักจะพ้นจากการเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของผู้อื่นหรือสังคม แต่เกี่ยวกับการเดินทางเพื่อค้นพบตนเอง ไม่ผูกพันกับกฎกติกาที่เป็น “พันธะทางสังคม”
ณ ช่วงวัยกลางคน เรามักจะมีบุคลิกภาพที่เอื้อให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความลี้ลับของจิตใจ ทัศนคติการมองโลก และภาระผูกพัน ซึ่งทำให้เรามีโอกาสปรับตัวและตั้งคำถามต่อชีวิตของตนเองอย่างตรงไปตรงมามากขึ้น แต่ไม่ได้หมายถึงการละเลยผู้คนหรือสังคม ยิ่งเราก้าวข้ามผ่านความขัดแย้งทางจิตใจไปได้ เรากลับจะมีคุณภาพของความรับผิดชอบต่อสังคมที่สูงขึ้น และเติมเต็มชีวิตอย่างมีความหมายลึกซึ้งกว่าที่เคยเป็นมา เอื้อประโยชน์ต่อผู้อื่นมากกว่าการปฏิบัติไปตามภาระผูกพัน เราจะไม่หลีกเลี่ยงผลจากการ
กระทำของตนเอง หรือกันตัวเองออกจากการเผชิญความเสี่ยง
ในการเติบโตช่วงครึ่งแรกของชีวิต ตัวตนของเรามักจะไม่ตระหนักถึงความโหดร้ายของชีวิต เพราะเราต้องการพิชิตเป้าหมายต่างๆ แต่วัยกลางคนเป็นช่วงเวลาของการแยกอารมณ์ความรู้สึกออกจากแรงขับต่างๆ ภายในตนเอง และกระบวนการเปลี่ยนแปลงในวัยกลางคนช่วงแรกๆ คือ การค่อยๆ ปลดตัวเองออกจากภาระผูกพันที่เคยรัดรึงเราไว้อย่างเหนียวแน่น เป็นการแยกแยะทางความนึกคิด เพื่อทบทวนเหตุปัจจัยที่มาของความต้องการต่างๆ ในชีวิต เช่น การที่เราเคยอยู่ในครอบครัวที่ยากจน มันคือความลำเค็ญ เมื่อเราเริ่มทำงาน จึงพยายามสร้างฐานะเพื่อจะได้ไม่ลำบากอย่างเช่นในอดีต
แม้จุดเริ่มต้นในการทำความเข้าใจสาระและต้อนรับวัยกลางคนที่ผ่านมากับวิกฤต จะดูลี้ลับซับซ้อน แต่ข่าวดีคือ เมื่อตัวตนที่เรายึดว่าเป็นเรากำลังพังทลายลงอย่างกะทันหัน สภาวะพังทลายนี่เองจะช่วยให้เราตระหนักถึงความสำคัญในชีวิตและธรรมชาติที่แท้จริงของเราได้ นั่นหมายถึงโอกาสที่เราจะเดินเข้าไปพบกับพื้นที่ส่วนลึกของจิตใจนั่นเอง
(ถอดความจากหนังสือ Hidden Blessings (Midlife Crisis as a spiritual awakening), Jett Psaris, PhD)
ญาดา สันติสุขสกุล
www.thaissf.org, twitter.com/jitwiwat

