หน้าแรก บทความ ดุลยภาพ ดุลยพ...

ดุลยภาพ ดุลยพินิจ : ชนชั้นนอกลัทธิวัตถุนิยม โดย ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์

25.02.22 | 13:49 น.
จิตรกรรมฝาผนังศาลาการเปรียญวัดเชิงท่า พระนครศรีอยุธยา พระเวสสันดรเสด็จกลับพระนคร ผู้หญิงค้าขาย ผู้ชายชนไก่ โอกาสทางเศรษฐกิจเปลี่ยนสถานะทางสังคมได้

ความเหลื่อมล้ำสร้างปัญหาความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมของปุถุชนชาวโลก อำนาจทางเศรษฐกิจสร้างอำนาจทางการเมืองและสังคม อำนาจทางการเมืองและสังคมก็จำกัดเงื่อนไขความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจได้

ชนชั้นเป็นลักษณะร่วมของบุคคลจำนวนมากมายในทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคม ซึ่งมิติเหล่านี้มักมีความสัมพันธ์ที่ร่วมกันภายในกลุ่ม ส่วนชนชั้นที่ต่างระดับกันจะมีความสัมพันธ์ต่อกันแต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม

ชาวโลกตะวันตกเคยมีระบบศักดินา ทาส และอาณานิคม และมักรู้จักชนชั้นจากความมั่งคั่งและสีผิว ฝ่ายทุนนิยมมักอ้างว่าความเหลื่อมล้ำมาจากความสามารถที่แตกต่างกัน และในระยะยาวความเหลื่อมล้ำจักน้อยลง ส่วนการแบ่งแยกสีผิวในทางปฏิบัติมักมีอิทธิพลต่ออาชีพและงานในองค์กร เช่น งานบริหาร งานปกครอง งานเทคนิค หรืองานกรรมกร

ชาวโลกตะวันออกรู้จักคำว่าชนชั้นจากบทบาททางสังคมแต่ก็ได้รับอิทธิพลจากชาวตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ สุดทางด้านหนึ่ง ได้แก่ความเชื่อมั่นของชาวฮินดูในระบบวรรณะ โอกาสทางเศรษฐกิจถูกจำกัดโดยระบบวรรณะที่เข้มงวด ช่องว่างเคยเป็นแบบไหนก็ให้เป็นแบบนั้น

พระพุทธศาสนาเห็นสภาพทางชนชั้นตามความเป็นจริงและไม่แบ่งชนชั้น มนุษย์เกิดจากมนุษย์เสมอกัน แตกต่างกันที่ความประพฤติ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมตามความพร้อมต่อธรรม แม้แต่ภาษาคนที่ใช้บัญญัติคำสอนก็เปิดกว้างไม่ให้เป็นของชนชั้นหนึ่งใด

Advertisement

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้สังคมเกิดความเหลื่อมล้ำจนกลายเป็นชนชั้น ลัทธิวัตถุนิยมประวัติศาสตร์เคยให้คำตอบได้เลื่องลือและส่งผลสะเทือนที่สุด

คาร์ล มาร์กซ์ เป็นบิดาแห่งลัทธิวัตถุนิยมประวัติศาสตร์และจริงจังในประเด็นนี้ ความเหลื่อมล้ำมีลำดับทางประวัติศาสตร์และมาจากการขูดรีดส่วนเกินจากปัจจัยการผลิต ชนชั้นที่ขูดรีดต้องการรักษาสถานะที่เป็นอยู่ ชนชั้นที่ถูกขูดรีดต้องการสังคมใหม่ การต่อสู้ทางชนชั้นจึงเกิดขึ้น

มาร์กซ์มองว่าโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นฐานที่กำหนดโครงสร้างส่วนบนที่เหลือ อำนาจเศรษฐกิจจะมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการเมืองและสังคม แรงงานคือผู้สร้างผลผลิตแต่ผลประโยชน์กลับตกอยู่กับนายทุน การขูดรีดส่วนเกินจากผู้ใช้แรงงานคือเนื้อแท้ของระบบทุนนิยม การต่อสู้ทางชนชั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงความรุนแรงและจะทำให้สังคมของชนชั้นกรรมาชีพเข้ามาแทนที่

การขับเคี่ยวระหว่างด้านหลักทั้งสองจนเกิดสิ่งใหม่ขึ้น ทำให้มาร์กซ์เรียกวิธีคิดนี้ว่าวัตถุนิยมวิภาษวิธี

เลนินได้นำลัทธิวัตถุนิยมประวัติศาสตร์มาชี้นำการปฏิวัติรัสเซีย เลนินย้ำถึงการต่อสู้ทางชนชั้นว่ามาจากความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์

กลุ่มที่มีเหมาเจ๋อตงเป็นผู้นำใช้ลัทธิมาร์กซ์-เลนินและวิภาษวิธีชี้นำการปฏิวัติจีนด้วยการรวมพลังภายในชาติและยอมรับว่าชนชั้นมีความแตกต่างตามภววิสัยของสังคมจีนเอง นายทุนจีนมีทั้งนายทุนน้อย นายทุนชาติและนายทุนนายหน้า สังคมมีลักษณะกึ่งศักดินากึ่งเมืองขึ้น ขั้นตอนทางประวัติศาสตร์มีการแบ่งย่อยและสามารถข้ามลำดับการปฏิวัติได้

แนวคิดว่าด้วยชนชั้นและการต่อสู้ทางชนชั้นเคยก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในหลายประเทศและมีการปรับใช้ตามสภาพเงื่อนไข ความเชื่อหลักคือ การมีชนชั้นที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน แรงกดนำไปสู่แรงดัน และการคลอดสังคมใหม่ต้องผ่านความรุนแรงเท่านั้น

ในแนวคิดของมาร์กซ์ หัวใจของความขัดแย้งทางชนชั้นคือการขูดรีดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความเป็นชนชั้นมีความแข็งกระด้างเพราะชนชั้นผู้กดขี่ต้องรักษาสถานะที่เหนือกว่าไว้

ลัทธิวัตถุนิยมแบบทุนนิยมเสรีมองแตกต่างออกไปว่าความเหลื่อมล้ำเป็นธรรมชาติ และเป็นไปตามความหายากง่ายของปัจจัยการผลิตที่ถือครอง ถ้าแรงงานขาดแคลน ค่าจ้างก็ย่อมสูงขึ้น

ในปัจจุบัน ระบบทุนนิยมยังคงเป็นระบบที่สร้างความเหลื่อมล้ำอย่างยิ่งโดยไม่ต้องมีสีสันวรรณะ ทว่าทฤษฎีของมาร์กซ์ก็ลดอิทธิพลไปมาก แรงงานมีความหลากหลายมากขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีขนานใหญ่ องค์กรธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปทั้งทางด้านการจัดการและภาพลักษณ์ที่มีต่อสังคม ความเป็นเจ้าของทุนและการเป็นฝ่ายจัดการก็ซับซ้อนมากขึ้น

นักธุรกิจ นายทุนและแรงงานชั้นฝีมือต่างๆ ในสาขาการผลิตส่วนใหญ่ก็มีความเป็นพันธมิตรมากกว่าที่จะเป็นปฏิปักษ์กันเหมือนอย่างที่เคยเป็นในสมัยของการปฏิวัติอุตสาหกรรม มีชนชั้นที่ร่ำรวย ชนชั้นกลาง และชนชั้นที่ยากจน ซึ่งหาลักษณะร่วมได้ไม่ง่ายเหมือนยุคอดีต

ระบบชนชั้นมีภาพลักษณ์ที่ชัดในอินเดีย ระบบวรรณะมีตรรกแบบจิตนิยมซึ่งโยงกับพระผู้เป็นเจ้าแต่ก็มีความเป็นวัตถุนิยมในแง่ที่อาศัยการกระทำของกายภายนอก เช่น อาชีพ ภาษา และพิธีกรรม ในดินแดนอื่นไม่มีระบบวรรณะแต่มีระบบชนชั้นที่อาจยืดหยุ่นตามสภาพท้องถิ่นและโอกาสทางเศรษฐกิจ มีการยกย่องรังเกียจสีผิว เพศ อาชีพ ฐานะความมั่งคั่ง ความทันสมัย และความเป็นชาติแตกต่างกันไป

จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดดุสิดารามวรวิหาร
โทณพราหมณ์แบ่งพระบรมธาตุให้กษัตริย์และพราหมณ์
พระอินทร์อัญเชิญพระเขี้ยวขวาบนให้ชาวสวรรค์ ส่วนอื่นมีให้แก่ชนอื่นๆ
โทณพราหมณ์เป็นพราหมณ์อนาคามีบุคคลและน่าจะมาจากแคว้นโกศล
พราหมณ์เป็นครูของทุกวรรณะ

ระบบวรรณะเป็นสิ่งที่ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับประวัติศาสตร์ของอินเดียมาช้านานโดยเชื่อกันว่าแต่ละวรรณะทำหน้าที่ตามที่ได้รับมาจากพระผู้เป็นเจ้า พราหมณ์พระเวทได้ดึงลัทธิพราหมณ์โบราณก่อนพุทธกาลเข้าไว้ด้วยแล้วเรียกว่าฮินดูหรือสินธุ ระบบวรรณะอย่างฮินดูจึงมีส่วนผสมของการสอนมิให้เบียดเบียนและรุนแรงต่อกัน มีความกรุณาต่อผู้ที่ต่ำต้อยกว่าแต่วรรณะที่ต่ำจักต้องยอมรับสถานะนั้นเสมอ ห้ามผ่าเหล่าข้ามเส้นวรรณะที่กำหนดไว้

ศาสนาฮินดูให้หลักว่า วรรณะทั้งสี่มาจากอวัยวะของพระพรหม พราหมณ์มาจากพระโอษฐ์ กษัตริย์มาจากพระอุระ แพศย์มาจากพระเพลา และศูทรมาจากพระบาท จัณฑาลอยู่นอกออกไป

พระพุทธศาสนามีการบันทึกที่ช่วยให้รู้ที่มาของระบบวรรณะว่าเดิมทีนั้น วรรณะเริ่มต้นจากการแบ่งบทบาทกันในทางสังคมโดยมีพัฒนาการในโลกของวัตถุและจริยธรรมมาอย่างยาวนาน

เมื่อสังคมเริ่มมีการแบ่งบทบาท กษัตริย์เป็นผู้ปกครองเพื่อความสุขของสังคม พราหมณ์มุ่งละอธรรมซึ่งมีทั้งพวกที่อาศัยจิตตภาวนาและที่แต่งคัมภีร์ แพศย์แบ่งเป็นแผนกๆ เพื่อการค้า ส่วนพวกศูทรทำให้หน้าที่เลี้ยงสัตว์ ทุกคนที่มุ่งต่างกันล้วนมีกำเนิดเสมอกัน มิได้เป็นอธรรม

บุคคลใน 4 จำพวกนี้ต่อมามีการสละเรือนออกบวชจึงเกิดสมณมณฑลขึ้น เมื่อเป็นสมณะแล้วก็ละทิ้งหน้าที่หรือวรรณะดั้งเดิมของตน ไม่มีการจำกัดหรือแบ่งแยกวรรณะอีก ต่อมามีนักบวชจำนวนหนึ่งที่เคยออกจากเรือนปฏิบัติทางจิตแล้วไม่สำเร็จภายหลังได้สร้างคัมภีร์พระเวทขึ้น

ชะรอยว่าเมื่อคัมภีร์พระเวทเป็นที่นิยม และได้รับการผลักดันจากพวกพราหมณ์พระเวทซึ่งเป็นที่ยกย่อง ความเป็นประเภทหน้าที่ที่มุ่งแตกต่างกันก็กลายเป็นชนชั้นวรรณะอันเหนียวแน่น

สังคมก่อนพุทธกาลเชื่อในวรรณะ ส่วนใหญ่เชื่อตามคัมภีร์พระเวท วรรณะถูกมองว่าเป็นโดยกำเนิดหรือตามอาชีพของวงศ์ตระกูล การละเมิดวรรณะเป็นการละเมิดกฎเหล็กซึ่งได้ทำให้เกิดพวกจัณฑาลขึ้นมา

ระบบวรรณะนอกพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาลยังไม่ถึงกับมีเพียงวรรณะทั้งสี่แบบพระเวทเท่านั้น ฤาษีดาบส เช่น สำนักอาฬารดาบส และสำนักอุทกดาบส เป็นส่วนที่ยอมรับไตรเพท ลัทธิในแคว้นมคธส่วนใหญ่ซึ่งเป็นพวกอาชีวกและนิครนถ์มิได้สอนตามนั้น

พราหมณ์พระเวทสอนความสูงต่ำของวรรณะอันละเมิดมิได้ ในสมัยพุทธกาลมีการสอนว่าพราหมณ์มีวรรณะสีขาว ส่วนวรรณะอื่นๆ ทั้งหมดล้วนมีสีดำ แม้แต่กษัตริย์ที่เคยถือว่าเป็นยอดของพวกที่เชื่อในชาติตระกูล นี้นับเป็นการจัดชั้นวรรณะที่ชัดยิ่งขึ้นในทางจิตวิญญาณของสังคม

ในฉฬาภิชาติยสูตร ปูรณกัสสปะซึ่งเป็นอาชีวกและเป็นเจ้าลัทธิรายหนึ่งในกรุงราชคฤห์สอนว่าบุคคลมี 6 อภิชาติ ได้แก่ ชาติดำ ชาติเขียว ชาติแดง ชาติเหลือง ชาติขาว และชาติขาวจัด

พวกที่ทำงานหยาบ เช่น ฆ่าสัตว์ จับสัตว์ ปล้นขโมย เพชฌฆาต และคุมเรือนจำมีชาติดำ พวกนักบวชที่เป็นภิกษุ และเชื่อเรื่องกรรมและกิริยาเป็นพวกชาติเขียวซึ่งเอนไปทางดำ พวกนิครนถ์ซึ่งเปลือยไม่หมดมีชาติแดง สาวกของนิครนถ์ที่นุ่งห่มขาวและสาวกของอาชีวกมีชาติเหลือง แต่อาชีวกมีชาติขาว ส่วนเจ้าลัทธิอาชีวก เช่น มักขลิโคศาลมีชาติขาวจัดซึ่งปูรณกัสสปะนี้เคยเป็นศิษย์ของมักขลิโคศาล มักขลิโคศาลเกิดในตระกูลทาส และเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกันกับนิครนถ์นาฏบุตร

การแบ่งแยกวรรณะมีปรากฏหลายแห่งในพระสูตร มีวรรณะที่ต่ำสูงเป็นชั้นๆ พวกทาสีและศูทรถูกรังเกียจอย่างยิ่ง ชาวพุทธไม่ยอมรับการแยกบุคคลตามกำเนิด อาชีพ ปฏิบัติพิธี และภาษาที่ใช้

พระพุทธองค์ทรงประทานความสว่างว่า ความแตกต่างของมนุษย์อยู่ที่การกระทำและความประพฤติ ผู้ที่เกิดวรรณะดำหรือชาติดำอาจประกอบธรรมที่ดำหรือขาวก็ได้ หรืออาจจะไม่ดำไม่ขาวก็ได้ ผู้ที่เกิดวรรณะหรือชาติขาวก็เป็นเช่นเดียวกัน

พระมหากัจจายนะเคยคลายข้อสงสัยของกษัตริย์พระองค์หนึ่งที่สดับมาว่าพราหมณ์มีวรรณะขาวเพราะมาจากโอษฐ์ของพระพรหม และวรรณะอื่นมาจากอวัยวะที่ต่ำกว่าจึงมีวรรณะดำ ท่านกล่าวว่าคำสอนเหล่านั้นเป็นเพียงคำโฆษณาให้เชื่อ

ในทางพระพุทธศาสนา ชนชั้นในโลกทางวัตถุไม่มีแก่นสารและแปรเปลี่ยนได้ ธรรมเป็นเรื่องเฉพาะตนอันมีที่สุดเป็นอนัตตา บุคคลที่เรียกกันว่าอยู่ในชนชั้นนั้นชนชั้นนี้นั้นอาจมีความประพฤติในทางธรรมหรืออธรรมก็ได้ ผู้ที่ถูกเบียดเบียนหรือเหยียดย่ำว่ามีชนชั้นที่ต่ำต้อยกว่าจึงไม่ควรสืบต่อความคิดอันหยาบให้เกิดความเร่าร้อนแก่ตน

ในแง่ของการเข้าหาธรรมอันประณีต ท่านพระอาจารย์หลวงปู่ทิวา อาภากโรตั้งข้อสังเกตว่าโลกมนุษย์มีทั้งทุกข์และสุขให้เห็น เมื่อเห็นทุกข์ก็อยากหนีจากทุกข์ ชนชั้นกลางมักเผชิญทั้งสุขและทุกข์ ชนชั้นสูงมีความสุขสบายมากเกินไปและมักคิดว่าทุกสิ่งเป็นนิรันดร์จึงไม่สนใจธรรม ในขณะที่ชนชั้นล่างต้องดิ้นรนอยู่กับปากท้อง เมื่อมีเวลาที่คลายจากความทุกข์จึงจะมีโอกาสปฏิบัติ

ชาวพุทธแบ่งโลกและจักรวาลเป็นภพภูมิตามคุณภาพของจิต ในทางธรรมชนชั้นเป็นสภาพความเป็นไปของสัตว์โลก การแยกชนชั้นมาจากการเสพหรือพัวพันเหล่าธรรมที่แตกต่างกัน ความพัวพันก็คือการเกาะภพติดชาติ

พระพุทธองค์ตรัสว่าผู้เสพย่อมติดนิสัยของผู้ถูกเสพเหล่านั้น