การเมืองภาคใต้ – หนังสือ ชาติเมื่อวายชนม์: อุดมการณ์รัฐไทยในอนุสรณ์ฯ ผู้ดับสูญ ของ พรชัย นาคสีทอง นับเป็นงานศึกษาชิ้นสำคัญล่าสุดที่นำหนังสืออนุสรณ์งานศพ หรือ “หนังสือแจก” มาเป็นวัตถุศึกษาเพื่อทำความเข้าใจจินตนาการของ “คนใต้” ภายใต้ระบอบชาติไทย ผ่านระยะเวลากว่าเก้าทศวรรษ (พ.ศ.2460-2550) ในกรณีของหนังสืออนุสรณ์งานศพในภาคใต้ ซึ่ง พรชัย นาคสีทอง ได้ศึกษาไว้ พบว่าชีวประวัติของผู้วายชนม์จำนวนมากถูก “แต่ง” ให้อยู่ในกรอบของคุณค่ารัฐ เช่น ความซื่อสัตย์สุจริต หรือการเสียสละเพื่อส่วนรวม ทั้งที่ชีวิตจริงของบุคคลเหล่านั้นอาจซับซ้อน หรือไม่ได้มีความสัมพันธ์กับรัฐไทยในลักษณะดังกล่าวเลยก็ตาม ตามแนวคิดของเบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน “ชาติ” คือ จินตกรรม (imagined community) ที่สมาชิกเชื่อว่าตนมีสายสัมพันธ์กับผู้คนมากมายซึ่งไม่เคยรู้จัก แต่ยังรู้สึกว่าทุกคนคือเพื่อนร่วมชาติ ในกรณี “คนใต้” ความเป็นไทยจึงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเอง หากเป็นสิ่งที่ต้องใช้ ชุมชนจินตกรรมร่วม ผ่านเครื่องมือของรัฐ เช่น แผนที่ ภาษา ธงชาติ หนังสือเรียน หรือแม้แต่หนังสืองานศพ ซึ่งทำหน้าที่ผลิตซ้ำความเป็นชาติให้แนบแน่นกับชีวิตของคนในชายขอบ
งานศึกษาชิ้นนี้ให้ภาพของ “คนใต้” ที่เน้นไปยังประชากรในพื้นที่ฝั่งอ่าวไทยเป็นหลัก ซึ่งส่งผลให้คนใต้กลุ่มดังกล่าวมีประวัติศาสตร์และสำนึกคิดที่สะท้อนลักษณะของความเป็นตัวแทนของรัฐไทยอย่างชัดเจน แตกต่างจากคนใต้ในพื้นที่ฝั่งอันดามันและพื้นที่มลายู (ตามหลักเกณฑ์การแบ่งพื้นที่ในตอนที่ 1) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของตนเอง ไม่เพียงเท่านั้น ประเด็นพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ วิถีการดำรงชีวิต ตลอดจนรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในแต่ละพื้นที่ ก็ยังปรากฏความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ นั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา ที่อาจจะเรียกได้ว่า “อัตลักษณ์คนใต้”
หากทว่าในปัจจุบัน สถาบันการเมืองในไทยก็เผชิญกับพลวัตของการเปลี่ยนแปลง ทั้งในเชิงอำนาจอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดยเฉพาะภายใต้กรอบโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นมรดกทางการเมืองจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ได้จัดระเบียบอำนาจทางการเมืองผ่านกลไกต่างๆ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ (จากประชาชน) รัฐสภา พรรคการเมือง และระบบเลือกตั้ง เป็นต้น
โครงสร้างเหล่านี้ได้ส่งผลต่อการปรับตัวของผู้เล่นทางการเมืองในหลายระดับ ทว่าสิ่งที่เร่งเร้าและมีผลกระทบอย่างลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นคือ ปัจจัยนอกระบบ เช่น ระบบตลาดใหม่ เศรษฐกิจทุนนิยม เทคโนโลยี และการเกิดขึ้นของประชากรรุ่นใหม่ ซึ่งได้เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของ “ตลาดการเมือง” อย่างมีนัยสำคัญ จนทำให้ผู้ประกอบการทางการเมืองรุ่นเดิมหลายรายไม่สามารถปรับตัวได้ทัน
หลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนก็คือ ผลการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562 และ 2566 ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งเคยเป็นฐานเสียงเดิมของพรรคการเมืองแบบอนุรักษนิยม แต่กลับถูกท้าทายอย่างรุนแรงจากพรรคการเมืองใหม่
อย่างไรก็ดี ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลับไม่ปรากฏชัดในระดับการเมืองท้องถิ่น ผลการเลือกตั้งท้องถิ่นปี 2568 ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าอำนาจยังคงอยู่ในมือของผู้ประกอบการทางการเมืองชุดเดิมแทบทั้งหมด หรือเรียกกันภาษาสื่อสารในปัจจุบันคือ “บ้านใหญ่” ยังครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ โดยไม่มีพื้นที่เปิดให้กับผู้เล่นหน้าใหม่ ไม่ว่าจะในระดับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หรือเทศบาล ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา
กล่าวให้ถึงที่สุดปรากฏการณ์ที่เห็นอยู่ในพื้นที่ภาคใต้เวลานี้ ที่ผลการเลือกตั้งระดับชาติกับระดับท้องถิ่นวิ่งสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง มิใช่เรื่องน่าประหลาดใจ หากแต่เป็นเครื่องสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมในรูปแบบที่ซับซ้อนและย้อนแย้ง ในภาษาวิชาการอาจจะเรียกว่า “พลวัต”
ในระดับชาติ เราอาจเห็นได้ว่าความเคลื่อนไหวของสังคม ได้เริ่มแทรกเข้ามาในสนามอำนาจอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงในฐานะผู้ตาม หากแต่เป็นผู้เรียกร้อง เจรจา ตรวจสอบ ตั้งคำถาม และแม้กระทั่งท้าทายอำนาจรัฐแบบเก่า ด้วยวิธีการต่างๆ นานา ที่ผู้มีอำนาจเดิม เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่เคยเจอมาก่อน เช่น การล้อเลียน การทำให้เป็นเรื่องตลก โดยเฉพาะจากคนรุ่นใหม่ ผู้ที่เกิดและเติบโตมากับโลกที่รัฐไม่มีอภิสิทธิ์ผูกขาดความจริงอีกต่อไป พวกเขาสื่อสารกันเอง รู้ข่าวกันเองคิดกันเอง และที่สำคัญที่สุด วิพากษ์ ตรวจสอบกันเอง
แต่ในระดับท้องถิ่นกลับไม่เป็นเช่นนั้น ที่นั่น อำนาจมิได้อยู่ในมือของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่เกาะเกี่ยวอยู่กับเครือญาติ ระบบอุปถัมภ์ เครือข่ายทางสังคม และความสัมพันธ์ที่ต่อรองกันด้วยน้ำใจ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และบางทีก็เงินทอง ผู้ลงสมัครหน้าใหม่อาจมีนโยบายที่ดี พูดจาคล่องแคล่ว ทัศนคติสมัยใหม่เพียงใด แต่หากไม่ใช่ “คนของเรา” ก็ยากที่จะฝ่าด่านความรู้สึกนึกคิดที่ผูกพันกับสายสัมพันธ์เก่าๆ ได้
อำนาจในระดับท้องถิ่นจึงไม่ได้ตั้งอยู่บนอุดมการณ์ หากแต่อิงอยู่กับสิ่งที่จับต้องได้มากกว่า เช่น การช่วยหางานให้ลูก การสร้างถนนให้หมู่บ้าน หรือเพียงแค่เป็นคนที่ “โหม๋เรา หยัดได้” (โหม๋เรา = พรรคพวก) และ (หยัดได้ = ไว้วางใจได้) ซึ่งทั้งหมดนี้คือเงื่อนไขของสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่าระบบอุปถัมภ์ เพราะฉะนั้น แม้รัฐในระดับชาติจะถูกรุกไล่โดยกระแสของสังคมที่ตื่นตัว แต่รัฐในระดับท้องถิ่นกลับผนวกตัวเข้ากับสังคมในลักษณะที่แนบแน่นจนแยกไม่ออก และนั่นทำให้การเมืองท้องถิ่นยังคงดำรงอยู่ในรูปเดิมได้อย่างมั่นคง ถึงแม้โลกภายนอกจะเปลี่ยนไปเพียงใดก็ตาม
เมื่อมองย้อนกลับไปยังการเลือกตั้งท้องถิ่นในภาคใต้ที่ผ่านมา เราจะพบข้อสังเกตบางประการที่มิใช่เพียงรายละเอียดปลีกย่อยของกระบวนการเลือกตั้ง หากแต่สะท้อนโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ดำรงอยู่ในพื้นที่มานาน และไม่ง่ายที่จะขยับเปลี่ยน แม้กระแสของการเมืองระดับชาติจะส่งแรงสะเทือนเข้ามาในพื้นที่ของโลกออนไลน์ ทั้งในลักษณะที่ส่งเสริมและในทางที่บั่นทอนก็ตามที
สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดคือ ผู้ที่ลงสมัครในตำแหน่งนายก อบจ. และเทศบาลในหลายจังหวัด ยังคงเป็นกลุ่มคนหน้าเดิม ผู้ที่มีประสบการณ์ในสนามการเมืองท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน หรือเป็นทายาทของเครือข่ายการเมืองในพื้นที่ ซึ่งไม่ได้เพียงแค่ “รู้จักพื้นที่” ในเชิงภูมิศาสตร์หรือปัญหาเชิงนโยบายเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือการรู้จักผู้คน และผู้คนก็รู้จักเขาในแบบที่มากกว่าชื่อเสียง มันคือสายสัมพันธ์ ความใกล้ชิด การเคยพึ่งพาอาศัยกัน ซึ่งทั้งหมดนี้กลายเป็นทุนทางสังคมที่ผู้เล่นหน้าใหม่ไม่สามารถหาได้จากการศึกษา หรือเงินทุนเพียงอย่างเดียว
ในภาคใต้ความสัมพันธ์เช่นนี้มีลักษณะเฉพาะ เพราะโครงสร้างชุมชนในหลายพื้นที่มีลักษณะของการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง อาจด้วยเหตุผลทางศาสนา เครือญาติ หรือแม้แต่ประวัติศาสตร์ของการเป็นเมืองที่มีรัฐเข้าไปจัดระเบียบช้ากว่าส่วนกลาง ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์จึงมิได้เป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมือง หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของวิธีอยู่ร่วมกันในชุมชน ซึ่งการเลือกตั้งก็เป็นเพียงฉากหน้าอีกชุดหนึ่งของความสัมพันธ์แบบนี้เท่านั้นเอง
ทุนที่ใช้ในการหาเสียงก็มักเป็นทุนส่วนตัวของผู้สมัครเป็นหลัก มากกว่าทุนจากพรรคหรือกลุ่มผลประโยชน์ใหญ่ภายนอก ซึ่งก็อาจทำให้เห็นภาพได้ว่า พรรคการเมืองระดับชาตินั้นไม่ได้มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในสนามนี้นัก และในหลายกรณีก็ดูเหมือนจะยอมปล่อยให้สนามท้องถิ่นดำเนินไปตามกลไกของมันเอง
ส่วนเรื่องนโยบายใหม่ๆ ที่อาจเป็นหัวใจของการเลือกตั้งระดับชาติ กลับไม่มีน้ำหนักมากนักในการเลือกตั้งท้องถิ่น หลายคนอาจตั้งคำถามว่าทำไมผู้สมัครไม่เสนอนโยบายที่กล้าหาญหรือแตกต่าง แต่เมื่อมองจากสายตาของประชาชนในพื้นที่แล้วความคาดหวังต่อ “นโยบาย” ในท้องถิ่นนั้นต่ำมาก เพราะต่างก็รู้ดีว่าผู้ที่มีอำนาจสั่งการจริงๆ ไม่ได้อยู่ใน อบจ.หรือเทศบาล หากแต่อยู่ในส่วนราชการ และระบบราชการนั้นเองก็ยังยึดโยงกับรัฐส่วนกลางในแบบที่ไม่เปิดช่องให้ท้องถิ่นคิดหรือขยับได้มากนัก
หากจะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า “ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ของการเมืองภาคใต้” อย่างแท้จริง เราคงต้องออกจากความคุ้นชินบางประการที่รัฐไทยเคยจัดวางไว้ให้เราเชื่อว่าภาคใต้คือภูมิภาคที่มีอัตลักษณ์ทางการเมืองเป็นเนื้อเดียวกัน รักชาติ เคร่งศาสนา เสรีนิยมในทางเศรษฐกิจ และเลือกประชาธิปัตย์อย่างมั่นคงมาทุกยุคทุกสมัย เพราะข้อเท็จจริงเบื้องหน้าและเบื้องลึกที่ปรากฏในวันนี้ กลับแสดงให้เห็นถึงความผุพังของเรื่องเล่านั้น และเผยให้เห็นรอยปริแตกของโลกทางการเมืองที่เคยคิดว่าแน่นแฟ้นเสถียรในห้วงสองทศวรรษที่ผ่านมา
งานของ พรชัย นาคสีทอง ที่นำหนังสืออนุสรณ์งานศพมาอ่านเป็นบทบันทึกทางการเมือง มิได้เพียงแค่เล่าเรื่องชีวิตของผู้วายชนม์ที่ถูกแต่งให้เรียบร้อยภายใต้กรอบจริยธรรมของรัฐ หากแต่ชี้ให้เห็นถึงกลไกการกล่อมเกลาทางอุดมการณ์ที่ลึกและนุ่มนวลที่สุด การผูกโยงชีวิตและความตายของคนให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างรัฐชาติที่มีสถาบันเป็นศูนย์กลาง ขณะที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ก็เคยตั้งคำถามกับอัตลักษณ์แบบรัฐไทยที่รัฐพยายามปักหมุดลงในจิตใจของผู้คน โดยเฉพาะกับชาวใต้ที่ในความเป็นจริงแล้ว แวดล้อมไปด้วยความสัมพันธ์แบบเครือญาติ การพึ่งตนเอง การไม่ไว้วางใจรัฐ และการสร้างระบบอุปถัมภ์ของตนเองเพื่อจัดการกับโลกที่รัฐมักมาไม่ถึง
ประเด็นสำคัญคือ การเมืองของ “โหม๋เรา” และ “หยัดได้” เป็นการเมืองที่ไม่ตั้งอยู่บนอุดมการณ์นามธรรม หากแต่ฝังอยู่ในชีวิตประจำวันที่ต้องจัดการกับน้ำท่วม หนี้สิน พื้นที่ทำกิน และอนาคตของลูกหลาน การเมืองแบบนี้ไม่ได้หายไปไหน แต่มันดำรงอยู่ ควบคู่ ขัดแย้ง และต่อรองกับการเมืองแบบใหม่ ที่ยึดโยงกับอุดมการณ์และโครงสร้างอำนาจรัฐ ที่เป็นปัญหาทำให้ภาคใต้พัฒนาไปได้ช้า ภายใต้วลีนี่ “หากการเมืองดี ปากท้องดี”
และในศตวรรษที่ 21 นี้เอง เราอาจจะเห็นการปรากฏตัวของ “ความเปลี่ยนแปลง” ที่ไม่ใช่การยึดอำนาจ เปลี่ยนรัฐบาล หรือร่างรัฐธรรมนูญ หากแต่เป็นการสั่นคลอนในระดับของจินตนาการ การเมืองแบบที่รัฐเคยนิยามคนใต้ไว้อาจไม่สามารถอธิบายคนรุ่นใหม่ในหาดใหญ่ ภูเก็ต หรือยะลา ได้อีกต่อไป เพราะพวกเขาไม่ยอมสมาทานเรื่องเล่าเดิม ไม่ยอมเชื่อในประวัติศาสตร์ที่ตนไม่มีส่วนเขียน และไม่ยอมรับอำนาจที่มาโดยไม่มีคำอธิบาย
ทั้งหมดนี้ไม่ได้สะท้อนถึงชัยชนะของรูปแบบการเมืองใดรูปแบบหนึ่ง หากแต่ชี้ให้เห็นว่ารูปแบบการเมืองดั้งเดิมยังคงดำรงอยู่ แข่งขัน และปรับตัวอย่างเหนียวแน่น แม้จะมีลักษณะดื้อรั้น แต่ก็ยังคงมีประสิทธิภาพในบางบริบท ท่ามกลางพลวัตดังกล่าว พื้นที่การเมืองในภาคใต้ได้กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เปิดกว้างทางการเมืองมากที่สุดของประเทศ เนื่องจากยังไม่มีพรรคการเมืองหรือกลุ่มอำนาจใดครอบครองความได้เปรียบอย่างชัดเจนในการเลือกตั้งทั่วไปตามปฏิทินการเมืองปี 2570
ย้อนอ่านตอนแรก

