จากเวียนนาสู่หมุดหมายประเทศไทย : พลัง ‘ปรมาณูเพื่อสันติ’ สานต่อพระวิสัยทัศน์
ท่ามกลางการประชุมคณะกรรมาธิการเตรียมการสำหรับองค์การสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (CTBTO) สมัยที่ 66 ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ระหว่างวันที่ 15-17 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการนิวเคลียร์โลก ภารกิจครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงบทบาทเชิงรุกในฐานะสมาชิกของประชาคมโลกที่มีความมุ่งมั่นในการรักษาความสงบเรียบร้อยเท่านั้น แต่ยังเป็นวาระสำคัญยิ่งในการน้อมรำลึกและเชิดชูพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยที่ได้ทรงวางรากฐานให้แก่กิจการนิวเคลียร์และภารกิจด้านสันติภาพของประเทศมาอย่างยาวนานนับหลายทศวรรษ ควบคู่ไปกับการก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่แห่งพลังงานสะอาดด้วยเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactors: SMR) และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ภายใต้นโยบายของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และการขับเคลื่อนภารกิจโดย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กำลังเร่งผลักดันเพื่อความมั่นคงทางพลังงานและประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย

เกียรติยศแห่งพระบารมี : เสียงเชิดชูจากเวทีโลกแด่สมเด็จเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
บรรยากาศภายในศูนย์การประชุม Vienna International Centre ในช่วงวันที่ 15-17 มิถุนายน 2569 เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจและภาคภูมิใจของคณะผู้แทนไทย เมื่อผู้แทนจากนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศ ต่างร่วมกันกล่าวยกย่องเชิดชูพระเกียรติคุณของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา อย่างกึกก้อง โดยเฉพาะผลงานและพระกรุณาธิคุณในช่วงที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในฐานะเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา และผู้แทนถาวรไทยประจำทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ในปี พ.ศ.2556-2557
ความประทับใจนี้สะท้อนผ่านคำบอกเล่าที่งดงามถึงพระจริยวัตรอันเปี่ยมด้วยเมตตาธรรมอย่างหาที่สุดมิได้ พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับทุกคนอย่างเท่าเทียมโดยไม่ถือพระองค์ แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการหรือพนักงานขับรถของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเวียนนา ในช่วงเวลานั้น ต่างยังคงจดจำและพูดถึงพระเมตตาของพระองค์ด้วยความตื้นตันใจ พระองค์ทรงใส่พระทัยในสวัสดิภาพและความเป็นอยู่ของพนักงานขับรถและเจ้าหน้าที่ทุกคนเสมือนคนในครอบครัว ทรงมีพระราชปฏิสันถารด้วยความอ่อนน้อมและเป็นกันเองอยู่เสมอ ภาพของเจ้าฟ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ที่ทรงแสดงความห่วงใยต่อข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ประชาชนไทยในพื้นที่ จนกระทั่งถึงพนักงานขับรถด้วยพระองค์เองนั้น กลายเป็นภาพจำที่ประทับแน่นอยู่ในหัวใจของทุกคนที่ได้สัมผัส ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพระจริยวัตรอันงดงามและการวางพระองค์เป็นแบบอย่างแห่งความเป็นมืออาชีพนี้ ได้สร้างภาพลักษณ์อันสง่างามและสร้างความรักความผูกพันให้แก่ประเทศไทยในสายตาชาวโลกอย่างฝังรากลึกและยั่งยืน
ในการนี้ นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ได้กล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมด้วยความซาบซึ้งใจว่า “ประเทศไทยขอน้อมแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อเลขาธิการบริหารและคณะผู้แทนทุกท่าน สำหรับข้อความแสดงความเสียใจและเห็นอกเห็นใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เราซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่งต่อความเมตตา มิตรภาพ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่มอบให้กับประเทศไทยในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้”

รอยทางแห่งพระราชกรณียกิจ : รากฐานนิวเคลียร์ไทยที่สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงวางไว้
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ที่ทรงติดตามและทรงให้ความสำคัญกับงานด้านนิวเคลียร์มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2507 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปยังทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) โดยมีนายซิกเวิร์ด เอคลุนต์ ผู้อำนวยการทบวงการฯ นำเสด็จฯไปยังห้องปฏิบัติการทดลองและทอดพระเนตรอุปกรณ์วัดกัมมันตภาพรังสีในร่างกายมนุษย์
ในช่วงที่เสด็จฯเยือนทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ เป็นช่วงที่สภาวการณ์ของโลกยังคงหวาดระแวง อีกทั้งทบวงการฯก็ยังไม่มีเครื่องมือใดๆ ที่เข้มแข็งเพียงพอในการกำกับประเทศสมาชิกให้ใช้พลังงานปรมาณูในทางสันติ แต่การเสด็จฯเยือนทบวงการฯของทั้งสองพระองค์ท่าน เสมือนเป็นการแจ้งต่อประชาคมโลกว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่นำพลังงานปรมาณูมาใช้ในทางสันติ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อวงการพลังงานปรมาณูของไทยเป็นอย่างยิ่ง นับจากนั้นมาประเทศไทยได้รับประโยชน์จากทบวงการฯ ทั้งความช่วยเหลือความร่วมมือทางวิชาการต่างๆ ในการวิจัยและพัฒนาพลังงานปรมาณูเพื่อนำมายกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยให้ดียิ่งขึ้น นับว่าพระองค์ท่านได้ทรงวางพื้นฐานแนวทางในการใช้พลังงานนิวเคลียร์ของประเทศด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลและเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยประชาชน และตั้งแต่ปี พ.ศ.2511 การเสด็จพระราชดำเนินของพระบรมวงศานุวงศ์ในหลายวาระ อาทิ การเสด็จฯของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ได้สร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานให้แก่เจ้าหน้าที่ ปส. เพื่อมุ่งเน้นประโยชน์สุขของปวงประชา พระวิสัยทัศน์เหล่านี้เปรียบเสมือนเข็มทิศที่นำพา ปส. ให้ดำเนินงานบนมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด และยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญให้ ปส. รักษามาตรฐานการกำกับดูแลให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในระดับสากลสืบมา

วิสัยทัศน์รัฐมนตรีและปลัดกระทรวง อว. : ขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน
ภายใต้นโยบายของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้กำหนดทิศทางสำคัญในการนำ “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม” มาเป็นฟันเฟืองหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยท่านรัฐมนตรีเน้นย้ำเสมอว่า การพัฒนาประเทศต้องมีฐานรากที่แข็งแกร่ง (Backbone) ผ่านการพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพและการเข้าถึงเทคโนโลยีระดับสูง โดยเฉพาะการสนับสนุนบทบาทของ ปส. ในการเป็นหน่วยงานกำกับดูแลที่ทันสมัย โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
สอดประสานกันนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ได้ให้แนวทางการดำเนินงานเชิงรุก โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในสังกัดให้ไร้รอยต่อ (Synergistic Government) เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างคุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะการนำวิทยาการนิวเคลียร์มาเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยและเครือข่ายวิจัย เพื่อสร้างผลผลิตที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจจริง เช่น การผลิตนวัตกรรมทางการแพทย์และการเพิ่มมูลค่าสินค้าส่งออก เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่สังคมรายได้สูงตามนโยบายรัฐบาล
ผนึกกำลัง IAEA : ยกระดับนิวเคลียร์เพื่อสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน
ความร่วมมือระหว่าง ปส. และ IAEA ถือเป็นเสาหลักสำคัญของกิจการนิวเคลียร์ไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการใช้ประโยชน์จากพลังงานปรมาณูในทุกมิติให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ปส. ในฐานะหน่วยงานหลัก ได้ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ IAEA ในด้านต่างๆ ได้แก่
● การพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้: การส่งเสริมและแลกเปลี่ยนนักวิจัยไทยสู่เวทีโลก รวมถึงการนำผู้เชี่ยวชาญจาก IAEA มาให้คำปรึกษาเพื่อยกระดับทักษะเจ้าหน้าที่ไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล
● การกำกับดูแลความปลอดภัย (Regulatory Framework): ปส. ได้นำกรอบมาตรฐานความปลอดภัยของ IAEA มาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงกฎหมายนิวเคลียร์ไทย เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดและโปร่งใส
● โครงการความร่วมมือทางเทคนิค (Technical Cooperation Programs): ไทยได้รับการสนับสนุนจาก IAEA ในการดำเนินโครงการด้านการแพทย์ นิวเคลียร์เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม ซึ่งล้วนเป็นฐานรากสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
พลังนิวเคลียร์เพื่อชีวิต : พลิกโฉมการแพทย์ เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมอาหาร
พลัง “ปรมาณูเพื่อสันติ” เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยการบูรณาการความร่วมมือกับ IAEA ภายใต้การสนับสนุนอย่างเต็มที่จากกระทรวง อว. ได้นำมาซึ่งนวัตกรรม ดังนี้
● ด้านการแพทย์และสาธารณสุข: นิวเคลียร์คือเครื่องมือแห่งความหวัง ปส. ร่วมกับสถาบันการแพทย์ชั้นนำในการกำกับดูแลและส่งเสริมการใช้รังสีเพื่อการวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งด้วยความแม่นยำสูง นวัตกรรมการรักษาด้วยรังสีช่วยลดระยะเวลาการพักฟื้นและเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งในระดับประเทศ การนำเทคโนโลยีรังสีมาใช้ตรวจคัดกรองโรคและฆ่าเชื้อในอุปกรณ์ทางการแพทย์เป็นมาตรฐานสำคัญที่ช่วยยกระดับระบบสาธารณสุขของไทยให้ทัดเทียมระดับโลก
● ด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอาหารเพื่อการส่งออก: ปส. สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อสร้างความมั่นใจในมาตรฐานสากล โดยเฉพาะการกำกับดูแลให้มีความปลอดภัยในกระบวนการฉายรังสีอาหาร: เทคโนโลยีการฉายรังสีช่วยทำลายเชื้อจุลินทรีย์และไข่แมลง ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของไทย เช่น ผลไม้ส่งออก ข้าว และผลิตภัณฑ์ประมง สามารถเก็บรักษาได้นานขึ้น ลดการเน่าเสีย และผ่านเกณฑ์มาตรฐานสุขอนามัยในตลาดโลกได้อย่างง่ายดาย
● นิวเคลียร์เกษตรกรรม: เทคนิคแมลงหมัน (Sterile Insect Technique) ถูกนำมาใช้ในการควบคุมศัตรูพืชในสวนผลไม้โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีตกค้าง ช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตที่สะอาดปลอดภัย อีกทั้งการใช้รังสีชักนำการกลายพันธุ์เพื่อสร้างพืชพันธุ์ใหม่ที่ทนทานต่อโรคและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้เกษตรกรไทยมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ
ยุทธศาสตร์SMR : ก้าวใหม่ของความมั่นคงทางพลังงานไทยและมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล
ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ปส. ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวง อว. ได้แสดงบทบาทเชิงรุกในการเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบและมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactors: SMR) ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูงที่มีขนาดเล็ก มีความยืดหยุ่นในการติดตั้ง และมีระบบความปลอดภัยทางกายภาพที่เหนือกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่แบบเดิมอย่างมาก
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติได้ดำเนินการเชิงรุก ดังนี้
● การพัฒนากฎหมายและข้อบังคับ: ปส. มุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างทางกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ IAEA เพื่อรองรับการกำกับดูแลความปลอดภัยของเทคโนโลยี SMR ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การก่อสร้าง จนถึงการดำเนินงาน
● การเพิ่มความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี: การนำนวัตกรรมมาใช้ในการกำกับดูแลเพื่อให้มั่นใจว่าการนำเทคโนโลยี SMR มาใช้ในประเทศไทย จะเป็นไปอย่างปลอดภัยต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมสูงสุด
● การเสริมสร้างความเชื่อมั่นสาธารณะ: ปส. เน้นการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับเทคโนโลยี SMR เพื่อสร้างความเข้าใจและยอมรับจากประชาชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินโครงการขนาดใหญ่
ยกระดับบทบาทไทยสู่เวทีโลก : ผนึกกำลัง CTBTO
การเดินทางไปเยือนกรุงเวียนนาในครั้งนี้ นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการ ปส. และ ฯพณฯ ภัทรัตน์ หงษ์ทอง เอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา ได้หารือทวิภาคีกับ Dr. Robert Floyd เลขาธิการบริหารองค์การสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (CTBTO) เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 การหารือครั้งนี้มุ่งกำหนดแนวทางยกระดับบทบาทของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมของ CTBTO ในภูมิภาคอาเซียน
ประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมสูงในการดำเนินงานสถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสี (RN65) และสถานีตรวจวัดความสั่นสะเทือนของพิภพ (PS41) รวมถึงการบริหารจัดการข้อมูลศูนย์ข้อมูลแห่งชาติ (NDC) นอกเหนือจากภารกิจหลักด้านการตรวจสอบอาวุธนิวเคลียร์แล้ว ปส. ยังผลักดันการใช้ประโยชน์จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงของ CTBTO เพื่อความปลอดภัยของประชาชน อาทิ การเตือนภัยพิบัติและสึนามิ, การเพิ่มความปลอดภัยด้านการบิน และการวิจัยสิ่งแวดล้อม
วิสัยทัศน์เพื่ออนาคต : สานต่อพระราชปณิธานสู่สังคมรายได้สูง
การพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวสู่ประเทศรายได้สูงต้องอาศัยการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ในทุกภาคส่วน การผนึกกำลังกับหน่วยงานระดับโลกอย่าง IAEA และ CTBTO ในครั้งนี้ และการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี SMR จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการนำวิทยาศาสตร์มาปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน
“ภารกิจที่เวียนนาในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของไทยในการสืบสานพระวิสัยทัศน์แห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เราจะเดินหน้าใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อสร้างความอยู่ดีกินดีและอนาคตที่ปลอดภัยยั่งยืนให้แก่ประชาชนไทยทุกคน” นายแพทย์รุ่งเรืองกล่าวทิ้งท้ายด้วยความมุ่งมั่น
การทำงานของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ภายใต้การนำของรัฐมนตรี ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และปลัดกระทรวง ศุภชัย ปทุมนากุล ในช่วงเวลานี้ ถือเป็นความสำเร็จของความร่วมมือในระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงถึงรากฐานความมั่นคงในระดับครัวเรือน การมุ่งเน้นที่การพัฒนาคน การนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือสร้างความโปร่งใส และการยึดมั่นในภารกิจเพื่อสันติภาพ คือคำตอบที่จะพาประเทศไทยก้าวข้ามทุกความท้าทายในปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
หมายเหตุ – บทความพิเศษนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่อสะท้อนบทบาทสำคัญของประเทศไทยบนเวทีโลก ภายใต้การสืบสานพระวิสัยทัศน์แห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ และมุ่งเน้นการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาคนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี SMR และนวัตกรรม ตามแผนปฏิบัติการของกระทรวง อว.เพื่อประโยชน์ของปวงชนชาวไทย

