ใครที่คุ้นเคยกับเรื่องเล่าเกี่ยวกับป่าดงพงไพร มักได้ยินตำนานเรื่องหนึ่งอยู่เสมอ นั่นคือเรื่องประหลาดเกี่ยวกับ “ป่าช้าช้าง”
ว่ากันว่า เมื่อถึงคราวจะสิ้นชีวิต ช้างจะพาตัวเองเข้าสู่พื้นที่ลึกลับแห่งหนึ่งแล้วจบชีวิตลงที่นั่น นานๆ เข้าพื้นที่แห่งนั้นก็กลายเป็นเสมือน “สุสาน” หรือ “แหล่งเก็บศพ” ของบรรดาช้างทั้งหลายไปโดยปริยาย
เรื่องเล่าในลักษณะ “ตำนาน” ที่บอกเล่าสืบต่อกันมาในวงศ์วานว่านเครือของบรรดาพรานไพรเรื่องนี้ก่อให้เกิดคำถามมากมาย อาทิ นี่เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องที่แต่งกันขึ้นเพื่อแต้มเติมความอัศจรรย์ของป่าดงพงไพรกันแน่ เรื่อยไปจนกระทั่งคำถามที่ว่า ช้างรู้ตัวได้อย่างไรว่ามันกำลังจะตาย ถึงได้ตัดสินใจตะเกียกตะกายมายังป่าช้าช้างอย่างที่ว่า
ที่น่าสนใจก็คือ ในโลกแห่งความจริง นักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบว่า ช้างไม่ใช่สัตว์ชนิดเดียวที่เมื่อถึงวาระสุดท้ายแล้ว พากันไปตายในพื้นที่ที่เดียวกัน จนกลายเป็นสุสานของพวกมันไปกลายๆ ในที่สุด
เรื่องประหลาดนี้ เป็นผลงานการค้นพบของทีมสำรวจวิจัยนานาชาติ ที่ดำน้ำลึกลงไปสำรวจใต้ทะเลลึกบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของมหาสมุทรอินเดีย แล้วพบ “สุสานวาฬ” ขนาดมหึมา คือยาวต่อเนื่องกันถึง 1,200 กิโลเมตร อยู่ลึกลงไปใต้ทะเลถึง 7 กิโลเมตร ในพื้นที่ท้องทะเลที่เต็มไปด้วยรอยปริแตก ยุบและยกตัวของพื้นทะเลที่เรียกว่า เดียแมนทินา แฟรกเจอร์ โซน (Diamantina fracture zone) แล้วพบซากวาฬเป็นจำนวนมากที่นั่น
สุมรวมกันอยู่จนสามารถเรียกได้เต็มปากว่าเป็น “สุสาน” ประจำสังคมวาฬดีๆ นี่เอง
ที่น่าทึ่งมากยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ เมื่อนำซากที่มีทั้งที่บางส่วนกลายเป็นฟอสซิลไปแล้ว และซากใหม่ๆ ขึ้นมาตรวจสอบ พบว่าซากที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุมากถึง 5.3 ล้านปีมาแล้ว สร้างความตื่นเต้นให้กับทีมวิจัยด้วยการสำรวจทีมนี้มากอย่างยิ่ง
ทีมนานาชาติดังกล่าวประกอบด้วยนักวิจัยจากหลายประเทศ ตั้งแต่ จีน, อิตาลี และนิวซีแลนด์ ที่ตั้งเป้าใช้การสำรวจครั้งนี้เพื่อค้นหา “สิ่งซึ่งอาจเป็นเรื่องใหม่ในโลกวิทยาศาสตร์” ตามที่ระบุไว้ในวารสารวิชาการเนเจอร์ เมื่อ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา
เผิง เซี่ยวถง นักวิชาการชาวจีนจากสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน บอกว่า การได้พบสุสานใต้น้ำขนาดใหญ่ระดับนี้ ถือเป็นเรื่องนอกเหนือความคาดหมายโดยสมบูรณ์แบบ เขาเสริมความประหลาดไว้ด้วยว่า ซากวาฬที่พบกระจายตัวกันอยู่ทั่วสุสานในระดับความลึกและต่อเนื่องกันเป็นระยะทางไกลมากขนาดนี้ เป็นสิ่งที่ “อยู่นอกเหนือจินตนาการโดยสิ้นเชิง”
ทีมวิจัยใช้วิธีการดำน้ำลึกลงไปสำรวจ รวมทั้งหมด 32 ครั้ง สามารถเก็บตัวอย่างซากวาฬทั้งที่เป็นฟอสซิลและซากใหม่ๆ ขึ้นมาศึกษาได้ 485 ตัว ที่น่าทึ่งมากขึ้นไปอีกก็คือ พวกเขาพบกระทั่งกะโหลกของวาฬตัวหนึ่งซึ่งในทางวิทยาศาสตร์แล้ว สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ไปแล้ว
หนึ่งในซากฟอสซิลวาฬที่พบคือ วาฬเขี้ยวเทโรเซตัส เบนกูแล (beaked Pterocetus benguelae) ที่มีอายุถึง 5.3 ล้านปี ถือเป็นซากวาฬที่เก่าแก่ที่สุดในสุสานแห่งนี้
แต่ถ้าหากถามว่า แล้วซากวาฬที่ใหญ่ที่สุดที่พบในสุสาน กลับเป็นซากของแอนตาร์กติค มิงค์ วาฬ (Antarctic minke whale) ความยาว 5 เมตร จัดว่าใหญ่โตที่สุดในบรรดาซากวาฬที่พบในสุสานใต้ทะเลลึกแห่งนี้
ทีมวิจัยพบว่า ในพื้นที่สุสาน มีสัตว์ทะเลอย่าง แมงกะพรุน, หนอนทะเล และสัตว์ที่มีเปลือกหุ้ม (crustaceans) ร่วมใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่สุสาน โดยอาศัยซากวาฬในสุสานเป็นอาหารยังชีพนั่นเอง
สตีเฟน เจ กอดฟรีย์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเลแคลเวิร์ต (Calvert Marine Museum) ในรัฐแมรีแลนด์ สหรัฐอเมริกา ยอมรับว่าการค้นพบครั้งนี้ถือเป็นการค้นพบที่โดดเด่นที่แท้จริง ไม่เหมือนใคร แม้ตัวสุสานเองจะอยู่ในจุดที่เข้าถึงได้ยาก แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการค้นพบที่ชวนตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจอย่างแท้จริง
กอดฟรีย์เปรียบเปรยว่า สิ่งที่ทีมวิจัยค้นพบและเผยแพร่ผ่านวารสารวิชาการนั้น เปรียบได้เสมือนกับการ “ฉายหนังตัวอย่าง” ที่เป็นเพียงการเกริ่นนำเรื่องเหมือนกับการนำเสนอภาพยนตร์ชุดทางโทรทัศน์ที่พบเห็นกันทั่วไป
“ผมเชื่อว่า เนื้อเรื่องที่จะมีการเปิดเผยติดตามมาคงยิ่งใหญ่ ตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กันแน่นอน” นักวิชาการรายนี้ระบุ
ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

