คำว่า “นักเลง” ในหนังสือ สมบัติของผู้ดี พระนิพนธ์โดยเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล) ไม่ได้หมายถึงอันธพาล แต่หมายถึง ผู้ที่มีใจคอกว้างขวาง กล้าได้กล้าเสีย และมีสปิริตแบบนักกีฬา ในส่วนของมโนจริยา (ความประพฤติทางใจ) ข้อที่ว่า “ผู้ดีย่อมมีอัชฌาสัยเป็นนักเลง” มีความหมายถึงการวางตัวในสังคมดังนี้
1) เข้าใจและต่อติด : สามารถพูดคุย รับมุข หรือเล่นสนุกกับผู้อื่นได้เข้าใจความหมาย ไม่นิ่งเฉยจนทำให้บรรยากาศกร่อย
2) มีน้ำใจนักกีฬา : รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักผิด รู้จักถูก และรู้จักให้อภัยผู้อื่น
3) มองโลกในแง่ดี : เป็นผู้มีความอดทน เปิดใจรับฟังผู้อื่น และมองคนในทางที่ดีที่ชอบ เปิดเผยและองอาจ มีจิตใจที่กล้าหาญ ไม่ขี้ขลาดตาขาว หรือหลบมุม
ดังนั้นการเป็นนักเลงมวยของของเซียนโหงวที่ผู้เขียนรู้จักดูจะเข้ากับหลักการของของสมบัติผู้ดีอย่างเหมาะเจาะ เนื่องจากเซียนโหงว เกิดเมื่อปี พ.ศ.2494 ที่ จ.นครปฐม ตอนเรียนชั้น ป.4 ได้ย้ายตามพ่อแม่มาอยู่โคราช ต่อมาประกอบอาชีพค้าขาย เริ่มต้นเข้าสู่วงการมวยจากการเป็นเซียนมวยอยู่ในโคราชที่เวทีจิระ (หน้าค่ายสุรนารี) และเวทีสุรวิชัย (หลังตลาดสวายเรียง) เดิมทีไม่ได้เริ่มต้นชีวิตในฐานะนักมวย หากแต่เป็นคนที่คลุกคลีอยู่กับวงการพนันมวยและการวิเคราะห์มวยเสียมากกว่า เขาเป็นคนประเภทที่เรียกกันว่า “ดูมวยเป็น”
เพราะการเป็นเซียนมวยหากินด้วยการพนันมวยทำให้เซียนโหงวจึงศึกษาเรื่องการชกมวยจนเจนจบกระบวนความ ในยุคที่มวยไทยยังเป็นศาสตร์อันบริสุทธิ์ เป็นศิลปะการต่อสู้ที่อาศัยชั้นเชิงและการฝึกปรืออย่างหนักหน่วง มิใช่เรื่องของการดึงราคาหรือล้มมวยอย่างหน้าชื่นตาบานเช่นบางยุคสมัย เดิมทีนั้นเซียนโหงวหาใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือยที่เดินเข้าสนามมวยเพื่อหาเงินประทังชีพด้วยการพนัน หากแต่เขาเป็นคนที่มีฐานะ มีหน้ามีตา และที่สำคัญคือมีหัวใจที่รักมวยไทยอย่างยิ่งยวด เขานั่งอยู่ข้างเวทีเฝ้าสังเกตการณ์ชกของยอดมวยทุกคนในยุคนั้นจนสามารถจดจำจังหวะก้าวสลับ การออกอาวุธ และแม้กระทั่งเหลี่ยมบังค่ายของครูมวยโบราณได้อย่างแม่นยำ ด้วยเหตุนี้ การประเมินราคาค่าน้ำของเขาจึงเฉียบคมจนเซียนมวยด้วยกันต้องยอมสยบ
“ไอ้โหงวมันไม่ได้ดูมวยด้วยตา แต่มันดูด้วยสมองและหัวใจ มวยตัวไหนขยับขานิดเดียว มันก็รู้แล้วว่าจะเตะหรือจะต่อย” นี่คือคำสรรเสริญที่คนรุ่นเก่าเคยกล่าวไว้จนวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล มีเรื่องทะเลาะกับเพื่อนฝูงในวงการมวย จนเกิดการท้าทายกันว่าแน่จริงก็ขึ้นชกเสียเอง อย่ามัวแต่วิจารณ์นักมวยอยู่ข้างเวที คำท้านั้นสำหรับคนอื่นอาจเป็นเพียงคำพูดประชดประชัน แต่สำหรับเซียนโหงวกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพใหม่เพราะเขาตอบรับคำท้า ผลการชกครั้งนั้นปรากฏว่าเขาเป็นฝ่ายชนะน็อกในยกที่ 2 ได้รับเงินเดิมพันและค้นพบว่าความรู้เรื่องมวยที่สั่งสมมาหลายปีนั้นสามารถนำมาใช้บนเวทีจริงได้ จากวันนั้นเป็นต้นมา เซียนมวยจึงกลายเป็นนักมวยเขาเริ่มชกอาชีพอย่างจริงจังเมื่ออายุประมาณ 27 ปี ซึ่งถือว่าแก่กว่านักมวยทั่วไปมาก เพราะนักมวยไทยส่วนใหญ่เริ่มชกกันตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่น แต่สิ่งที่เขาขาดในเรื่องอายุกลับถูกชดเชยด้วยความเข้าใจมวยอย่างลึกซึ้ง เขารู้ว่าควรยืนอย่างไร ควรหลอกอย่างไร ควรบีบเกมช่วงไหนและควรประหยัดแรงเมื่อใด นี่คือความได้เปรียบที่นักมวยดาวรุ่งจำนวนมากไม่มี ไม่นานนัก เซียนโหงวก็สร้างชื่อขึ้นมาในวงการมวยไทยจนสามารถครองตำแหน่งแชมป์รุ่นไลต์เวตของเวทีมวยลุมพินีได้สำเร็จ
ความสำเร็จดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเล็ก ในยุคนั้นเวทีลุมพินีเปรียบเสมือนมหาวิทยาลัยของยอดมวยไทยใครได้เป็นแชมป์ลุมพินีย่อมได้รับการยอมรับจากวงการทั้งประเทศ แต่สิ่งที่ทำให้ชื่อของเซียนโหงวถูกจดจำมากที่สุด กลับไม่ใช่ตำแหน่งแชมป์ หากเป็นการได้เผชิญหน้ากับยอดมวยระดับตำนานสองคนของประเทศ คนแรกคือ อภิเดช ศิษย์หิรัญ ผู้ที่นักมวยที่หลายคนยกย่องว่ามีลูกเตะหนักที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์มวยไทย จนได้รับฉายาว่า “จอมเตะบางนกแขวก” ในยุครุ่งเรืองของอภิเดชนั้น คู่ต่อสู้จำนวนมากแพ้เพราะรับลูกเตะไม่ไหว แข้งซ้าย-ขวาของเขาถูกเล่าขานราวกับเป็นอาวุธสงครามขนาดว่าลูกเตะของอภิเดชสามารถทำให้แขนคู่ต่อสู้หักได้ จึงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในยอดมวยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทย
การที่เซียนโหงวสามารถเอาชนะอภิเดชได้ จึงเป็นเหตุการณ์สำคัญอย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้น เซียนโหงวยังเป็นคู่ชกคนสุดท้ายในมวยอาชีพของอภิเดชอีกด้วย ภาพของนักมวยรุ่นใหม่ที่โค่นยอดมวยผู้ยิ่งใหญ่ในบั้นปลายอาชีพ กลายเป็นเรื่องที่ผู้คนในวงการยังกล่าวถึงมาจนทุกวันนี้
นักมวยอีกคนที่ชื่อของเซียนโหงวต้องไปเกี่ยวพันด้วยคือ พุฒ ล้อเหล็ก ยอดมวยเมืองตรัง ผู้มีฉายาว่า “ไอ้หนูเมืองตรัง” พุฒเป็นนักมวยที่โด่งดังมากในช่วง พ.ศ.2516-2517 และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในยอดมวยที่ครบเครื่องที่สุดคนหนึ่งของยุค เขาไม่เคยถูกน็อกตลอดอาชีพมวยไทยอันยาวนานกว่า 80 ไฟต์ เซียนโหงวเป็นหนึ่งในนักมวยที่ได้ขึ้นปะทะกับยอดฝีมือผู้นี้ที่เวทีมวยในโคราช แม้ว่าเซียนโหงวจะแพ้ยอดมวยในสมัยนั้นก็ตาม นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชื่อของเขาได้รับการกล่าวถึงเสมอเมื่อมีการพูดถึงประวัติศาสตร์มวยไทยยุคทอง เมื่อแขวนนวมแล้ว เซียนโหงวไม่ได้หายไปจากวงการมวยแต่ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าคณะมวยศิษย์บางพระจันทร์ หลายคนอาจคิดว่าการเป็นนักมวยเก่งกับการเป็นครูมวยเก่งเป็นคนละเรื่องกันความจริงก็เป็นเช่นนั้น นักมวยเก่งจำนวนมากสอนคนอื่นไม่เป็น แต่เซียนโหงวมีจุดเด่นอีกประการหนึ่ง คือเขาเข้าใจมวยทั้งในฐานะคนดู คนเล่น และคนสอน เขามองเห็นข้อดีข้อเสียของลูกศิษย์แต่ละคนอย่างชัดเจน และรู้ว่าจะพัฒนาอย่างไร ผลงานชิ้นเอกของเขาคือการสร้าง “พิชิต ศิษย์บางพระจันทร์” เด็กหนุ่มจากชัยภูมิขึ้นกลายเป็นแชมป์โลกมวยสากลอาชีพ
พิชิต ศิษย์บางพระจันทร์ หรือชื่อจริง สุภาพ หาญวิชาชัย เป็นแชมป์โลกรุ่นฟลายเวตของสหพันธ์มวยนานาชาติ (IBF) และยังเป็นหนึ่งในไม่กี่คนของโลกที่แขวนนวมโดยไม่เคยแพ้ใครในการชกอาชีพ ความสำเร็จของพิชิตไม่ได้เกิดขึ้นเอง เบื้องหลังมีเซียนโหงวคอยวางแผนและดูแลอย่างใกล้ชิด เขารู้ว่ามวยไทยกับมวยสากลแตกต่างกันอย่างไร นักมวยไทยจำนวนมากมีปัญหาเมื่อต้องเปลี่ยนไปชกมวยสากล บางคนติดการเตะบางคนติดการยืนระยะ บางคนออกหมัดไม่เป็นระบบ แต่เซียนโหงวสามารถปรับเปลี่ยนลูกศิษย์ให้เข้ากับกติกาสากลได้อย่างยอดเยี่ยม ความสำเร็จของพิชิตจึงเป็นเหมือนใบประกาศนียบัตรของครูมวยผู้นี้ ในความเห็นของผู้เขียน สิ่งที่ทำให้เซียนโหงวแตกต่างจากคนอื่น ไม่ใช่เพียงเพราะเขาเป็นแชมป์ ไม่ใช่เพียงเพราะเขาเคยชนะอภิเดช และไม่ใช่เพียงเพราะเขาสร้างแชมป์โลกได้ แต่เป็นเพราะเขาเข้าใจธรรมชาติของมวยอย่างลึกซึ้ง เขาเริ่มจากการเป็นคนดู กลายเป็นนักวิจารณ์ กลายเป็นเซียน กลายเป็นนักมวย กลายเป็นแชมป์ และสุดท้ายกลายเป็นครู ชีวิตของเขาจึงสะท้อนวิวัฒนาการของคนคนหนึ่งที่เติบโตไปพร้อมกับกีฬามวย ในสังคมไทยนั้น เรามักยกย่องนักมวยที่ชนะน็อกคู่ต่อสู้ ยกย่องแชมป์โลก ยกย่องผู้มีเข็มขัด แต่บางครั้งเราลืมมองคนที่อยู่เบื้องหลังลืมมองคนที่สร้างนักมวยขึ้นมา ลืมมองคนที่ถ่ายทอดประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น เซียนโหงวคือคนประเภทนั้น
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

