หน้าแรก บทความ ภาพเก่าเล่าตำ...

ภาพเก่าเล่าตำนาน : เวียดนามหักดิบ ยุบรวมจังหวัด-ปฏิรูปประเทศ

5.07.26 | 13:22 น.

ช่างกล้านัก…โต เลิม ผู้นำเวียดนาม พลิกโฉมประเทศครั้งใหญ่

1 กรกฎาคม 2025 ที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศ “ควบรวมจังหวัด” ครั้งประวัติศาสตร์ โดย “ลด” จำนวนจังหวัดและนครภายใต้การปกครองส่วนกลางลงจากเดิม 63 แห่ง ให้เหลือเพียง 34 จังหวัด

ผู้นำเวียดนามคนนี้ มุ่งมั่น กล้ารื้อถอนโครงสร้างราชการเพื่อลดความเทอะทะและตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ทำให้เกิด “แผนที่” ใหม่ โดยแบ่งออกเป็น 27 จังหวัด และ 7 นครที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง กลุ่มที่คงไว้ตามเดิม (ไม่ถูกควบรวม) มีเพียง 11 จังหวัด/นคร เท่านั้นที่มีขนาดและประชากรผ่านเกณฑ์มาตรฐานเดิม เช่น กรุงฮานอย นครเว้ จังหวัดกวางนิญ จังหวัดลายเจา เป็นต้น

กลุ่มที่ถูก “ควบรวม” เกิดจากการนำจังหวัดขนาดเล็กที่มีพื้นที่หรือประชากรไม่ตรงตามเกณฑ์มารวมกัน เช่น จังหวัดบั๊กนิญควบรวมกับจังหวัดบั๊กซาง จังหวัดลาวไกควบรวมกับจังหวัดเยนบ๊าย จังหวัดไฮเซืองควบรวมเข้ากับนครไฮฟอง

Advertisement

เมื่อลดจำนวนจังหวัด…ก็ลดข้าราชการ ลดงบประมาณมหาศาล

ก่อนการปฏิรูป งบประมาณแผ่นดินของเวียดนามมากกว่าร้อยละ 70 ถูกใช้ไปกับค่าใช้จ่ายประจำ เช่น เงินเดือนข้าราชการและค่าบริหารจัดการองค์กร การยุบรวมจังหวัดและกระทรวงช่วยให้ลดตำแหน่งพนักงานรัฐได้เกือบ 80,000 ตำแหน่ง ช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินไปได้มหาศาลเพื่อนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

ปรับโมเดลการปกครองเหลือเพียง “ระบบสองระดับ”

นอกจากการยุบจังหวัดแล้ว เวียดนามยังได้ยกเลิกหน่วยงานบริหารระดับอำเภอทั้งหมด ทำให้โครงสร้างการปกครองส่วนท้องถิ่นเหลือเพียง 2 ชั้นคือ ระดับจังหวัดและระดับตำบล ซึ่งช่วยลดขั้นตอนทางเอกสารและอนุมัติโครงการได้รวดเร็วขึ้น

แต่เดิม…เวียดนามใช้ระบบการปกครองท้องถิ่น 3 ระดับคือ จังหวัด อำเภอ ตำบล/ชุมชน สั่งยกเลิกหน่วยงานราชการระดับ อำเภอ ออกไปทั้งหมด พร้อมทั้งยุบรวมตำบล/ชุมชนออกไปถึง 2 ใน 3 ทำให้เหลือโครงสร้างบริหารเพียง 2 ระดับเท่านั้น คือ

ระดับจังหวัด/นคร ภายใต้ส่วนกลาง ทำหน้าที่กำกับดูแลนโยบายภาพรวมและออกกฎระเบียบท้องถิ่น

ระดับตำบล/ชุมชน ทำหน้าที่รับนโยบายไปปฏิบัติและให้บริการประชาชนโดยตรง โดยได้รับงบประมาณและอำนาจทางกฎหมายในการจัดการปัญหาในพื้นที่เพิ่มขึ้น

การปฏิรูปครั้งนี้ ถือเป็นการขยับตัวตามนโยบายของ เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ “โต เลิม” ที่มองว่าระบบราชการที่ซ้ำซ้อนคือ คอขวดสำคัญที่ขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ผู้นำเวียดนามตั้งเป้าจะพาเวียดนามเติบโตให้ถึงร้อยละ 10 ต่อปี เพื่อก้าวเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2045

ประชากรเวียดนามมีจำนวนประมาณ 102.2 ล้านคน (ข้อมูลล่าสุดในปี 2026) เมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุด อันดับ 1 นครโฮจิมินห์ (ประมาณ 10.5 ล้านคน) อันดับ 2 กรุงฮานอย (ประมาณ 9.4 ล้านคน)

โครงสร้างอายุประชากรเวียดนามอยู่ในช่วง “โครงสร้างประชากรทองคำ” (Golden Population) ซึ่งมีสัดส่วนประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15-64 ปี) สูงถึงเกือบร้อยละ 68 เอื้อประโยชน์อย่างมากต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการดึงดูดโรงงานอุตสาหกรรมต่างชาติ

ชนชาติเวียดนาม คือ นักรบ นักสู้ชีวิต รักแผ่นดินเกิด รักพวกพ้องที่ชาวโลกยกย่อง เคยตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสมาราว 99 ปี

ชาวเวียดนามทำสงครามกองโจรขับไล่มหาอำนาจตะวันตกแบบเลือดทาแผ่นดิน ชนะทั้งฝรั่งเศสและมหาอำนาจสหรัฐ

ประชากรส่วนใหญ่ร้อยละ 85.3 เป็นชาวเวียด อีกร้อยละ 14.7 เป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มน้อยอื่นๆ เช่น ชาวไต ชาวไทย ชาวเมือง และชาวม้ง

ภายใต้แนวนโยบายผู้นำคนใหม่…เน้นการปราบปรามคอร์รัปชั่นโดยเฉียบขาดอย่างไม่เคยมีมาก่อน ผ่านแคมเปญที่มีชื่อว่า “เตาหลอมร้อน” (Blazing Furnace หรือ t L) ซึ่งริเริ่มโดยอดีตเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ เหงียน ฟู้ จ่อง และได้รับการสานต่ออย่างเข้มข้นเด็ดขาดยิ่งขึ้นโดย เลขาธิการใหญ่คนปัจจุบัน คือ โต เลิม

ในอดีต… ผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์มักจะได้รับการคุ้มครอง ใช้อิทธิพลหลบเลี่ยงกฎหมายได้เสมอ ผิดเป็นถูก

รัฐบาลเวียดนามตั้งต้นปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมสำเร็จ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีประธานาธิบดีต้องลาออกถึง 2 คน (เหงียน ซวน ฟุก และ หวอ วัน เถือง) หลังถูกกดดันและตรวจพบว่าคนใกล้ชิดรวมถึงอดีตผู้ใต้บังคับบัญชามีส่วนพัวพันกับการทุจริต จับกุมรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูง คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ รวมถึงข้าราชการระดับสูงระดับกระทรวงและผู้ว่าราชการจังหวัดอีกหลายสิบคน ถูกจับกุมและส่งฟ้องศาลในคดีทุจริตงบประมาณช่วงโควิด-19

เวียดนามแสดงให้ “สังคมโลก” เห็นว่ามาตรการนี้มิได้จำกัดอยู่เพียงแค่ข้าราชการ แต่ยังรวมถึงกลุ่มทุนเอกชนที่สมรู้ร่วมคิดสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ

คดีประวัติศาสตร์ของ เจือง มาย หลั่น (Truong My Lan) ช่วงปี พ.ศ.2565 ถึง พ.ศ.2567 มหาเศรษฐีหญิงเจ้าของอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ ถูกศาลตัดสินลงโทษประหารชีวิต จากคดียักยอกทรัพย์และฉ้อโกงธนาคารไซง่อนคอมเมอร์เชียลแบงก์ (SCB) เป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3% ของ GDP เวียดนามในขณะนั้น)

รัฐบาลเวียดนามยุคใหม่…ปรับเปลี่ยนวิธีรับมือกับการปราบปรามคอร์รัปชั่นเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถเดินหน้าต่อได้

ปรับแก้ประมวลกฎหมายอาญา ผ่านกฎหมายที่บังคับใช้ล่าสุดระบุชัดเจนว่า จะเน้นความเข้มงวดในการยึดทรัพย์สินที่ทุจริตกลับคืนมาเป็นของรัฐให้ได้มากที่สุด การลดโทษหากคืนทรัพย์สิน

กวาดล้างความสูญเปล่า (Wastefulness) ที่เป็นบาดแผลประเทศ

ภายใต้การนำของ โต เลิม ยังขยายผลไปสู่การ “ตรวจสอบโครงการรัฐที่ปล่อยทิ้งร้าง” โดยสั่งตรวจสอบที่ดินภาครัฐและอาคารรกร้างกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์

ประชาชนชื่นชมที่รัฐบาลเอาจริงกับการปราบโกงเพื่อสร้างความโปร่งใส เพื่อให้ประเทศไปต่อได้ มีอนาคตสดใสสำหรับลูกหลาน

เวียดนามเป็นประเทศที่ใช้โทษประหารชีวิตในคดียาเสพติดสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยในแต่ละปีมีผู้ค้ายาทั้งชาวเวียดนามและชาวต่างชาติ ถูกศาลพิพากษาประหารชีวิตเป็นจำนวนมาก

เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) หลั่งไหลเข้าสู่เวียดนามอย่างถล่มทลายและเติบโตทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยสถิติล่าสุดในไตรมาสแรกของปี 2026 มียอดเงินลงทุนต่างชาติจดทะเบียนใหม่สูงถึง 15,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทะยานพุ่งขึ้นร้อยละ 42.9 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และตัวเลข 5 เดือนแรกของปี 2026 ก็พุ่งไปถึง 2.48 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 34.9% แบบปีต่อปี)

นักลงทุนต่างชาติมองว่า ความเด็ดขาดนี้ช่วยล้างระบบส่วยและการจ่ายสินบน ทำให้นโยบายของประเทศมีเสถียรภาพและยุติธรรม

การยุบควบรวมกระทรวงและการยุบรวมหน่วยงานระดับอำเภอที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2025 ช่วยปลดล็อก “คอขวดระบบราชการ” ทำให้นักลงทุนสามารถทำเรื่องขอใบอนุญาตตั้งโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมได้กระชับและรวดเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก

เวียดนามในยุคใหม่…กำลังเปลี่ยนผ่านจากการรับจ้างผลิตสินค้ามูลค่าต่ำ ไปสู่การดึงดูดทุนนอกเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและมูลค่าเพิ่มสูง : ฐานอุตสาหกรรมหลัก ภาคการผลิตและการแปรรูป (Manufacturing and Processing) ยังคงครองแชมป์การดึงเม็ดเงินสูงสุด คิดเป็นสัดส่วนราว 69% ของทุนจดทะเบียนใหม่ทั้งหมด

มุ่งไปสู่ความเป็น “ฮับเซมิคอนดักเตอร์และ AI” โดยบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลั่งไหลเข้ามาลงทุนสร้างโรงงานประกอบชิป อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพื่อเป็นฐานผลิตทดแทนประเทศจีน

สิงคโปร์ ครองแชมป์ผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดจีน และฮ่องกง ย้ายฐานการผลิตเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เน้นลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีและชิ้นส่วนยานยนต์อัจฉริยะ

อเมริกา…ที่เคยเป็น “ศัตรู” ก็เข้ามาเวียดนาม

บริษัทและกลุ่มทุนจากสหรัฐอเมริกาเน้นย้ำการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High-tech & High-value) โดยเฉพาะหลังจากความร่วมมือเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน” ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนจากอเมริกาหลั่งไหลเข้าสู่เวียดนามในปี 2025-2026 เติบโตขึ้นหลายเท่าตัว

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และชิป (Semiconductors) คือเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม

รัฐบาลสหรัฐเปิดทางให้เวียดนามเข้าถึงเครื่องมือซอฟต์แวร์ขั้นสูงเพื่อสร้างฮับชิปแห่งใหม่ทดแทนประเทศจีน (นโยบาย China+1):

บิ๊กเทคอย่าง NVIDIA ร่วมมือกับพันธมิตรเวียดนามจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยี AI และ Qualcomm ได้ลงนามพัฒนาอุปกรณ์อัจฉริยะร่วมกับ Viettel คลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์ Amazon Web Services (AWS) และ Meta ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คลาวด์คอมพิวติ้ง และระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์

บริษัท Boeing เข้าไปตั้งห่วงโซ่อุปทานผลิตชิ้นส่วนอากาศยานและขยายความร่วมมือกับสายการบินท้องถิ่นซัพพลายเชน Apple และผู้ผลิตคู่สัญญายังคงขยายโรงงานประกอบอุปกรณ์ เช่น iPad AirPods และ Apple Watch อย่างต่อเนื่อง

ไม่น่าเชื่อครับ…สหรัฐสนับสนุนงบประมาณร่วมสร้างศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรด้านไอทีและวิศวกรรมชิป เพื่อปั้นแรงงานเวียดนามป้อนให้กับบริษัทเทคของสหรัฐ

สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาแห่งชาติของสหรัฐ (DFC) มอบวงเงินสินเชื่อและการค้ำประกันความเสี่ยงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับโครงการโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานหมุนเวียน และกลุ่มสตาร์ตอัพในเวียดนาม เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทุนเอกชนอเมริกันกล้าเข้ามาลงทุนในเวียดนามมากขึ้น …

นายโต เลิม ผู้พลิกแผ่นดินเวียดนาม ไม่พบประวัติว่าท่านเคยศึกษาต่อในระดับปริญญาบัตร ณ สถาบันการศึกษาใดในต่างประเทศ…

ถ้าไม่เริ่ม…ก็อยู่อย่างเดิมกันต่อไป… เวียดนาม…โชคดีมีอนาคตให้ลูกหลาน

พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก