เมื่อวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบการปฏิรูประบบราชการและการบริหารจัดการกำลังพลภาครัฐ โดยมีเป้าหมายตรึงกำลังพลไม่ให้เพิ่มขึ้น ทยอยยุบเลิกหน่วยงานส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค รวมถึงตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็นภายในกรอบเวลาประมาณ 8 ปี และนำเทคโนโลยีมาทดแทน
ทั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดินและทำให้ภาครัฐใช้จ่ายงบประมาณด้านบุคลากรอย่างคุ้มค่า ฯลฯ
ผู้เขียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาทดแทนซึ่งนอกจากเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแล้ว ยังอาจลดปัญหาคอร์รัปชั่นในวงราชการได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ขอเสนอเพิ่มเติมว่า หากจะพิจารณาลด “ความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน” ลง โดยรวมภารกิจที่เหมือนกันไว้ในองค์กรเดียวและให้มีหน้าที่และความรับผิดชอบที่ชัดเจน ก็จะช่วยให้การปฏิรูปราชการสมบูรณ์ขึ้น
ตัวอย่างเวียดนามที่ได้ปฏิรูประบบการปกครองครั้งใหญ่ โดยลดจำนวนจังหวัดลงเกือบครึ่ง
เดิมเวียดนามมี 63 จังหวัด แต่หลังการปฏิรูปในปี 2568 ได้ควบรวมหลายจังหวัดเข้าด้วยกัน ทำให้เหลือเพียง 34 จังหวัดเท่านั้น
แล้วผู้ว่าราชการจังหวัดเดิมทำอย่างไร?
เพราะเมื่อควบรวมจังหวัด จำนวนตำแหน่งผู้บริหารระดับจังหวัดย่อมลดลงตามโครงสร้างใหม่ เวียดนามจึงต้องจัดระบบและบุคลากรใหม่
พร้อมปรับผู้บริหารและบุคลากรเดิมเข้าสู่โครงสร้างใหม่ตามความเหมาะสม รวมทั้งมีมาตรการรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างด้วย
การปฏิรูปของเวียดนามในครั้งนั้นมีเป้าหมายหลักหลายประการ ทั้งลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานราชการ ลดจำนวนบุคลากรและค่าใช้จ่ายภาครัฐ แล้วยังเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารอีกด้วย
สำหรับส่วนราชการของไทยนั้น หลายหน่วยงานเกิดขึ้นหรือปรับโครงสร้างตามนโยบายของรัฐบาลในแต่ละช่วงเวลา
จนบางครั้งทำให้เกิดภารกิจที่ใกล้เคียงหรือทับซ้อนกัน รวมทั้งมีตำแหน่งบริหารและค่าใช้จ่ายด้านสำนักงานเพิ่มขึ้น
เช่น สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เป็นต้น
บางส่วนราชการ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งปรับโครงสร้างหลายครั้ง จึงควรพิจารณาทบทวนภารกิจและโครงสร้างของหน่วยงานภายในอย่างจริงจังว่า ส่วนใดมีภารกิจซ้ำซ้อนกันหรือสามารถรวมกันได้ ก็ควรยุบรวม เพื่อลดทั้งจำนวนหน่วยงาน ตำแหน่งบริหาร และค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
ดังนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะยุบรวมหน่วยงานที่มีภารกิจใกล้เคียงกันเข้าด้วยกัน
ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการบริหาร ลดตำแหน่งซ้ำซ้อน ลดค่าใช้จ่ายด้านสำนักงานและระบบต่างๆ ได้
ตัวอย่างส่วนราชการที่คิดว่ามีภารกิจที่เกี่ยวเนื่องและอาจทับซ้อนกันที่เห็นชัดเจนที่สุดคือส่วนราชการที่เกี่ยวกับน้ำ
ประเทศไทยมีหน่วยงานด้านน้ำกระจายอยู่หลายส่วนราชการ คือ
กรมชลประทาน สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี
จึงควรจะพิจารณาทบทวนโครงสร้างและแบ่งขอบเขตอำนาจหน้าที่ใหม่ว่า ภารกิจใดควรอยู่กับหน่วยงานใด และภารกิจใดสามารถรวมกันได้
ซึ่งจะช่วยให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการอย่างเป็นเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งในภาพรวมของประเทศได้
สุดท้ายก็คือหน่วยงานใกล้ตัวของผู้เขียนเอง
ก็เรื่องสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ที่แยกตัวไปจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) เมื่อปี 2545 นั่นแหละครับ
โดยที่ภารกิจด้านการพัฒนาระบบราชการกับการบริหารทรัพยากรบุคคลมีความเชื่อมโยงกัน
การอยู่รวมกันจะช่วยลดโครงสร้างและค่าใช้จ่ายในการบริหาร และจะทำให้การปฏิรูประบบราชการและการบริหารกำลังคนภาครัฐอยู่ในทิศทางเดียวกันด้วย
ดังนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ทั้งสองหน่วยงานนี้ควรรวมกัน
ขอเสนอความเห็นมาเพื่อโปรดพิจารณา
พุธทรัพย์ มณีศรี

