หน้าแรก บทความ การปฏิรูปภาคร...

การปฏิรูปภาครัฐบทเรียนจากภาคเกษตร

27.08.26 | 13:24 น.

ประเทศไทยพูดเรื่อง “การปฏิรูปภาครัฐ” มานานกว่า 30 ปี แต่ผลลัพธ์กลับไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก รัฐยังคงทำงานแบบรวมศูนย์ ใช้กฎระเบียบจำนวนมาก ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ประชาชนในระดับรากหญ้าจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกว่าระบบราชการไม่สามารถแก้ปัญหาที่แท้จริง การทำมาหากินของคนรากหญ้าก็ลำบากยากแค้นขึ้นเรื่อยๆ ภาคเกษตรโดยเฉพาะการปลูกข้าวเป็นตัวอย่างที่สะท้อนปัญหานี้ได้ชัดที่สุด


แม้ประเทศไทยจะเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก แต่ฐานการผลิตกลับกำลังอ่อนแอลง ประเทศไทยยังส่งข้าวออกได้มาก แต่ในต้นทุนที่สูง เกษตรกรได้รายได้ต่ำ รายงาน Modern Agricultural Policy Program ของ TDRI ระบุว่า เกษตรกรมีอายุสูงขึ้นร้อยละ 30 อายุเกินกว่า 65 ปี เป็นหนี้ครัวเรือนเกษตรเฉลี่ย 278,000 บาท และกว่าร้อยละ 50 ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตลอดช่วงชีวิต รายได้ของชาวนาไทยเฉลี่ย 584.7 บาทต่อเดือน ในขณะที่ภาคเกษตรอื่นๆ เฉลี่ยสูงกว่า 2 เท่า เกษตรกรจำนวนมากพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐ และต้องเผชิญกับความผันผวนของภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นทุกปี ขณะที่ระบบราชการยังใช้วิธีบริหารแบบเดิม คือกำหนดนโยบายจากส่วนกลาง แล้วส่งคำสั่งลงไปยังพื้นที่ทั่วประเทศโดยใช้มาตรฐานเดียวกัน

แนวทางเช่นนี้อาจเหมาะกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่ไม่เหมาะกับการจัดการระบบเกษตรที่แต่ละพื้นที่มีสภาพดิน น้ำ ภูมิอากาศ และปัญหาที่แตกต่างกัน เอกสารการประเมินของ TDRI (2026) ด้านการเปลี่ยนแปลงภาคข้าวไทยจึงสรุปว่า การเปลี่ยนแปลงจากนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในภาคเกษตรไม่ได้เกิดจากระบบราชการ แต่เกิดจากเครือข่ายในพื้นที่ทั้งภาคประชาสังคม วิสาหกิจชุมชน สตาร์ตอัพ
มหาวิทยาลัย โรงสี และภาคธุรกิจที่ทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรมากกว่า นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับการปฏิรูปภาครัฐ

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้าราชการไม่ทำงาน หากแต่อยู่ที่การออกแบบองค์กรแบบ “คุณพ่อรู้ดี” ที่ยังเชื่อว่าความรู้ทั้งหมดอยู่ที่ส่วนกลาง และประชาชนเป็นเพียงผู้รับนโยบาย ความคิดเช่นนี้ทำให้เกิดโครงการจำนวนมากที่ใช้ได้เพียงระยะสั้น บางแห่งได้รับเครื่องจักรแต่ไม่มีผู้ใช้หรือเครื่องจักรที่ใช้กับวัตถุดิบในพื้นที่ไม่เหมาะสม บางแห่งได้รับการอบรมแต่ไม่ตรงกับปัญหาในพื้นที่ ขณะที่งบประมาณอุดหนุนแบบให้เปล่าเป็นกำลังใจต่อไร่จำนวนมหาศาลกลับสร้างแรงจูงใจให้รอความช่วยเหลือมากกว่าการปรับตัว

Advertisement

ในความเป็นจริง เกษตรกรปรับตัวได้รวดเร็ว หากเทคโนโลยีนั้นช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ หรือแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่จริง ตัวอย่างเช่น การยอมรับพันธุ์ข้าวที่ทนต่อน้ำท่วมหรือโรค การจัดการน้ำระดับชุมชน และการวิจัยแบบมีส่วนร่วม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเพราะเกษตรกรเป็นผู้ร่วมคิดและร่วมทดลอง ไม่ใช่เพราะได้รับคำสั่งจากส่วนกลาง ดังนั้นหากประเทศไทยต้องการปฏิรูปรัฐ สิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยนไม่ใช่โครงสร้างกระทรวง แต่เป็น “หลักการดำเนินงาน” จากรัฐที่เป็น “ผู้สั่งการ” ไปสู่รัฐที่เป็น “ผู้สนับสนุน”

จากการควบคุมทุกขั้นตอนไปสู่การสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ผู้มีศักยภาพในพื้นที่สามารถทำงานร่วมกันได้ จากการให้เงินอุดหนุนทั่วไปไปสู่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและองค์ความรู้ เช่น ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ การสร้างตลาดใหม่ให้ผลผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนเป็นการลงทุนที่เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว การจัดการฟางและตอซังโดยไม่เผา ระบบข้อมูลดิจิทัล การตรวจวัดคาร์บอนต้นทุนต่ำ การใช้ปุ๋ยตามสภาพดิน

อีกบทเรียนหนึ่งที่สำคัญคือ การปฏิรูปรัฐไม่จำเป็นต้องหมายถึงการที่รัฐทำทุกเรื่องเอง

การขับเคลื่อนหลายเรื่องควรให้มูลนิธิ องค์กร ภาคประชาสังคม สถาบันวิจัย สตาร์ตอัพ วิสาหกิจเพื่อสังคม และองค์กรชุมชนเป็นผู้ดำเนินงาน โดยรัฐทำหน้าที่กำหนดเป้าหมาย สนับสนุนงบประมาณ สร้างมาตรฐาน และประเมินผล เพราะองค์กรเหล่านี้มีความยืดหยุ่น เข้าใจพื้นที่ และตอบสนองต่อวิกฤตได้รวดเร็วกว่าระบบราชการแบบรวมศูนย์

ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นภูมิอากาศ เทคโนโลยี หรือเศรษฐกิจ การบริหารแบบรวมศูนย์ย่อมปรับตัวไม่ทันอีกต่อไป รัฐจึงต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ทำทุกอย่าง” มาเป็น “ผู้ออกแบบระบบ” ที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมสร้างนวัตกรรม ปัจจุบันนี้ ประเทศไทยเริ่มมีบริษัทสตาร์ตอัพรุ่นใหม่ เช่น Ricult ซึ่งนำข้อมูลพยากรณ์อากาศ ภาพถ่ายดาวเทียม Machine Learning และ AI มาวิเคราะห์สถานการณ์เพาะปลูกเป็นรายแปลง ช่วยเกษตรกรวางแผนการปลูก การใส่ปุ๋ย การจัดการศัตรูพืชและการเก็บเกี่ยว ขณะที่ ListenField ใช้ AI ข้อมูลดิน สภาพอากาศ และข้อมูลจากแปลงเพื่อประเมินการเจริญเติบโต พยากรณ์ผลผลิต และช่วยจัดการฟาร์มอย่างแม่นยำ เทคโนโลยีเช่นนี้ทำให้ความรู้ที่เดิมอยู่ในห้องทดลองหรือหน่วยราชการสามารถกลายเป็นบริการที่เกษตรกรใช้ตัดสินใจได้จริง

เทคโนโลยีโดรนก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่รัฐไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องไปแจกหรือเป็นผู้ให้บริการเอง แต่สามารถสนับสนุนให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เป็นผู้ให้บริการแก่เกษตรกรได้ ข้อมูลจากโครงการ Safe Agricultural Drones: Nakhon Phanom Model ในแปลงสาธิตข้าวเหนียว กข 22 ขนาด 22 ไร่ พบว่าการใช้โดรนช่วยลดการใช้เมล็ดพันธุ์ร้อยละ 52 ลดปุ๋ยร้อยละ 25 ลดต้นทุนแรงงานร้อยละ 41 และเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยเป็น 1,100 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าวิธีเดิมประมาณ 250 กิโลกรัมต่อไร่

นวัตกรรมเหล่านี้เปิดทางเลือกใหม่ให้นโยบายเกษตร แทนที่จะจ่ายเงินช่วยเหลือต่อไร่แบบเดียวกันทั่วประเทศ รัฐอาจเปลี่ยนเงินส่วนหนึ่งเป็น “คูปองบริการเพิ่มผลิตภาพ” ให้เกษตรกรเลือกซื้อบริการจากผู้ให้บริการที่ผ่านมาตรฐาน เช่น การตรวจดิน การวิเคราะห์ข้อมูลรายแปลง การใช้โดรน การจัดการน้ำ หรือคำแนะนำการใช้ปุ๋ยตามสภาพดิน รัฐกำหนดเป้าหมายและประเมินผล แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ให้บริการเอง วิธีนี้จะสร้างทั้งผลิตภาพของเกษตรกรและตลาดให้สตาร์ตอัพ วิสาหกิจเพื่อสังคม และผู้ประกอบการท้องถิ่นแข่งขันกันพัฒนาบริการ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ เปลี่ยนจาก “รัฐที่แจกเงิน” เป็น “รัฐที่ซื้อการเพิ่มผลิตภาพให้ประชาชน”

การปฏิรูปภาครัฐจึงไม่ใช่การเพิ่มอำนาจให้ระบบราชการ หากแต่เป็นการสร้างรัฐที่เรียนรู้จากพื้นที่ เชื่อมั่นในประชาชน และสามารถเชื่อมโยงพลังของภาคส่วนต่างๆ ให้สามารถทำงานร่วมกัน ร่วมกันแก้ปัญหา และสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน

มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด