หน้าแรก บทความ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : สายพันธุ์มนุษย์ปริศนา

30.08.26 | 12:42 น.

ากโครงกระดูกของมนุษย์สายพันธุ์หนึ่งซึ่งเล็ก บอบบาง และสูญพันธุ์ไปแล้ว จนรู้จักกันเป็นการทั่วไปในชื่อ “ฮ็อบบิท” ที่ถูกค้นพบเมื่อปี 2003 ถูกหยิบขึ้นมาศึกษาวิเคราะห์ใหม่ ด้วยความหวังว่าจะช่วยให้ล่วงรู้ลักษณะความเป็นอยู่ ที่มา ที่ไป ของมนุษย์สายพันธุ์ปริศนานี้ให้มากขึ้น โดยการนำเอากระดูกส่วนสะโพก (hip bones) โดยทีมวิจัยทางด้านมานุษยวิทยา ที่นำโดย ศาสตราจารย์ คริสตี้ แอล. ลิวตัน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสรีรศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยแห่งเซาเทิร์น แคลิฟอร์เนีย


ศาสตราจารย์ลิวตันเปิดเผยว่า จากผลการศึกษาล่าสุดพบว่า มนุษย์ฮ็อบบิท (ชื่อวิทยาศาสตร์-Homo floresiensis) หรือโฮโม ฟลอเรเซียนซิส สามารถยืนสองขาเดินตัวตรงและมีลักษณะรูปร่าง
คล้ายกับมนุษย์มากกว่าที่เคยคิดกันไว้ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามผลจากการวิเคราะห์กระดูกสะโพกแสดงให้เห็นว่า มนุษย์สายพันธุ์นี้ยังคงเดินในลักษณะพื้นฐานดั้งเดิมอยู่มากกว่า ทำให้ไม่สามารถทำความเร็วในการเดินได้มากนัก นอกจากนั้นยังไม่มีทักษะในการล่าสัตว์และใช้ไฟในการปรุงอาหาร ด้วยเหตุนี้จึงยังมีความแตกต่างจากสายพันธุ์มนุษย์ในปัจจุบัน หรือโฮโม เซเปียนส์ (Homo sapiens) อยู่อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเหตุนี้ความหวังที่คาดกันว่าจะได้รู้เรื่องต้นกำเนิดของมนุษย์ฮ็อบบิทมากขึ้น จึงไม่เป็นจริง แถมยังยิ่งจะมืดมนกว่าเดิมเข้าให้อีกด้วย

ลูซี่ (ภาพ- Brigid Slinger)

ศาสตราจารย์ลิวตันเปิดเผยว่า ถ้ามองโดยรวมแล้วมนุษย์ฮ็อบบิทมีความใกล้เคียงกับมนุษย์ยุคปัจจุบันอยู่ไม่น้อย และมีความใกล้เคียงกับสายพันธุ์มนุษย์อื่นๆ โดยเฉพาะในแง่ของการเคลื่อนไหวซึ่งมีลักษณะ
คล้ายมนุษย์มาก แต่ไม่เร็วเท่าแถมยังเดินสองขาไปไม่ได้ระยะทางไกลอีกด้วย

ทีมวิจัยได้ข้อสรุปดังกล่าวหลังจากศึกษาวิจัยกระดูกสะโพกของมนุษย์ฮ็อบบิท ที่ถูกตั้งชื่อเป็นรหัสว่า “แอลบี-1” ซึ่งเป็นซากโครงกระดูกเพศหญิงโตเต็มวัย สูงประมาณ 1 เมตร เมื่อเสียชีวิตลงในราว 100,000 ถึง 60,000 ปีก่อนบนเกาะฟลอเรสของอินโดนีเซีย ทั้งนี้นอกจากจะนำผลวิจัยไปเทียบเคียงกับมนุษย์สายพันธุ์อื่นแล้ว ยังนำไปเทียบเคียงกับสายพันธุ์มนุษย์ในยุคไพลสโตซีนที่เป็นที่รู้จักกันในแวดวงวิจัยมาแล้วอย่างเช่น “ลูซี่” ด้วยเหตุที่ว่า ฮ็อบบิทไม่เพียงมีลักษณะคล้ายมนุษย์เท่านั้นยังมีบางอย่างไปคล้ายคลึงกับลักษณะของมนุษย์ในสายพันธุ์ลูซี่อีกด้วย ตัวอย่างเช่น กระดูกมือของฮ็อบบิทมีลักษณะคล้ายกับเผ่าพันธุ์ของลูซี่ แต่กระดูกส่วนไหล่และแขนท่อนบนกลับไปคล้ายของมนุษย์มากกว่า เป็นต้น

Advertisement

ลักษณะทางกายภาพที่ผู้เชี่ยวชาญพบเห็นก็คือ กระดูกปีกสะโพกของมนุษย์ฮ็อบบิท เอียงออกห่างจากลำตัวมากเหมือนกับที่ปรากฏในเผ่าพันธุ์ของลูซี่ ทำให้เดินสองเท้าได้ช้ากว่าและมีประสิทธิภาพน้อยกว่าที่เราเห็นกันในเผ่าพันธุ์มนุษย์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตามเมื่อทีมวิจัยนำเอาลักษณะเอียงดังกล่าวไปเทียบเคียงกับลักษณะของสิ่งมีชีวิตจำพวกลิงใหญ่ (apes) อาทิ ชิมแปนซี, กอริลลา, เผ่าพันธุ์ลูซี่ และเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งที่ยังคงมีอยู่และที่สูญพันธุ์ไปแล้วก็ตาม ตัวเลขที่วัดได้กลับมีความใกล้เคียงในทางสถิติกับบรรดาเผ่าพันธุ์มนุษย์อื่นๆ ในยุคไพลสโตซีน รวมทั้งเผ่าพันธุ์ “โฮโม อีเรคตัส” (Homo erectus) แต่กลับแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากเผ่าพันธุ์ของลูซี่และบรรดาลิงใหญ่ทั้งหลาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามนุษย์ฮ็อบบิทใช้รูปแบบการเดินสองเท้าแบบเดียวกับมนุษย์เรานี่เอง แต่นี่ไม่ใช่สิ่งบ่งชี้ว่ามนุษย์ฮ็อบบิทมีรูปแบบการเดินเหมือนพวกเรา แต่กลับบ่งชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ฮ็อบบิทไม่สามารถเดินเป็นระยะทางไกลๆ หรือเดินเร็วๆ ได้ แต่อาจมีพฤติกรรมบางอย่างที่คล้ายคลึงกับมนุษย์เท่านั้น

แคลีย์ ออร์ นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคโลราโด ในเดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานวิจัยครั้งนี้บอกว่า ผลการศึกษาวิจัยนี้สอดคลัองกับผลการเปรียบเทียบกระดูกปีกสะโพกเชิงปริมาณที่ทีมของตนศึกษาไว้และเผยแพร่ออกมาเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งพบว่า กระดูกปีกสะโพกของตัวอย่าง แอลบี-1 ถ่างออกมาจนเกือบเหมือนของเผ่าพันธุ์มนุษย์

ออร์ระบุว่า ผลวิจัยใหม่นี้บ่งชี้ให้เห็นว่าซากโครงกระดูกของมนุษย์ในยุคโบราณนั้นมีความแตกต่างกันหลากหลายมากในแง่ของขนาดและรูปร่าง ส่วนจะมีความหมายอย่างไรต่อที่มาของมนุษย์สายพันธุ์นี้ก็ยังคงคลุมเครืออยู่ดี

แต่ศาสตราจารย์ลิวตันแย้งว่าผลการค้นพบครั้งนี้ เท่ากับเป็นการสนับสนุนทฤษฎีหลักสองทฤษฎีว่าด้วยที่มาของมนุษย์ฮ็อบบิท หนึ่งคือทฤษฎีที่ว่า มนุษย์ฮ็อบบิทเป็นผลมาจากวิวัฒนาการของมนุษย์สายพันธุ์อื่น โดยเฉพาะโฮโม อีเรคตัส แต่กลับเปิดปรากฏการณ์เตี้ยแคระขึ้นเมื่อมาถึงเกาะฟลอเรส หรือพูดง่ายๆ ว่ามนุษย์ฮ็อบบิทก็คือมนุษย์สายพันธุ์อื่นที่ย่อส่วนลงมานั่นเอง หรือไม่ก็เป็นไปในทางที่สอง นั่นคือมนุษย์
ฮ็อบบิทวิวัฒนาการมาจากมนุษย์สายพันธุ์อื่นที่มีลักษณะเล็ก เตี้ย อยู่แล้ว แต่ไม่เป็นที่รู้จักกันในแวดวงวิชาการ

ในการวิเคราะห์เชิงพันธุกรรม ซึ่งรวมทั้งการนำเอาโปรตีนบรรพกาลมาศึกษาเปรียบเทียบ อาจช่วยแก้ปัญหาที่มาของมนุษย์เผ่าพันธุ์ปริศนานี้ได้

แต่ศาสตราจารย์ลิวตันบอกว่า การไขปริศนานั้นคงไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้หรอก

ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์