หน้าแรก บทความ ภาพเก่าเล่าตำ...

ภาพเก่าเล่าตำนาน : งานข่าวกรอง…ความยากในความง่าย

30.08.26 | 12:29 น.

 


“ข่าวกรองที่ดีที่สุด ไม่ได้มาจากสายลับในเงามืด แต่มาจากข้อมูลที่เปิดเผยอยู่ตรงหน้าเราทุกคน”

รายการ “วิเคราะห์-เล่าข่าว” โดยพิธีกรของสื่อสังคมออนไลน์ ทางโทรทัศน์ของบ้านเรา เจาะเหตุการณ์ “ด้านความมั่นคง” ในต่างประเทศ ในประเทศ บางรายการ เป็นการทำงานข่าวที่ “ยอดเยี่ยม-ทรงคุณค่า”

ที่สำคัญคือ ชมฟรี ไม่เสียซักบาท

Advertisement

คุณและเธอ (ที่ผมเป็นแฟนรายการ) ที่นำเสนอข่าวแบบมืออาชีพ รวมถึงผู้ร่วมรายการส่วนใหญ่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อทิศทางการทำงานของบ้านเมืองอย่างทรงคุณค่า น่ารับชม

คลิปภาพของ “มือสมัครเล่น” บางคลิป เปิดเผยข้อมูล “ลับมาก” โดยมิได้ตั้งใจ เป็นทั้งคุณอนันต์ โทษมหันต์

ข่าว-เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นมาแล้ว นำมาบอกเล่า วิจารณ์ต่อสาธารณะ…พอจะสามารถบอก “เหตุการณ์” ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

หมายรวมถึงหนังสื่อพิมพ์อย่าง มติชน

ในโลกยุคปัจจุบัน การทำงานข่าวกรอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา “หน่วยข่าวกรอง” หรือองค์กรสืบราชการลับเสมอไป และภาพจำแบบภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดที่มีสายลับใส่สูท ดักฟัง หรือลอบเข้ามาขโมยข้อมูลนั้น ถือเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวของการข่าวเท่านั้น

ความล้มเหลวของ “ข่าวกรอง” ไม่ใช่แค่ความผิดพลาดทางเอกสาร แต่คือ ตั๋วเที่ยวเดียวสู่ “นรกบนดิน” และจุดจบของอธิปไตยชาติ สิ้นชาติ

พาคนในประเทศกลายเป็นทาส

เมื่อ “ตา” ของประเทศบอดสนิท หูของแผ่นดินหนวกหนา สิ่งที่ตามมาคือมหา “หายนะ” ที่พร้อมจะกลืนกินทุกชีวิตและเผาทำลายบ้านเมืองให้วอดวายในพริบตา …

เมื่อไม่มีข่าวกรองที่แม่นยำ กองทัพก็เหมือน “คนตาบอด” ที่เดินลงเหว วางกำลังผิดจุด ยุทธศาสตร์ล้มเหลว และกลายเป็นเป้านิ่งให้ศัตรูบดขยี้อย่างง่ายดายพรมแดนถูกฉีกกระชาก

กองกำลังต่างชาติหรือกลุ่มแบ่งแยกดินแดนรุกคืบยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญได้ โดยที่ผู้นำประเทศยังนั่งประชุมกันอยู่ในห้องแอร์ มีคณะกรรมการมหาศาลพูดเพ้อเจ้อในทฤษฎี สนุกกับการเล่าเรื่องเก่าๆ

ความสุขสุดขีด คือ การได้ซื้ออุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศ ราคาหลายร้อยล้าน อ้างว่า…เพื่อจะนำมา “ทำงาน” ในขณะที่ “การใช้” อุปกรณ์ไฮเทคเหล่านั้น ใช้ได้เพียงเสี้ยวเดียวของขีดความสามารถและราคา

ไม่ช้าไม่นาน…เมื่อคนมาใหม่ ก็จะบอกว่านั่นคือ “ของเก่า” ที่ล้าสมัย…ต้องซื้อใหม่กว่านี้อีก…อุปกรณ์ไฮเทคเหล่านี้ในบางหน่วยกองพะเนิน ทั้งที่ใช้มาบ้างและบางส่วนยังไม่ได้นำไปใช้เลย

เรื่องที่เลวร้ายอีกประการหนึ่ง คือ เจ้าหน้าที่ใช้เครื่องมือไม่ชำนาญ ได้ข้อมูลดักฟังมาแล้ว…วิเคราะห์ ประเมินค่า ตีความไม่ออก

ที่สุดของความพินาศ คือ เจ้าหน้าที่การข่าวไม่ทำงานและโกหก

ทหารและเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ประชาชนมหาศาลต้องตายฟรี เพราะไม่มีข้อมูลการข่าว เพราะมีตำแหน่ง…แต่ความสามารถ

หน่วยข่าวกรอง และงบการข่าวของประเทศไทย…มหาศาล

แถมยังมีหน่วยข่าวกรองของไทยในต่างประเทศมากโข

เหตุการก่อความไม่สงบใน 3 จชต. ที่สูญเสียหนัก เสียหน้า จะมีใครหน้าไหนอยากจะมาลงทุนในประเทศที่ระบบความมั่นคงล้มเหลว

ธุรกิจทุกภาคส่วนกำลังถอดใจ ประชาชนเสื่อมศรัทธา

ผู้เขียนขอแชร์มุมมอง (ส่วนตัว) โดยเปรียบเทียบกับมาเลเซียที่เป็นเพื่อนบ้าน

ไทย-มาเลเซีย …มีรั้วติดกัน พรมแดนยาว 647 กิโลเมตร

บ้านหนึ่ง…คนในบ้านจ้องฆ่า เผา ทำลายล้าง วางระเบิดแทบทุกวัน…ผ่านมาแล้วหลายสิบปี ยังไม่รู้จะทำอย่างไร จะไปทางไหน

บ้านอีกหลัง…ทำมาหากิน ค่อนข้างเป็นปกติสุข

คนอาศัยทั้ง 2 บ้าน แทบจะเป็นพี่น้องกัน มีวิถีชีวิตใกล้เคียงกัน ไปมาหาสู่กัน พูดภาษาเดียวกัน แต่ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตต่างกันราวฟ้ากับเหว…

นี่เป็น “คำชื่นชม” การทำงานฝั่งมาเลเซียนะครับ…

ลองตั้งคำถามกันเล่นๆ นะครับ…เหตุก่อความไม่สงบในมาเลเซียที่มี ไม่ปรากฏ…เพราะอะไร?

มาเลเซีย…เป็นหนึ่งประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ให้ความสำคัญสูงสุดในเรื่องภัยคุกคาม กลุ่มหัวรุนแรง กลุ่มนอกศาสนา โดยการปราบปรามอย่างเข้มข้น

ที่ผ่านมา… เคยมีเด็กหนุ่มชาวมาเลเซียศรัทธาสมัครใจไปทำการรบในซีเรีย อิรัก แล้วกลับมาพร้อมอุดมการณ์ ที่ถือว่าอันตรายต่อความสงบในประเทศมาเลเซีย มีความพยายามปลุกระดมทางออนไลน์ของกลุ่มหัวรุนแรง ที่มุ่งหวังจะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้สนับสนุนก่อเหตุโจมตีแบบไร้เทคโนโลยีและแบบฉายเดี่ยว หรือ Lone Wolf

ทางการมาเลเซียใส่ใจ จับจ้องความเคลื่อนไหวของทุกกลุ่ม ในทำนอง “ต่อต้านการก่อการร้าย” อย่างต่อเนื่อง และสามารถ “หยุดยั้ง” การโจมตีโดยกลุ่มหัวรุนแรงหลายครั้งภายในประเทศได้สำเร็จ

รัฐบาลมาเลเซีย…มีประวัติทำงานต่อต้านการก่อการร้ายที่เข้มข้นมายาวนาน ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

กลุ่มก่อการร้ายภายในประเทศ เช่น กลุ่ม Kumpulan Mujahidin Malaysia (KMM) กลุ่มระดับภูมิภาค เช่น กลุ่ม Jemaah Islamiyah (JI) และกลุ่มข้ามชาติ เช่น อัล-เคดา ต่างก็ถูกทางการมาเลเซียปราบปรามได้สำเร็จ

ตุลาคม 2002 ขณะที่อินโดนีเซียเพื่อนบ้านกำลังเผชิญกับคลื่นการโจมตีที่ร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ระเบิดไนต์คลับในบาหลีที่กลุ่ม JI อ้างความรับผิดชอบ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไป 202 คน

มาเลเซีย…ที่ไปมาหาสู่กับอินโดนีเซีย กลับรอดพ้นจากช่วงทศวรรษแห่งความเสี่ยง ไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการโจมตีครั้งใหญ่ใดๆ

ทางการมาเลเซีย…เขาทำอะไร?

มาตรการทางกฎหมายและการจับกุมเชิงรุก (Preemptive Measures) การใช้อำนาจชิงลงมือจับกุม

รัฐบาลมาเลเซียเน้นการตัดไฟแต่ต้นลม ผ่านกฎหมายความมั่นคง เช่น Prevention of Terrorism Act (POTA) ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุการณ์การทำงาน

หน่วยข่าวกรอง E8 (Counter-Terrorism Division) ของตำรวจสันติบาลมาเลเซีย มีประสิทธิภาพสูงในการสกัดกั้นเครือข่าย ติดตามความเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์ และจับกุมกลุ่มหัวรุนแรงได้อย่างรวดเร็วก่อนลงมือก่อเหตุ

โปรแกรมปรับทัศนคติ (Deradicalisation) ผู้ที่ถูกจับกุมหรือเฝ้าระวังจะถูกส่งเข้าค่ายฟื้นฟูจิตใจและปรับความคิดค่านิยม เพื่อตัดโอกาสการกลับไปเป็นผู้ก่อการร้ายซ้ำ

ถามว่า…ทำได้ 100% หรือไม่?

คำตอบคือ ไม่!

อาวุธปืนและเครื่องกระสุน คือ ความเข้มงวดระดับสูงสุด

มาเลเซียควบคุมอาวุธปืนผ่านกฎหมายหลักสองฉบับ คือ พ.ร.บ.อาวุธปี 1960 (Arms Act 1960) และพระราชบัญญัติอาวุธปืน (เพิ่มโทษ) ปี 1971 (Firearms (Increased Penalties) Act 1971)

บุคคลทั่วไปสามารถยื่นขอใบอนุญาตพกพาหรือครอบครองอาวุธปืนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่กระบวนการตรวจสอบประวัติมีความเข้มงวดอย่างยิ่ง โดยอาจใช้เวลานานถึง 2 ปี และมีอัตราการอนุมัติเพียงประมาณร้อยละ 3 เท่านั้น

การครอบครองหรือพกพาอาวุธปืน กระสุน หรือแม้แต่เศษปลอกกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นความผิดร้ายแรง มีโทษจำคุกระยะยาว (สูงสุด 7 ปีหรือมากกว่าตามพฤติการณ์) ปรับเป็นเงินจำนวนมาก และในอดีตเคยมีบทลงโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิตสำหรับการใช้อาวุธปืนในการก่ออาชญากรรมร้ายแรง

เมื่อถูกตรวจพบเครื่องกระสุนปืน (แม้เพียงนัดเดียวหรือปลอกเดียว) เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเลเซียจะทำการจับกุมตัวและคุมขังทันทีเพื่อส่งฟ้องศาล โดยจะอ้างอิงกฎหมายหลัก

บ่อยครั้งที่มีเหตุคนไทยนำกระเป๋าใบเก่าที่เคยใช้ใส่ลูกกระสุนหรือปลอกกระสุนปืนมาใช้เดินทาง และมีเศษกระสุนหรือปลอกกระสุนนัดเดียว (แม้จะเป็นกระสุนที่ยิงแล้ว) ตกค้างอยู่ตามซอกกระเป๋า เมื่อผ่านเครื่องสแกนที่สนามบินหรือด่านชายแดนมาเลเซียจะถูกจับกุม

มาเลเซียมีหน่วยงานข่าวกรองที่ทรงอิทธิพลและทำงานประสานกันผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยแบ่งเป็น 3 เสาหลัก

1.หน่วยข่าวกรองทางทหาร 2.ตำรวจสันติบาล และ 3.องค์กรวิจัยข่าวกรองภายนอกประเทศ เป็นหน่วยงานข่าวกรองพลเรือนที่ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่คล้ายกับ CIA ของสหรัฐ หรือ MI6 ของอังกฤษ

มาเลเซียใช้ “ตำรวจสันติบาล” เป็นหลักด้านการข่าว

งานความมั่นคงชายแดนไทย-มาเลเซีย ตำรวจสันติบาลมาเลเซีย ถือเป็นหน่วยงานหลัก เป็นเจ้าภาพ ที่มีความสำคัญสูงสุดในมิติด้านความมั่นคงระหว่างทั้งสองประเทศ การทำงานด้านความมั่นคงของทุกประเทศ เจ้าหน้าที่ข่าวกรองมืออาชีพที่ไว้ใจได้ เป็นเรื่องที่ “หาได้ยากที่สุด”

คำว่า “ไว้ใจได้” คือ ไม่โกหก ไม่ทรยศต่อองค์กร ไม่หักหลังผู้บังคับบัญชาของตน ต้องปกป้องแหล่งข่าว

ใครบางคนที่ “มิได้” สังกัดหน่วยข่าวกรอง เก่งกว่า เชี่ยวชาญ รู้ลึก ใจถึง พึ่งได้มากกว่า เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง…ก็มีถม

นักธุรกิจ นักกีฬา งานทางวัฒนธรรม สมาคมกลุ่มต่างๆ เพื่อนเก่า ฯลฯ มีช่องทางพูดคุยติดต่อกันแบบเป็นธรรมชาติ มักรู้ความเป็นไปในทางลับ ไม่ต้องเสียเงินค่าจ้างหาข่าว

ไอ้ที่ใส่สูท ผูกเนกไท ประชุมกันเป็นฝูง เป็นโต๊ะใหญ่เพื่อประชุมงานข่าวกรอง มีงานเลี้ยงโก้หรู หมดเงินมหาศาล…นั่นคือความบันเทิงส่วนตัวที่ใช้ภาษีประชาชน

ใครบางคน มีพรสวรรค์ทำงานข่าวกรอง ตามธรรมชาติที่เลียนแบบไม่ได้ นักการข่าวต้องสนใจ มุ่งมั่นเลือกดูสื่อออนไลน์ ดูทีวี อ่านหนังสือพิมพ์บ้างนะครับ

หน่วยงานข่าวกรองของไทยมหาศาล กินหรู-อยู่สบาย เงินเยอะ เครื่องมือแยะ แต่ “ไม่สามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าได้เลย” บ้านเมืองเต็มไปด้วยภัยคุกคามทุกรูปแบบ สูญเสียซ้ำซาก..

ลองพิจารณาตัวเองบ้างนะครับ…

พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก