ความผิดกับความรับผิดชอบ
ไม่น่าเชื่อเลยว่าภายในเวลาไม่กี่เดือนความเชื่อมั่นในตัวรัฐบาลที่เคยได้เสียงโหวตอย่างแข็งแกร่งจะลดลงรวดเร็วถึงเพียงนี้ และมีแนวโน้มว่าจะตกต่ำไปเรื่อยๆ เมื่อรัฐบาลโต้กลับข้อมูลรั่วไหลเกี่ยวกับการฮั้ว ส.ว. โดยใช้วิธีทางกฎหมายเพื่อจะลงโทษผู้ที่ปล่อยให้ข้อมูลรั่วไหล หากผู้นั้นถูกเปิดเผยตัวมาในวันใดก็จะเป็นฮีโร่ไปเลย เพราะในมุมมองของประชาชนกลับเห็นว่าข้อมูลนี้มีประโยชน์ต่อประเทศอย่างมหาศาล แม้จะผิดกฎหมายก็ตาม และกลับเห็นว่ารัฐบาลพยายามจะปิดปากประชาชนคนรักชาติ
ปัญหาที่รุมเร้ารัฐบาลนี้ที่ใหญ่ๆ มีอยู่ 2 เรื่องด้วยกันก็คือ 1) การฮั้ว ส.ว. และ 2) การทุจริตของ สถ. ซึ่งถ้าสองอย่างนี้เชื่อมต่อกันได้ภายใต้เงื้อมมือเดียวกันก็หมายความว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกกินหัว (ส.ว.) กินหาง (สถ.) เพื่อจะได้กินกลางตลอดตัว รัฐไทยจะถูกยึด (state capture) ไปเป็นอาหารจานใหญ่ในบุฟเฟต์และโต๊ะจีนของผู้ยึดกุม แล้วอย่างนี้ จะไม่ให้คนไทยกังวลใจได้อย่างไร
ผู้นำอาจไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด แต่ต้องรับผิดชอบต่อระบบที่ตนมีอำนาจกำกับ ความรับผิดชอบทางการเมืองไม่เหมือนความผิดทางอาญา ผู้กระทำอาจเป็นคนอื่น แต่ผู้นำต้องอธิบายต่อประชาชนเข้าใจว่า เหตุใดระบบจึงล้มเหลวภายใต้การกำกับของตน
เมื่อเกิดความเสียหายครั้งใหญ่ ผู้นำมักกล่าวว่า “ไม่ได้เกี่ยวข้อง” ประโยคนี้อาจจะถูกต้องในทางพฤตินัยและนิตินัย แต่ยังไม่ตอบคำถามทางการเมือง เพราะความผิดกับความรับผิดชอบเป็นคนละเรื่องกัน ความผิดหมายถึงการฝ่าฝืนกฎหมายรวมถึงกระทำการโดยประมาท ส่วนความรับผิดชอบถามว่าใครได้รับอำนาจ งบประมาณ และความไว้วางใจให้กำกับระบบ เมื่อระบบนั้นตอบสนองล่าช้า หรือทำร้ายประชาชน ผู้นำจะรับผิดชอบอย่างไร? นี่คือ “จริยธรรมของความรับผิดชอบ” ผู้นำจะอ้างเพียงเจตนาดีหรือความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของตนไม่ได้ แต่ต้องมองผลที่เกิดขึ้นจริงในสังคม ในระบอบรัฐสภามีหลักความรับผิดชอบของรัฐมนตรี ซึ่งถือว่ารัฐมนตรีต้องตอบต่อสภาและประชาชนทั้งต่อการกระทำและการละเว้นของหน่วยงานใต้บังคับบัญชา การแก้ไขวิกฤตนั้นผู้นำจะลอยตัวอยู่เหนือปัญหาอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องไม่ได้ ผู้นำจะต้องเข้าใจถึงความรับผิดชอบของตัวเอง ต้องติดตามการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาคนผิดภายใต้บังคับบัญชาของตนให้ถึงที่สุดไม่ใช่ว่า “ก็สั่งไปแล้ว”
ในประเทศที่เจริญแล้วผู้นำสมัยใหม่ลาออกเพื่อรับผิดชอบแต่การลาออกจึงมิใช่คำรับสารภาพว่าตนเป็นผู้กระทำผิด แต่เป็นการยอมรับว่าอำนาจสูงสุดต้องมีต้นทุนเมื่อระบบล้มเหลว ลองมาดูตัวอย่างในกรณีแรกคือ ดอมบรอฟสกิส นายก
รัฐมนตรีลัตเวีย เมื่อหลังคาซุปเปอร์มาร์เก็ตในเมืองหลวงถล่มเมื่อ ค.ศ.2013 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 54 คนผู้ผิดคือผู้ออกแบบอาคารหรือฝ่าฝืนกฎความปลอดภัย แต่นายกรัฐมนตรีประกาศลาออกเพราะ “ความรับผิดชอบทางการเมือง” ต่อโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น เมื่อการกำกับมาตรฐานอาคารและการบังคับใช้กฎหมายล้มเหลว ความรับผิดชอบไม่ควรหยุดอยู่ที่วิศวกรหรือเจ้าหน้าที่ชั้นล่างเท่านั้น ในประเทศไทยตึกถล่มมาทั้งตึก บริษัทเอกชนก็เข้าคุกไปเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่มีฝ่ายรัฐที่รับผิดหรือรับผิดชอบเลยทั้งๆ ที่เวลาก็ผ่านไปกว่า 1 ปีแล้ว
กรณีที่สองคือ ชุง ฮง-วอน นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ หลังเรือเฟอร์รีเซวอลล่มใน ค.ศ.2014 คร่าชีวิตผู้คน 304 คน ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน ผู้รับผิดทางอาญาคือกัปตัน ลูกเรือ ผู้ประกอบการ และผู้เกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัย แต่นายกรัฐมนตรีประกาศลาออก เพราะรัฐบาลไม่สามารถป้องกันเหตุและตอบสนองได้อย่างเหมาะสม
ประธานาธิบดีให้นายกฯปฏิบัติหน้าที่ต่อจนงานกู้ภัยอยู่ภายใต้การควบคุมก่อนเพื่อจะได้ไม่ต้องทิ้งงานกลางวิกฤต
กรณีที่สามคือ ยูฮา ซิปิลา นายกรัฐมนตรีฟินแลนด์ ซึ่งลาออกพร้อมรัฐบาลใน ค.ศ.2019 หลังไม่สามารถผลักดันการปฏิรูประบบสุขภาพและบริการสังคมที่ดำเนินมาหลายปี โดยที่ไม่มีข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตหรือความผิดส่วนตัว แต่ลาออกเพราะว่านโยบายหลักที่รัฐบาลให้สัญญาไว้ไม่สำเร็จ
กรณีที่สี่คือรัฐบาลมาร์ก รึตเตอ แห่งเนเธอร์แลนด์ใน ค.ศ.2021 หลังรายงานของรัฐสภาพบว่า หน่วยงานภาษีกล่าวหาครอบครัวจำนวนมากอย่างไม่เป็นธรรมว่าโกงเงินอุดหนุนเลี้ยงดูบุตร หลายครอบครัวถูกเรียกเงินคืนจำนวนมากจนล้มละลาย ตกงาน หรือครอบครัวแตกแยก รึตเตอกล่าวว่าไม่ได้รับผิดโดยตรง แต่ยอมรับว่าความผิดพลาดสะสมเกิดขึ้นทุกระดับของรัฐและคณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบร่วมกันจึงลาออกทั้งคณะ แต่อยู่รักษาการเพื่อจัดการวิกฤตโควิด-19 ต่อไป ส่วนของไทยนั้นนำเงินประกันสังคมไปใช้อย่างไม่สมประโยชน์ แต่ก็ยังคุมตำแหน่งสำคัญยิ่งกว่าเดิมต่อไป
กรณีที่ห้าคือ เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร หลังประชามติ Brexit ใน ค.ศ.2016 ให้ผลตรงข้ามกับแนวทางที่เขารณรงค์ คาเมรอนไม่ได้ทำผิดกฎหมายและรัฐบาลยังครองเสียงข้างมาก การลาออกครั้งนี้เป็นความรับผิดชอบต่อความพ่ายแพ้ของทิศทางนโยบายและต่อคำตัดสินของประชาชน
อย่างไรก็ตาม การลาออกจะไร้ค่ามากหากเป็นการลาออกเพื่อหลบการตรวจสอบ ทิ้งงานกู้ภัย หรือเพื่อหาทางกลับมามีอำนาจใหม่โดยไม่แก้ระบบเดิม ความรับผิดชอบที่สมบูรณ์ต้องประกอบด้วยการเปิดเผยข้อเท็จจริง ชดเชยผู้เสียหาย แก้กติกา ส่งมอบงานอย่างไม่ให้รัฐเป็นอัมพาต และยอมรับการตรวจสอบภายหลังพ้นตำแหน่ง
ผู้นำไม่จำเป็นต้องลาออกทุกครั้งที่เกิดปัญหา แต่เมื่อความล้มเหลวกระทบอนาคตของประเทศหรือชีวิตประชาชนอย่างร้ายแรงหรือรัฐบาลไม่สามารถทำภารกิจหลักที่ให้สัญญาไว้ได้ ในสังคมประชาธิปไตยตำแหน่งมิใช่ทรัพย์สินส่วนบุคคล การยอมวางอำนาจเมื่อหมดความสามารถหรือหมดความไว้วางใจจึงอาจเป็นการนำประเทศครั้งสุดท้ายที่สง่างามที่สุด
ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของระบอบประชาธิปไตยซึ่งถ้าเราเลือกเส้นทางผิด ประเทศนี้ก็จะดิ่งลงเหวไปเรื่อยๆตอนนี้ประเทศที่ล้าหลังกว่าเรามากเช่นเวียดนามก็หายใจรดต้นคอเราแล้วหลังจากที่เวียดนามได้ปราบคอร์รัปชั่นขนานใหญ่ สำหรับประเทศไทยหากผู้นำขาดความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหา ประเทศนี้ก็จะเปรียบเหมือนคนป่วยที่หมดสมรรถภาพในการแก้ไขตัวเอง และจะกลายเป็นประเทศด้อยพัฒนาอย่างแท้จริงไปในที่สุด!!
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด
มูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ

