หน้าแรก บทความ 81 ปีวันสันติ...

81 ปีวันสันติภาพไทย (2488) และ 50 ปีวันวิปโยค (2519)

3.09.26 | 13:20 น.

81 ปีวันสันติภาพไทย (2488) และ 50 ปีวันวิปโยค (2519)


วันที่ 16 สิงหาคม 2488 คือวันประกาศสันติภาพ ถาม AI ได้คำตอบว่า วันสันติภาพไทย ตรงกับวันที่ 16 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันระลึกถึงเหตุการณ์ที่ ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ออกประกาศสันติภาพในปี พ.ศ. 2488 ให้การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเป็นโมฆะ ซึ่งช่วยให้ประเทศไทยไม่ต้องตกเป็นฝ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

วันสันติภาพไทยมีความสำคัญดังนี้ :

• รำลึกเสรีไทย : เชิดชูความเสียสละของขบวนการเสรีไทย ที่ช่วยกอบกู้เอกราชและอธิปไตยของชาติ

Advertisement

• ประกาศความโมฆะ : แสดงให้เห็นว่าคนไทยไม่เห็นด้วยกับการประกาศสงครามในอดีต

วันสันติภาพไทยช่วยสร้างจิตสำนึกสันติได้ โดยปลูกฝังให้คนรุ่นต่อ ๆ ไปต่อต้านสงครามและการรุกรานทุกรูปแบบ

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 มีการสังหารหมู่นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสนามหลวง ถาม AI ได้ความว่า เจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มพลังมวลชนฝ่ายขวาเข้าโจมตีนักศึกษาและประชาชนที่ประท้วงการกลับมาของจอมพลถนอม กิตติขจร เหตุการณ์นี้มีความรุนแรงและนำไปสู่การรัฐประหารในเย็นวันเดียวกัน

ในขณะนั้น บรรยากาศการเมืองถูกปลุกปั่นด้วยความเกลียดชัง และข้อกล่าวหาว่านักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ ในช่วงเช้ามืด เจ้าหน้าที่ตำรวจและกองกำลังติดอาวุธระดมยิงอาวุธหนักเข้าใส่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกิดการทำร้ายร่างกายและการรุมประชาทัณฑ์ผู้ชุมนุมอย่างโหดเหี้ยมทั้งภายในและรอบรั้วมหาวิทยาลัย มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงการจับกุมผู้ชุมนุมที่เหลือ ในเย็นวันนั้นคณะทหารในนาม “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” นำโดยพลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบสภา และแต่งตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำให้ยุคประชาธิปไตยสิ้นสุดลง นักศึกษาและประชาชนจำนวนมากหลบหนีเข้าป่าเพื่อร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเนื่องจากความไม่ปลอดภัยทางการเมือง

สำหรับเหตุการณ์ 16 สิงหาคม รัฐควรเป็นเจ้าภาพจัดงานเฉลิมฉลองวันสันติภาพไทย พร้อมทั้งจัดพิธีรำลึกถึงคุณูประการของขบวนการเสรีไทย สำหรับเหตุการณ์ 6 ตุลานั้น รัฐควรรับผิดและขอโทษต่อญาติมิตรผู้สูญเสีย อีกทั้งควรจัดหรือสนับสนุนให้มีอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงผู้จากไปและเป็นหมุดหมายแห่งการคืนดีและการยุติความบาดหมาง เหมือนการสร้างเจดีย์ในสมัยก่อน

แต่ทำไมรัฐไม่ทำ? ทำไมไม่เกิดการเปลี่ยนผ่านหลังเหตุการณ์สำคัญไปในทางบวก คำตอบอาจเป็นว่า หลังการประกาศสันติภาพสองปี พลโทผิน ชุนหะวัณ ทหารนอกประจำการได้ก่อรัฐประหาร โค่นล้มอำนาจของปรีดี และปูทางให้จอมพล ป. พิบูลสงครามกลับมามีอำนาจ แม้เขาจะเป็นตัวการการประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วนทหารที่ยึดอำนาจในวันที่ 6 ตุลา คือผู้ได้ชัยชนะจากการนองเลือด หากสนใจจะรับผิดในนามของผู้ได้อำนาจรัฐ ก็เหมือนว่าจะทำให้ตนขาดความชอบธรรมในการรัฐประหาร

เมื่อวันที่ 17-19 สิงหาคม 2569 สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ได้จัดงาน “สัปดาห์เทศกาลสันติภาพ 2569” โดยในวันที่ 19 มีการประชุมโต๊ะกลมเชิงนโยบายในหัวข้อ “การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน สู่การปรองดองและการเฝ้าระวังทางสังคม” พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ ได้กล่าวในนามของผู้จัดก่อนเริ่มประชุมว่า การทำงานด้านสันติภาพและความยุติธรรมควรเริ่มต้นจากการแสดงให้เห็นว่า สันติภาพไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการ “ลืมความขัดแย้ง” หรือการกวาดบาดแผลทางประวัติศาสตร์ไว้ใต้พรม แต่อยู่ที่การกล้าเผชิญหน้ากับความจริงในอดีตอย่างตรงไปตรงมา

ที่ประชุมได้ศึกษาเปรียบเทียบเหตุการณ์ความรุนแรงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2519 กับการลุกฮือขึ้นประท้วงของนักศึกษาและประชาชนในระหว่างวันที่ 18–27 พฤษภาคม พ.ศ. 2523 ที่เมืองกวางจู ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อต่อต้านเผด็จการทหารของ พลเอก ช็อน ดู-ฮวัน ผู้ถือโอกาสการการลอบสังหารประธานาธิบดี พัก จ็อง-ฮี เพื่อกระทำรัฐประหารในวันที่ 12 ธันวาคม 2522 การประท้วงที่กวางจูถูกปราบปรามอย่างนองเลือด มีพลเรือนเสียชีวิตกว่า 150 ราย สูญหายอีกจำนวนมาก และบาดเจ็บกว่า 5,500 ราย รวมถึงมีทหารและตำรวจเสียชีวิตราว 40 ราย ประเด็นคือว่า การประท้วงที่กวางจูเป็นชนวนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย แม้ประชาชนจะพ่ายแพ้ในทางยุทธวิธี แต่ได้จุดประกายให้การเรียกร้องประชาธิปไตยทั่วประเทศ

เมื่อมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงในปี 2535 คิม ย็อง-ซัมได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีพลเรือนคนแรกในรอบหลายสิบปี เขาจัดให้มีการดำเนินคดีกับ ช็อน ดู-ฮวันและโนห์ แท-อู (มีอขวาของเขาที่เป็นผู้เข้าปราบปรามนักศึกษาที่กวางจูและสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจาก ช็อน ดู-ฮวัน) ศาลได้พิพากษาจำคุกบุคคลทั้งสองในความผิดฐานกบฏ แต่ต่อมาได้รับการอภัยโทษจาก คิม ย็อง-ซัมในปี 2540 ประชาธิปไตยเกาหลีใต้จึงได้ลงหลักปักฐานสืบมา แม้ประธานาธิบดียุน ช็อก-ย็อลจะพยายามทำรัฐประหารเงียบโดยการประกาศกฎอัยการศึก เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567 แต่รัฐสภาลงมติเอกฉันท์ให้ยกเลิกภายในเวลาเพียงสองชั่วโมงครึ่ง และ ยุน ช็อก-ย็อลถูกถอดถอนและดำเนินคดีในเวลาต่อมา

ส่วนในกรณีของประเทศไทย ยังไม่เปลี่ยนผ่านจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 เสียทีเดียว หมุดคณะราษฎรได้หายไป อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญที่หลักสี่ก็หายไป รัฐทำเป็นไม่รับรู้กับการประกาศสันติภาพไทย รัฐไม่ขอโทษต่อการกระทำในเหตุการณ์ 6 ตุลา รัฐไม่รู้ไม่ชี้กับการรัฐประหารอย่างไม่สมเหตุสมผลในปี 2549 และ 2457 รัฐไม่พูดถึงด้วยซ้ำไปว่ามีผู้สูญเสียชีวิตจำนวนมากในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548 และยังดำเนินคดีกับเยาวชนผู้ประท้วงในปี 2563 – 2565 แม้จะมีการชดเชยทางด้านเงินต่อผู้สูญเสียกรณีตากใบและกรือเซะและนายกรัฐมนตรีได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ก็ไม่มีการดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความรุนแรงเกินกว่าเหตุในเหตุการณ์ทั้งสอง เป็นต้น คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมเหตุการณ์กวางจูทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน ส่วนเหตุการณ์ของไทยจึงยังวนเวียนอยู่กับการรัฐประหารและการขาดประสิทธิผลของรัฐบาล ทั้งจากการเลือกตั้งและการรัฐประหาร การไม่เปลี่ยนผ่านหมายถึงการยอมอยู่ในกับดักของการมีรายได้ปานกลางอันเป็นผลจากการปกครองที่ด้อยคุณภาพและขาดความชอบธรรม

แล้วทำไมการปกครองของเราต้องเปลี่ยนผ่านสู่ความปรองดองและประชาธิปไตยเล่า? คำตอบก็คือระบอบปัจจุบันไม่ชอบธรรม ในเรื่องนี้ขออ้างอิงบทความของ สมคิด พุทธศรี บรรณาธิการอำนวยการ The101 ที่กล่าวถึงวงเสวนา “อนาคตสังคมไทยในความชอบธรรมที่ล่มสลาย” ในงานปาฐกถานิธิ เอียวศรีวงศ์ ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ชื่องานมาจากบทความ “ความชอบธรรมที่ล่มสลาย” ซึ่งนิธิเขียนหลังการเลือกตั้งปี 2566 บทความชิ้นนั้นเสนอว่า การจะเข้าใจความต้องการเปลี่ยนแปลงของประชาชน ต้องมองให้เห็นการพังสลายของความชอบธรรมที่เคยผดุงความเป็นรัฐไทย กลไกต่าง ๆ ตั้งแต่ตำรวจ ทหาร โรงเรียน วัด มหาวิทยาลัย พรรคการเมือง ไปจนถึงครอบครัว กำลังสูญเสียสถานะ ตลอดจนความเชื่อในเรื่องที่เล่าว่า “ระบบไม่ผิด คนผิด” กล่าวอีกนัยหนึ่ง “เพียงกำจัดคนชั่วแล้วนำคนดีมาปกครอง ปัญหาก็จะหมดไป” เรื่องเล่านี้กำลังหมดพลังในการอธิบายความฟอนเฟะของสังคมปัจจุบัน

ในด้านหนึ่ง แม้ความชอบธรรมของสถาบันและเรื่องเล่าชุดเก่าเสื่อมลงจริง แต่อีกด้านหนึ่ง อำนาจเก่าไม่ได้ล่มตามไปด้วย สถาบันที่ถูกตั้งคำถามยังสามารถออกกฎหมาย จัดสรรงบประมาณ ควบคุมข้อมูล ใช้กำลัง และกำหนดชีวิตประชาชนได้ บางสถาบันยิ่งถูกตั้งคำถามก็ยิ่งขยายอำนาจ แม้แต่ความชอบธรรมจากการเลือกตั้งก็มิได้มั่นคงอย่างที่หลายคนเคยหวัง พรรคสีน้ำเงินแม้ชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ก็ถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมมากกว่าการเลือกตั้งครั้งไหน พรรคที่เคยเป็นความหวัง ไม่ว่าจะสีแดงหรือส้ม ก็ล้วนทำให้ผู้สนับสนุนผิดหวังและตั้งคำถาม ส่วนองค์กรซึ่งมีหน้าที่รักษาความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งนั้นล้มละลายด้านความเชื่อถือไปก่อนใครเพื่อน

นิธิเขียนถึง ‘ความต้องการเปลี่ยนแปลง’ ในการเมืองปัจจุบัน เราอาจเรียกผู้คนกลุ่มหนึ่งว่า ‘ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลง’ และมองได้ว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่เส้นแบ่งของ ‘ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลง’ กับ ‘ผู้ต้องการค้ำยันระบอบ’-ระบอบที่ความชอบธรรมล่มสลาย เมื่อมองอย่างนี้แล้ว ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนผ่านมีอะไรต้องทำบ้าง

จากวงเสวนาของสัปดาห์เทศกาลสันติภาพ 2569 ที่ ม. มหิดล เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ดังที่กล่าวมาแล้ว มีการยกเรื่องอันเป็นแบบฉบับของการเปลี่ยนผ่าน ว่าต้องทำในเรื่องต่อไปนี้

1) แสวงหาความจริง : โดยอาจตั้งคณะกรรมการแสวงความจริง (truth commission), รวบรวมความทรงจำร่วม, เปิดเผยเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรง, เผยแพร่แนวคิดเรื่องสิทธิในการรู้ความจริง, บรรจุประวัติศาสตร์ความขัดแย้งไว้ในหลักสูตรการศึกษา ฯลฯ

2) พัฒนากระบวนการความยุติธรรมทางเลือก เช่น ความยุติธรรมสมานฉันท์ที่เน้นการให้ความยุติธรรมแก่ผู้สูญเสีย, การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

3) การเยียวยาบุคคล, การเยียวยาพื้นที่, การเยียวยาทางสังคม – วัฒนธรรม

4) การปฏิรูปสถาบันอันเป็นเหตุแห่งความรุนแรงเพื่อป้องกันการกระทำซ้ำ

5) ร่วมสร้างสังคมสันติประชาธรรมให้เกิดขึ้นในอนาคต

จากวงเสวนาของสัปดาห์เทศกาลสันติภาพ 2569 ที่ ม. มหิดล เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม มีผู้นำมาเขียนเป็นข้อเสนอในเชิงนโยบายไว้ประมาณ 4 หน้ากระดาษ A4 ในที่นี้ ขอปรับสำนวนและเนื้อหาข้อเสนอดังกล่าว และสรุปย่อ ดังนี้

ข้อเสนอที่ 1 : แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อป้องปรามการรัฐประหาร ให้สามารถเอาผิดต่อผู้กระทำรัฐประหารย้อนหลังได้ โดยไม่มีอายุความ เพียงแต่บางครั้งอาจต้องรอให้ผู้ยึดอำนาจรัฐสิ้นบุญทางการเมืองก่อนค่อยดำเนินคดี

ข้อเสนอที่ 2 : จัดให้มีคณะกรรมการค้นหาความจริงและจัดทำบันทึกสาธารณะเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอดีตที่ผ่านมาทุกกรณีอย่างละเอียด

ข้อเสนอที่ 3 : ดำเนินคดีกับผู้กระทำความรุนแรงทางการเมืองต่อประชาชน โดยสอบสวนจนได้หลักฐานอย่างชัดเจน ในกรณีการกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชาที่พยายามปกปิดหลักฐานมีความผิดด้วย

ข้อเสนอที่ 4 : เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงทางการเมือง โดยดำเนินการในระดับบุคคลผ่านกระบวนการยุติธรรมสมานฉันท์ (Restorative Justice) และในระดับเหตุการณ์ (การคืนดีในระดับสังคม)

ข้อเสนอที่ 5 : ปฏิรูปกองทัพและภาคความมั่นคงรวมทั้งตำรวจ ให้อยู่ภายใต้หลักการควบคุมโดยฝ่ายพลเรือน (Civilian Supremacy) และมีสภาพรับผิดรับชอบ (accountable) ต่อประชาชน

ข้อเสนอที่ 6 : จัดให้มีพื้นที่รำลึกความทรงจำสาธารณะและการบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองอย่างถี่ถ้วน

ข้อเสนอที่ 7 : จัดการกระจายอำนาจสู่การปกครองส่วนท้องถิ่นในด้านต่างๆ รวมถึงการเป็นกลไกระดับพื้นที่สำหรับสร้างระบบป้องกันความรุนแรง การแปลงเปลี่ยน – คลี่คลายความขัดแย้ง และมีระบบเฝ้าระวัง-เตือนภัยทางสังคมแต่เนิ่นๆ (Surveillance and Early Warning System)

ข้อเสนอที่ 8 : พัฒนาการศึกษาและหลักสูตรการศึกษาเพื่อสร้างวัฒนธรรมสันติภาพ ประชาธิปไตย และการเคารพสิทธิมนุษยชน

ข้อเสนอที่ 9 : กำหนดหลักเกณฑ์ความรับผิดชอบและจรรยาบรรณของสื่อภาครัฐ สื่อมวลชน และแพลตฟอร์มดิจิทัล และมีกลไกตรวจสอบการบิดเบือนข้อมูล หรือเผยแพร่ข้อความเท็จ อันนำไปสู่การปลุกระดมสร้างความเกลียดชังและความขัดแย้ง ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง

การลุกฮือที่กวางจูเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2523 ตามด้วยการปราบปรามและการดำรงอยู่ของรัฐบาลทหาร แต่ชาวเกาหลีใต้ได้ต่อสู้-รณรงค์ด้วยสันติวิธีต่อไป เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การรังเกียจการรัฐประหาร เพื่อการซึมซับคุณค่าประชาธิปไตย ซึ่งใช้เวลากว่าทศวรรษ แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนผ่านและอำนาจได้มาสู่มือของนักการเมืองที่หนักแน่นเรื่องประชาธิปไตยและความสุจริต เมื่อ คิม ย็อง-ซัมขึ้นมามีอำนาจในปี 2535 ตามด้วย คิม แต-จุง ในปี 2541 (เขาได้รับรางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพในปี 2543) เขาทั้งสองได้วางรากฐานของประชาธิปไตย และมีความสามารถในการบริหารทางเศรษฐกิจและสังคมที่ช่วยให้ประเทศเจริญและพัฒนาได้อย่างมั่นคง การเปลี่ยนผ่านจึงเข้าสู่แบบวิธี (mode) ที่มีสัมฤทธิ์ผล

การลึกฮือของนักศึกษาไทยเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนผ่าน เพราะพื้นฐานของรัฐยังเป็นรัฐพันลึก (deep state) ที่อยู่ในแบบวิธีราชการ (bureaucratic mode) รัฐพันลึกได้ทำการตอบโต้ทันควัน เข้าทำนองภาพยนตร์เรื่องที่สองในชุด Star Wars ชื่อ “The Empire Stikes Back” โดยใช้เวลาเพียง 3 ปี รัฐพันลึกก็อาศัยจุดอ่อนของขบวนการนักศึกษาที่ผู้นำบางคนนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ เพื่อโต้กลับโดยเข่นฆ่านักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

หลังการเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ ผ่านประชาธิปไตยครึ่งใบ สู่ประชาธิปไตยเต็มใบ (ในแต่เชิงรูปแบบ ยังไม่เชิงจิตสำนึก) โดย ชาติชาย ชุณหะวัณ เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งในปี 2531 รัฐพันลึกก็อาศัยจุดอ่อนของรัฐบาลในเรื่องการคอร์รัปชัน กระทำรัฐประหารในปี 2534 (ไม่ทันครบ 3 ปี ก็โต้กลับ) หลังเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรมในปี 2535 มีการเคลื่อนตัวสู่ประชาธิปไตยอีกครั้ง และเคยคิดกันว่าสังคมการเมืองได้มาถึงจุดที่ยอมรับกันได้โดยส่วนใหญ่ ในรูปแบบของรัฐธรรมนูญ 2540 แต่เมื่อรัฐธรรมนูญที่ได้มาอย่างยากลำบากฉบับนั้นใช้มาได้เพียง 9 ปี รัฐพันลึกอาศัยจุดอ่อนที่มีการชุมนุมต่อสู้นอกสภาเพื่อโค่นล้มรัฐบาล ก็ทำรัฐประหารในปี 2549 ที่ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550

เจ็ดปีต่อมา รัฐธรรมนูญที่ร่างมาภายใต้การควบคุมของรัฐพันลึก ก็ไม่ถูกใจเสียแล้ว อีกทั้งการอยู่ในอำนาจหลังรัฐประหารเพียงประมาณ 1 ปี ก็ถือว่าสั้นเกินกว่าจะทำการปฏิรูประบบราชการและการเมือง รัฐพันลึกก็อาศัยจุดอ่อนเดิมเพื่อยึดอำนาจในนามของการปฏิรูปและการปรองดอง แต่คราวนี้ขออยู่ยาวถึง 9 ปี แต่ผลงานไม่เป็นที่ประจักษ์ ปฏิรูปไม่สำเร็จ คอร์รัปชันไม่ลด ปรองดองไม่ค่อยเกิด แถมยังเกิดความขัดแย้งใหม่เกี่ยวกับการมองต่างมุมในเรื่องการปรับปรุงและการบังคับใช้มาตรา 112 ที่กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่ขัดขวางมิให้พรรคการเมืองใหม่เข้ามามีอำนาจ

มหากาพย์ความขัดแย้งระหว่างรัฐพันลึกกับการเมืองประชาธิปไตยก็ดำเนินต่อไป การเปลี่ยนผ่านที่คาดหวังยังไม่เกิด ปณิธานการเมืองเพื่อการเปลี่ยนผ่านก็ยังไม่เข้มแข็ง ผู้มีปณิธานการเมืองและทักษะการบริหารก็ยังไม่มีโอกาสคัดหางเสือรัฐนาวาสู่ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ให้คล้ายกับความก้าวหน้าของเกาหลีใต้หลังการเปลี่ยนผ่านที่ฟื้นขึ้นมาหลังเหตุการณ์กวางจู

บัดนี้ มีการต่อสู้ทางการเมืองในบริบทของปัญญาประดิษฐ์และสื่อสังคมออนไลน์ รัฐพันลึกมีเครื่องมือที่เรียกชื่อว่า “ปฏิบัติการข่าวสาร” (IO) เพื่อปลูกฝังค่านิยมเชิงอนุรักษ์ บางครั้งก็เพื่อสร้างความกลัวหรือความเกลียดชังต่อผู้ที่ถูกมองว่าเป็นภัย

ฝ่ายสันติประชาธรรมก็ควรสร้างวาทกรรมหรือเรื่องเล่าประชาธิปไตยที่สมเหตุผลและหลากหลาย แต่เรื่องเดียวที่แน่วแน่ คือต้อง “สลัดทิ้ง” การรัฐประหารโดยสิ้นเชิง เพราะนี่คืออุปสรรคที่ขัดขวางการเปลี่ยนผ่านครั้งแล้วครั้งเล่า พอแบบวิธีประชาธิปไตยเคลื่อนที่ไปหน่อย รัฐพันลึกก็ใช้ไม้ตายด้วยการรัฐประหารทุกที เพียงแต่ตอนนี้ยังคุมเชิงหรือคุมแบบเงียบ ๆ โดยซ่อนตะบองไว้ข้างหลัง วิธีหนึ่งที่จะริบตะบอง ไม่ใช่ให้เขาสัญญาว่าจะไม่ทำรัฐประหารอีก (บริหารมา 9 ปีได้ผลเพียงใดก็ประเมินอย่างตรงไปตรงมาได้อยู่) แต่ด้วยการสร้างระบบกฎหมายและกลไกให้นำผู้ก่อการกบฏมาลงโทษทางอาญา แม้จะต้องทำย้อนหลังก็ตาม ส่วนวาทกรรมที่ไม่ใช่การสลัดทิ้งรัฐประหารควรเป็นวาทกรรมที่เปิดกว้าง ถ้อยทีถ้อยรับฟังและนำมาไตร่ตรอง เปลี่ยนวลี “ลืมง่าย แค้นยาว” มาเป็น “ให้อภัย แต่ไม่ลืม”

ผมมีความเห็นโดยสรุปว่า การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสันติประชาธรรมนั้น เราทำได้และต้องทำ เพียงแต่เราต้องคุยกันอย่างเปิดกว้าง ให้มากกว่านี้ เงื่อนไขปัจจัยสู่การเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืนน่าจะเป็นการสร้างปณิธานทางการเมืองที่เป็นฉันทามติ ที่ปฏิเสธการรัฐประหารโดยสิ้นเชิง และเปิดทางให้มีการเล่าเรื่องความจริงที่หลากหลาย เพื่อการอยู่ร่วมกันฉันมิตร

โคทม อารียา