หน้าแรก บทความ กว่าจะผลิตและ...

กว่าจะผลิตและจำหน่าย ต้องเวียนว่ายในดงราชการ

17.09.26 | 13:06 น.

เนื่องในฤดูแห่งการปฏิรูประบบราชการ หรือที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบโดยตรงเรียกว่า การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการนั้น


ผู้เขียนเคยนำเสนอข้อเสนอแนะผ่านบทความเรื่อง ถึงเวลาที่ควรยุบรวมหน่วยงานที่ทำงานซ้ำซ้อนกัน ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 มาแล้ว
ทว่า ปัญหาของทางราชการบางเรื่อง ในภาคปฏิบัติยังสร้างความเสียหายให้แก่ผู้ประกอบการด้วย

ล่าสุด เพื่อนฝูงในวงการธุรกิจได้เล่าถึงความเดือดร้อนในการผลิตและจำหน่ายสินค้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของการส่งเสริมเศรษฐกิจที่อาจเดินไปคนละทิศกับเป้าหมายของภาครัฐ

ในขณะที่รัฐบาลประกาศสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ส่งเสริมการสร้างอาชีพ และผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการกลับต้องเสียเวลาและต้นทุนจำนวนอีกไม่น้อยไปกับภาระทางเอกสารที่ซ้ำซ้อน

Advertisement

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือกรณีการนำเข้าหรือการใช้วัตถุดิบที่เป็นสมุนไพรธรรมชาติในการผลิตสินค้าเพื่อบำบัดน้ำเสีย

แม้วัตถุดิบนั้นมาจากธรรมชาติ และผู้ประกอบการเห็นว่าไม่ใช่สารเคมีหรือวัตถุอันตราย แต่ก่อนที่จะนำเข้าหรือผลิตเพื่อจำหน่าย เพื่อความปลอดภัย ผู้ประกอบการจึงขอหนังสือยืนยันจากทั้งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อยืนยันสถานะของผลิตภัณฑ์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเป็นสารเคมีหรือวัตถุอันตราย

แน่นอนว่า ทั้งสองหน่วยงานไม่ได้ทำผิดอะไร เพราะต่างมีหน้าที่ตามกฎหมายและมีภารกิจสำคัญในการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน

แต่คำถามคือ เหตุใดผู้ประกอบการจึงต้องเป็นผู้เดินเรื่องติดต่อราชการข้ามกระทรวง เพื่อพิสูจน์เรื่องที่เกี่ยวข้องกันเองหลายหน่วยงาน

เพราะหากไม่ดำเนินการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันเสียก่อน โดยเฉพาะกรณีวัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศ สินค้าอาจต้องค้างอยู่ที่ด่านนำเข้า ต้องเสียค่าเก็บรักษาหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ และอาจต้องรอจนกว่าจะมีหนังสือยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน

ในทางกลับกัน หากนำวัตถุดิบในประเทศมาผลิตเป็นสินค้าแล้ว แต่ภายหลังมีข้อร้องเรียนหรือมีการตีความว่าสินค้านั้นเข้าข่ายต้องควบคุม ผู้ประกอบการก็อาจต้องหยุดผลิตหรือหยุดจำหน่ายชั่วคราว พร้อมแบกรับทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า หน่วยงานใดทำผิด แต่อยู่ที่ว่าระบบราชการควรออกแบบกระบวนการอย่างไร เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเป็นผู้ประสานงานระหว่างหน่วยงานของรัฐเสียเอง

ผู้เขียนเห็นว่า ผู้ประกอบการควรใช้เวลาไปกับการพัฒนาสินค้า การสร้างตลาด การสร้างงาน และการสร้างรายได้ให้ประเทศ มากกว่าต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพิสูจน์ว่า สินค้าของตนไม่ผิดกฎหมาย

หากรัฐบาลต้องการส่งเสริมการลงทุนและสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างจริงจัง ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ทางราชการจะทบทวนระบบการทำงานใหม่

เพราะการปฏิรูประบบราชการที่แท้จริง อาจไม่ใช่การตั้งหน่วยงานใหม่เพิ่มขึ้นอีก แต่ควรเริ่มจากการทบทวนว่า

หน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบันมีงานใดที่ซ้ำซ้อนกัน และมีขั้นตอนใดที่สามารถลดหรือตัดออกได้บ้าง

ผู้ประกอบการหรือประชาชนไม่ควรต้องเวียนว่ายอยู่ในดงราชการ มากกว่าจะผลิตหรือนำเข้าสินค้า

ราชการมีหน้าที่กำกับดูแลเพื่อความปลอดภัยของประชาชน แต่ในขณะเดียวกันก็ควรมีหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนด้วย

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะเปลี่ยนจาก

การให้ประชาชนต้องติดต่อหาคำตอบจากราชการหลายหน่วยงาน

เป็นให้ราชการประสานงานกัน แล้วมีคำตอบให้ประชาชนในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงหน่วยงานเดียว

เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดภาระของผู้ประกอบการ ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น และทำให้การปฏิรูประบบราชการเกิดผลในทางปฏิบัติมากขึ้น

จึงขอนำเสนอเรื่องนี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการได้โปรดพิจารณาต่อไปด้วยครับ

พุธทรัพย์ มณีศรี