หน้าแรก บทความ บทบาทและหน้าท...

บทบาทและหน้าที่ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในสังคมประชาธิปไตยเสียงข้างมาก

26.10.26 | 09:18 น.
บทบาทและหน้าที่ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในสังคมประชาธิปไตย

ผมมักจะเขียนเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจบ่อยครั้ง และในรอบนี้เรื่องของการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจก็กลับมาอีกครั้ง

แม้จะเป็นครั้งแรกในยุคสมัยของนายอนุทิน ซึ่งก็เป็นยุคที่สอง


และจะเป็นครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

อย่างไรก็ตาม นายอนุทินเองนั้นเคยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจมาก่อนหน้านี้แล้ว 3 ครั้ง ในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเรื่องที่เคยโดนมาก่อนก็คือ เรื่องของการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด และเรื่องกัญชาเสรี

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าในรอบนี้การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอนุทินถึง 18 ตำแหน่ง เฉพาะจากพรรคภูมิใจไทย โดยไม่อภิปรายรัฐมนตรีจากเพื่อไทย โดยฝ่ายค้านที่เป็นสองประสานของก้าวไกล กับประชาธิปัตย์ น่าจะดุเดือดอยู่พอสมควร

Advertisement

แม้จะไม่มีผลโดยตรงต่อการล้มรัฐบาลนายอนุทินอย่างฉับพลันทันที

ส่วนพรรคกล้าธรรม และพรรคเพื่อไทย ในทางอ้อมก็ถูกกันให้ออกไปจากเกมทางการเมืองในรอบนี้ เพราะกล้าธรรมไม่ได้เข้าร่วมในฝ่ายค้านเพื่อยื่นญัตติและอภิปราย

ส่วนเพื่อไทยก็จะถูกจับตาว่าจะลงมติอย่างไร เมื่อภูมิใจไทยถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น และเพื่อไทยก็อยู่ร่วมในรัฐบาลในรอบนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ผมคิดว่าการอภิปรายรอบนี้จะมีสีสันและจะมีผู้ให้ความสนใจ แต่อีกทางหนึ่งผมก็ไม่เชื่อว่าจะมีผลต่อความสั่นคลอนของรัฐบาลจนถึงกับล้มลงโดยง่าย

อย่าลืมว่านี่เพิ่งจะเป็นปีแรกของรัฐบาลนายอนุทิน และเป็นการตั้งรัฐบาลที่ได้คะแนนเสียงการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น และจำนวนของเก้าอี้ ส.ส.ของฝ่ายรัฐบาลก็มีอยู่มาก

ถ้าไม่นับว่ากล้าธรรมนั้นอาจจะพร้อมเสียบ หรืออย่างน้อยก็พร้อมสนับสนุนรัฐบาลนอกวง

สิ่งที่ต้องคิดก็คือ นี่คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจในรอบแรกเท่านั้น

แต่ถ้าอภิปรายกันไปทุกปี หรือครึ่งปี แล้วดำเนินไปจนถึงปีท้ายๆ เช่น ปีที่ 3 ผมว่าความสะเทือนทางการเมืองและสังคมจะมีมากขึ้นกว่านี้ เพราะเมื่อใกล้เลือกตั้ง (ถ้าเชื่อว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพอยู่ในระดับหนึ่ง) แรกกดดันจากภายในและนอกพรรคก็จะมีมากขึ้น

อย่างไรก็ดี เมื่อลองสำรวจหลักคิดเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจผมก็ยอมรับตรงๆ ว่า มันไม่ได้เป็นอุดมคติ หรือโลกสวยประเภทว่าจะสามารถทำให้เกิดการล้มรัฐบาลได้ทันที

เพราะว่าโดยหลักแล้ว รัฐบาลย่อมมีเสียงมากกว่าฝ่ายค้าน

แต่ในความเป็นจริง รัฐบาลที่เสียงมากกว่าฝ่ายค้านอาจจะเป็นเสียงที่มาจากการ “ผสม”

เมื่อเกิดจากการผสม การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะชี้ให้เห็นความ “ปริแยก” และแรงตึงเครียดภายในพรรครัฐบาล และผลจากการอภิปรายมักจะมีผลต่อการปรับ ครม.

ซึ่งทางหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องความไม่ค่อยได้เรื่องของรัฐมนตรีเหล่านั้น แม้ว่าจะได้เสียงไว้วางใจ (อยู่ดี)

แต่อีกทางหนึ่งก็เป็นแรงกดดันภายในพรรคที่จะเปลี่ยนให้คนอื่นได้ขึ้นมา

และเมื่อเปลี่ยนคนก็จะส่งผลให้กลุ่มอื่นได้เวียนมาเป็นรัฐมนตรี

และถ้ารัฐมนตรีมาจากบัญชีรายชื่อพรรค ก็จะมีผลต่อการขยับเอาคนต่อไปในบัญชีรายชื่อขึ้นมาแทนที่ตำแหน่ง ส.ส.ด้วย

ในอีกมิติหนึ่ง การอภิปรายไม่ไว้วางใจแม้ว่าอาจจะไม่ได้มีผลโดยตรงต่อการสิ้นสุดลงของรัฐบาล

แต่ก็อาจจะมีผลต่อการสิ้นสุดลงของ “นโยบาย” บางอย่างของรัฐบาลที่ไม่เป็นที่นิยม

แน่นอนว่านโยบายนั้นอาจจะได้รับความไว้วางใจ ทั้งจากจำนวนของฝ่ายรัฐบาล และจากวินัยของพรรค

แต่ก็อาจจะเป็นเงื่อนไขให้รัฐบาลอาศัยโอกาสนี้ปรับเปลี่ยนนโยบายได้เช่นกัน

ดังนั้น เราต้องมองเรื่องนี้ให้ดีว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เป็นคุณกับฝ่ายรัฐบาลเช่นกัน

ทั้งเช็กความพร้อมเพรียงของฝ่ายรัฐบาลเอง

และอาจอาศัยการอภิปรายนี้เป็นฐานความชอบธรรมชั้นที่ 2 นอกเหนือไปจากการอ้างคะแนนการเลือกตั้งในการจัดตั้งรัฐบาล

ในแง่นี้ยิ่งมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลก็อาจจะเอาไปอ้างได้ว่าผ่านการอภิปรายมาแล้ว (กี่ครั้ง) ก็ยิ่งทำให้การอยู่ในอำนาจอยู่ได้อีกระยะเวลาหนึ่ง

บางทีอาจจะต้องรอเรื่องใหญ่ๆ บางเรื่องที่ทำให้ความชอบธรรมของรัฐบาลหมดไปอย่างรวดเร็ว เช่น ปัจจัยภายนอก หรือเรื่องฉาวโฉ่บางประการของคุณสมบัติของสมาชิกคณะรัฐมนตรี

หรือจะเป็นเรื่องของการ “สกัดดาวรุ่ง” สำหรับบางตำแหน่งที่ขึ้นมาเร็วกว่าปกติ

ถ้ามามองในกรณีของรัฐบาลนี้ ผมคิดว่านอกเหนือจากตัวนายอนุทินที่จะโดน “จองกฐิน” แล้ว รัฐมนตรีสายนายอนุทิน สายนายเนวินและสายนายพิพัฒน์ (อย่างน้อยนายพิพัฒน์และเรื่องรอบตัวของนายพิพัฒน์) น่าจะโดนกันอย่างถ้วนทั่ว

ในแง่นี้การอภิปรายจึงมีผลทั้ง 2 ทาง ในทางหนึ่ง การอภิปรายไม่ไว้วางใจแสดงออกถึงความสามารถของฝ่ายค้านที่จะตั้งข้อสงสัยการดำเนินงานของรัฐบาล และลดทอนความชอบธรรมของรัฐบาลในการบริหารประเทศในช่วงเวลาที่ในภาพรวมเขาได้รับความชอบธรรมมาจากการเลือกตั้ง

และยิ่งสถานการณ์เปลี่ยนไปจากอดีต ความสนใจของผู้คนต่อการอภิปรายหลายวันหลายคืนอาจจะไม่เหมือนเดิม ดังนั้น การบริหารจัดการการอภิปรายให้น่าติดตามจึงมีความสำคัญ ยิ่งคราวนี้มีถึง 18 คน ก็เป็นความท้าทายของฝ่ายค้านเอง

ยิ่งถ้าพูดจาสะเปะสะปะ เลอะเทอะ ประชาชนติดตามไม่ทันก็อาจจะไม่ได้ส่งผลดีต่อฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาล

นอกจากนี้แล้ว ฝ่ายค้านเองก็ต้องพยายามนำเสนอทางเลือกให้กับสังคม ให้สังคมเชื่อมั่นว่าถ้าเกิดยุบสภาไปแล้วฝ่ายค้านจะมีความสามารถบริหารงาน และมีนโยบายที่ดีกว่ารัฐบาลปัจจุบัน

นอกจากนี้ ความสามารถของการที่ฝ่ายค้านจะทำงานเชื่อมโยงกับสื่อมวลชนทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมทั้งประชาสังคมต่างๆ ก็จะเป็นเงื่่อนไขสำคัญที่ทำให้ประชาชนสนใจติดตาม และเชื่อมั่นในการทำงานและข้อมูลจากฝ่ายค้าน

ขณะที่ผมได้เรียนแล้วว่ารัฐบาลเองถ้าผ่านศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจได้อย่างไม่สะบักสะบอม ก็อาจจะได้ความชอบธรรมเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

ดังนั้น ถ้ารัฐบาลรับศึกอภิปรายโดยเน้นแค่การกล่าวหากลับ หรือเพิกเฉยต่อเสียงของประชาชนเพราะเชื่อว่าตนเองมีคะแนนอยู่ในมือมากกว่า และยังสามารถประสานประโยชน์ภายในพรรคร่วมรัฐบาลได้ รัฐบาลก็อาจจะชนะศึกอภิปราย

แต่ไม่ชนะสงครามทางการเมืองในระยะยาวด้วยซ้ำ

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้เราต้องวางเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจไว้ในส่วนหนึ่งของกระบวนการได้มาซึ่งการตรวจสอบรัฐบาล

แม้ว่าโดยกติกาของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นฝ่ายรัฐบาลดูจะได้เปรียบกว่าฝ่ายค้าน

แต่ถ้ามองในภาพรวมของกระบวนการตรวจสอบรัฐบาล เรายังมีเรื่องของคดีความ และการตรวจสอบสาธารณะจากสื่อหลากหลายกลุ่ม จนกว่าจะถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป (และบางทีก่อนการเลือกตั้งอาจจะมีการชุมนุมโดยสงบตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ) เป็นกระบวนการอื่นๆ ในการตรวจสอบรัฐบาลอีก

ขณะที่ในหลายกรณี การหลีกเลี่ยงเกมสภา ทั้งไม่มาตอบกระทู้ ไม่ยอมปล่อยให้มีการอภิปราย เคยนำไปสู่การชุมนุม หรือแม้กระทั่งนำไปสู่เงื่อนไขการล้มกระดานทางการเมืองมานักต่อนักแล้ว

ดังนั้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจในรอบนี้จึงวัดทั้งความเข้มแข็งของรัฐบาล ฝ่ายค้าน และภาคประชาสังคมไปพร้อมๆ กัน