ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงความพ่ายแพ้ของพรรครีพับลิกัน หรือชัยชนะครั้งใหญ่ของพรรคเดโมแครตเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณว่าประชาชนสามารถใช้การเลือกตั้งส่งเสียงคัดค้านรัฐบาลที่พวกเขาเห็นว่าเดินมาผิดทางได้ แม้รัฐบาลนั้นจะมีอำนาจอยู่ในมืออย่างเต็มที่ก็ตาม
อย่างที่ทราบกันดี พรรคเดโมแครตพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา หลังจากพรรครีพับลิกันเคยกุมอำนาจทั้งสองสภาในช่วงต้นวาระของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผลที่ออกมาจึงเป็นการเปลี่ยนสมดุลอำนาจการเมืองในสหรัฐอเมริกาอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้สภาคองเกรสมีโอกาสกลับมาทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารได้เข้มข้นขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าตัวเลขจำนวนที่นั่ง คือเหตุผลที่ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเปลี่ยนใจจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2024 มาเป็นการเลือกผู้แทนจากอีกพรรคหนึ่งในปีนี้ จากรายงานของ Financial Times, How Democrats pulled off the blue wave in maps and charts ระบุว่า คะแนนในเขตเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรโดยเฉลี่ยแกว่งเข้าหาพรรคเดโมแครตราว 12 จุด เมื่อเทียบกับผลเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 สะท้อนแรงเหวี่ยงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในหลายรัฐ รวมถึงพื้นที่ที่ทรัมป์เคยชนะด้วยคะแนนทิ้งห่าง
ในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุ 18-29 ปี สัดส่วนผู้ลงคะแนนให้ผู้สมัครเดโมแครตในการเลือกตั้งวุฒิสภาเพิ่มขึ้นเป็น 72% จาก 54% ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 ขณะที่คะแนนสนับสนุนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งเชื้อสายลาตินเพิ่มจาก 54% เป็น 62% ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าฐานเสียงของพรรครีพับลิกันไม่ได้มั่นคงถาวร และประชาชนที่เคยเลือกทรัมป์ก็ไม่ได้จำเป็นต้องเลือกผู้สมัครที่ทรัมป์สนับสนุนทุกครั้ง
และไฮท์ไลท์ที่น่าสนใจ คือ การเลือกตั้งเปิดพื้นที่ให้บุคคลจากกลุ่มที่ไม่ค่อยมีบทบาทในตำแหน่งระดับสูงของการเมืองอเมริกันก้าวเข้ามามากขึ้น ทั้งผู้หญิง ชนกลุ่มน้อย และผู้สมัครที่มีภูมิหลังแตกต่างจากนักการเมืองแบบเดิม จะเห็นชัยชนะของผู้สมัครอย่าง Gina Hinojosa ในรัฐเท็กซัส ซึ่งจะเป็นผู้ว่าการหญิงเชื้อสายลาตินคนแรกของรัฐ หรือ Deb Haaland ผู้หญิงชนพื้นเมืองอเมริกันคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าการรัฐ หรือ Abdul El-Sayed ที่ได้รับเลือกเป็นวุฒิสมาชิกมุสลิมคนแรกของประเทศ
อย่างไรก็ดี การมีตัวแทนที่หลากหลายไม่ได้เกิดขึ้นจากความหลากหลายเพียงอย่างเดียว หากยังต้องอาศัยคะแนนเสียง การจัดตั้งทางการเมือง และความสามารถในการนำเสนอประเด็นที่ประชาชนรู้สึกว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเอง แล้วอะไรคือความเกี่ยวข้องกับชีวิตในครั้งนี้?
เศรษฐกิจในชีวิตประจำวันเป็นตัวตัดสิน
หากถามว่าปัจจัยใดเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของชัยชนะครั้งนี้ คำตอบหนึ่งที่ปรากฏชัดคือ เรื่องค่าครองชีพ ประชาชนไม่ได้ประเมินรัฐบาลจากคำอธิบายเรื่องเศรษฐกิจระดับมหภาคเพียงอย่างเดียว แต่ประเมินจากสิ่งที่ต้องจ่ายในแต่ละวัน ทั้งราคาน้ำมัน ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล และภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน
สิ่งที่น่าสนใจคือประชาชนกลุ่มนี้ไม่ได้เปลี่ยนใจเพราะประเด็นอุดมการณ์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เพราะพวกเขารู้สึกถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในชีวิตจริง โดยเฉพาะราคาน้ำมันและเชื้อเพลิงที่ได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน
สำหรับชาวอเมริกันเรื่องนี้การเมืองระหว่างประเทศกับการเมืองภายในประเทศเชื่อมโยงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจย้อนกลับมาเป็นต้นทุนทางการเมืองของรัฐบาลเอง
เงินไม่สามารถซื้อความไว้วางใจไม่ได้เสมอไป
อีกเรื่องที่น่าคิดคือบทบาทของเงินทุนทางการเมือง โดยรายงานของ Financial Times, The money didn’t work’: Big Tech’s $600mn midterm campaign falls flat ระบุว่า กลุ่มมหาเศรษฐีในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใช้เงินสนับสนุนทางการเมืองรวมกันราว 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Elon Musk ใช้เงินมากกว่า 470 ล้านดอลลาร์สหรัฐในความพยายามสนับสนุนผู้สมัครและผลักดันแนวทางทางการเมืองที่ตนเองต้องการ
แต่เงินจำนวนมหาศาลไม่ได้ทำให้ผู้สมัครที่ได้รับการสนับสนุนสามารถเอาชนะความไม่พอใจของประชาชนได้ทั้งหมด ตัวอย่างหนึ่งคือ Ken Paxton ซึ่งเป็นผู้สมัครที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทุนจำนวนมาก แต่กลับพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งในครั้งนี้ให้กับ Talarico ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต
นอกจากนี้ ประเด็นการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลและอุตสาหกรรม AI ยังกลายเป็นข้อถกเถียงในหลายพื้นที่เรื่องนี้น่าสนใจเพราะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอาจเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เป็นแหล่งลงทุนและสร้างงาน แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกพื้นที่จะเห็นด้วยกับการขยายตัวโดยไม่มีเงื่อนไข หากผลประโยชน์ตกอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่ต้นทุนด้านพลังงาน ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมตกอยู่กับคนในพื้นที่ ความกังวลก็อาจกลายเป็นแรงต่อต้านทางการเมืองได้
คอรัปชั่นที่กระทบต่อปากท้อง
อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ความหลากหลายทางการเมือง คือการที่พรรคเดโมแครตหยิบประเด็นคอร์รัปชันขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญของการหาเสียง และพยายามทำให้ประชาชนเห็นว่าการทุจริตหรือการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับค่าครองชีพของพวกเขา
ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยหาเสียงด้วยคำขวัญ Drain the Swamp หรือการระบายน้ำเสียออกจากระบบการเมืองวอชิงตัน โดยโจมตีชนชั้นนำและนักการเมืองที่ใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเดโมแครตกลับนำคำสัญญาดังกล่าวมาใช้ย้อนถามรัฐบาลทรัมป์เสียเอง ประเด็นที่พรรคเดโมแครตพยายามชูขึ้นมาคือ ความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งทางการเมืองกับธุรกิจของครอบครัวทรัมป์ โดยเฉพาะธุรกิจคริปโทเคอร์เรนซีและกิจการที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายหรือสัญญาของรัฐบาล
ตัวอย่างการหาเสียงที่พูดถึงเรื่องนี้ เช่น Jon Ossoff วุฒิสมาชิกจากรัฐจอร์เจีย ซึ่งลงสมัครรักษาที่นั่งของตัวเอง ใช้วิธีนำเสนอข้อกล่าวหาอย่างละเอียด โดยยกกรณีเงินกู้ 620 ล้านดอลลาร์จากกระทรวงกลาโหมให้แก่บริษัท Vulcan ซึ่งทำธุรกิจแร่หายาก และมีความเชื่อมโยงกับกองทุนลงทุนของ Donald Trump Jr. บุตรชายของประธานาธิบดี อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมชี้แจงว่า Trump Jr. และกองทุนดังกล่าวไม่ได้มีส่วนร่วมในการเจรจาเงินกู้กับรัฐบาล
ส่วน Sherrod Brown อดีตวุฒิสมาชิกจากรัฐโอไฮโอ ก็หยิบความสัมพันธ์ระหว่างคู่แข่งกับบริษัท FirstEnergy ซึ่งเคยเกี่ยวข้องกับคดีติดสินบนครั้งใหญ่ของรัฐมาโจมตี สิ่งที่น่าสนใจคือพรรคเดโมแครตไม่ได้พยายามบอกประชาชนเพียงว่าคู่แข่งของตนมีปัญหาคอร์รัปชัน แต่กำลังเสนอว่าปัญหานี้เป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลที่ทำให้ชีวิตของประชาชนยากลำบากขึ้น
ผมมองว่า เป็นการเปลี่ยนวิธีสื่อสารทางการเมืองที่สำคัญ
เพราะเรื่องคอร์รัปชันไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะเรื่องของนักการเมืองที่ไม่ซื่อสัตย์เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของระบบที่อาจเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม ขณะที่คนส่วนใหญ่ต้องจ่ายต้นทุนแทน ผลเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความหมายในเชิงสถาบันการเมือง เพราะการที่พรรคเดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ทำให้สภาคองเกรสมีโอกาสกลับมาทำหน้าที่ถ่วงดุลฝ่ายบริหารได้มากขึ้น
ท้ายนี้ขอฝากบทเรียนจากสหรัฐฯ ถึงผู้มีอำนาจในไทย บางประการ ว่า
- เศรษฐกิจเป็นคะแนนนิยมที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงไม่ได้
รัฐบาลอาจมีนโยบายจำนวนมาก มีโครงการขนาดใหญ่ หรืออธิบายสถานการณ์เศรษฐกิจด้วยปัจจัยภายนอกได้ แต่สุดท้ายประชาชนจะตัดสินจากคำถามง่าย ๆ ว่า รายได้พอใช้หรือไม่ ค่าครองชีพสูงขึ้นแค่ไหน และชีวิตดีขึ้นกว่าก่อนหรือเปล่า ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่า แม้รัฐบาลจะมีฐานเสียงเดิม แต่เมื่อประชาชนรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ตอบโจทย์ ความไม่พอใจสามารถขยายตัวจนกลายเป็นการลงโทษทางการเมืองได้
- อย่าคิดว่าฐานเสียงเดิมจะอยู่กับรัฐบาลตลอดไป
การเปลี่ยนแปลงคะแนนเสียงในพื้นที่ที่เคยเป็นฐานของรีพับลิกัน สะท้อนว่าอัตลักษณ์ทางการเมืองไม่ได้ผูกมัดผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้กับพรรคใดพรรคหนึ่งอย่างถาวร ผู้เลือกตั้งก็พร้อมทบทวนความสัมพันธ์ทางการเมืองของตัวเอง ในไทยก็เช่นกัน บ้านใหญ่ เครือข่ายท้องถิ่น ความนิยมของพรรค หรือความผูกพันทางการเมืองในอดีต อาจเป็นต้นทุนที่สำคัญ แต่ไม่ใช่หลักประกันว่าจะชนะการเลือกตั้งทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อกระแสสังคมเปลี่ยนและคนรุ่นใหม่มีความคาดหวังต่อการเมืองแตกต่างจากเดิม
- คอร์รัปชันไม่ใช่แค่เรื่องศีลธรรม แต่เป็นเรื่องปากท้อง
เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัวประเด็นที่พรรคเดโมแครตเชื่อมโยงเข้ากับค่าครองชีพได้อย่างน่าสนใจ เพราะประชาชนไม่ได้มองคอร์รัปชันเป็นเพียงเรื่องผิดถูกทางจริยธรรม แต่ยังมองว่าเงินและทรัพยากรที่ควรนำมาแก้ปัญหาสาธารณะอาจถูกเบี่ยงเบนไปเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม
ฉะนั้น การทำให้ประชาชนเชื่อว่ารัฐบาลสุจริตจึงไม่ใช่เพียงการแถลงว่าไม่มีการทุจริต หรือการปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่ต้องเปิดเผยข้อมูล ตรวจสอบได้ และยอมให้กลไกตรวจสอบทำงานอย่างเป็นอิสระ ยิ่งรัฐบาลมีอำนาจมากเท่าไร มาตรฐานความโปร่งใสก็ควรสูงขึ้นเท่านั้น
- อย่าประเมินพลังของเงินทุนและเครือข่ายทางการเมืองสูงกว่าความรู้สึกของประชาชน
กรณีเงินสนับสนุนจากกลุ่มทุนเทคโนโลยีในสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าเงินสามารถช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน แต่ไม่สามารถรับประกันชัยชนะได้ หากผู้สมัครไม่สามารถตอบคำถามพื้นฐานว่าประชาชนจะมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร เรื่องนี้ชวนให้กลับมาคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับนโยบายสาธารณะในไทยอย่างหนึ่ง ถึงการมีนักลงทุนรายใหญ่สนับสนุนโครงการ การมีเงินทุนมหาศาล หรือการประกาศตัวเลขการลงทุนที่สูง อาจช่วยสร้างผลความสำเร็จทางเศรษฐกิจได้ แต่คำถามสำคัญคือประโยชน์จากการลงทุนกระจายไปถึงประชาชนอย่างไร และต้นทุนที่เกิดขึ้นตกอยู่กับใคร
- อย่าผูกพรรคไว้กับตัวบุคคล
ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ แสดงให้เห็น ผู้สมัครที่ทรัมป์เลือกหรือให้การสนับสนุนในบางรัฐต้องเผชิญกับแรงต้านจากผู้เลือกตั้ง สอดคล้องสำหรับการเมืองไทย ความเป็นสถาบันพรรคการเมืองสำคัญ
และเรื่องนี้จะเป็นโจทย์ของพรรคการเมืองที่จะต้องออกแบบและวางรากฐานไม่ให้การทำการเมืองฉาบฉวย ไม่มีนโยบาย อุดมการณ์ แนวทางสำคัญให้ประชาชนพึ่งพา เพราะหากจะพึ่งพาความนิยมของผู้นำหรือบุคคลสำคัญเป็นหลัก เมื่อรัฐบาลหรือตัวผู้นำเผชิญปัญหา ผู้สมัครในพื้นที่ก็อาจต้องรับแรงกระแทกไปด้วย แม้จะไม่ได้เป็นผู้กำหนดนโยบายเหล่านั้นโดยตรงก็ตาม ดังนั้น พรรคการเมืองจึงต้องมีความสามารถในการสร้างความเชื่อมั่นจากผลงานและบุคลากรของตัวเอง ไม่ใช่ฝากอนาคตไว้กับความนิยมของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพียงคนเดียว
แม้ผลการเลือกตั้งจะไม่ได้พิสูจน์ว่าพรรคเดโมแครตจะบริหารประเทศได้ดีกว่าพรรครีพับลิกันหรือ ไม่ได้หมายความว่าผู้สมัครที่ได้รับเลือกทุกคนจะสามารถทำตามความคาดหวังของประชาชนได้ทั้งหมด
แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ประชาชนยังมีอำนาจเปลี่ยนสมดุลทางการเมือง และสามารถส่งสัญญาณถึงรัฐบาลได้เมื่อรู้สึกว่าผู้มีอำนาจไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควร การเลือกตั้งจึงเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้ผู้มีอำนาจต้องกลับมาทบทวนตัวเองอยู่เสมอ
“จากบทเรียนทั้งหมดนี้ ผมจบด้วยประโยคสั้นๆ และเน้นย้ำไปถึงผู้มีอำนาจว่า อำนาจทางการเมืองอาจได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ความชอบธรรมในการใช้อำนาจเป็นเรื่องที่ต้องสร้างขึ้นใหม่ทุกวัน”



