อนาคตครู-พ่อแม่ แห่ซื้อ ‘เครื่องแบบฯ’ ต่อคิวคุย ‘ภิญญพันธุ์’ ผู้อ่านลั่น เลิกคิด ‘ผู้ใหญ่ถูกเสมอ’

7.05.22 | 20:13 น.

อนาคตครู-พ่อแม่ แห่ซื้อ ‘เครื่องแบบฯ’ ต่อคิวคุย ‘ภิญญพันธุ์’ ผู้อ่านลั่น เลิกคิด ‘ผู้ใหญ่ถูกเสมอ’

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่มิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ในงาน SUMMER BOOK FEST 2022 เทศกาลหนังสือฤดูร้อน ครั้งที่ 2 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ วันที่ 9 ที่บูธมติชน E3 ซึ่งตั้งอยู่ภายในฮอลล์ มีผู้หลั่งไหลเข้ามาเลือกอ่านและซื้อหนังสืออย่างล้นหลาม ตั้งแต่ช่วงเช้าจรดค่ำ เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

โดยเวลา 14.00 น. ที่เวทีกลาง สำนักพิมพ์มติชนจัดเสวนาเนื้อหาเข้มข้น ในหัวข้อ “เป็นนักเรียนไทยจึงเจ็บปวด เครื่องแบบ ทรงผม หน้าเสาธง และไม้เรียว” โดยมีผู้สนใจฟังเสวนาคับคั่ง

ทั้งนี้ ภายหลังจบการเสวนา รศ.ดร.ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ผู้เขียน “เครื่องแบบ ทรงผม หน้าเสาธง ไม้เรียว : ประวัติศาสตร์วินัยและการลงทัณฑ์ในโรงเรียนไทย” ได้เดินมานั่งแจกลายเซ็นพบปะนักอ่าน ที่บูธมติชน E3 โดยมีนักอ่านที่ฟังเสวนาแล้วสนใจ รวมถึงตั้งใจมาขอลายเซ็น ยืนต่อคิวยาวเพื่อร่วมพูดคุยจนถึงเวลา 15.30 น. ทั้งนี้ ผู้ที่ซื้อหนังสือ ยังได้รับสติ๊กเกอร์ที่ออกแบบพิเศษ โดยสะอาด Sa-ard แทรกอยู่ภายในทุกเล่ม พร้อมน้ำดื่มสกรีนลายหน้าปกหนังสือ

อ่านข่าว : วงเสวนารุม ‘อิหยังวะ’ การศึกษาไทย เปิดตัวเล่มไฮไลต์ ‘เครื่องแบบ ทรงผมฯ’ ขยี้ปมลงทัณฑ์ใน ร.ร.
อ่านข่าว : บก.นิตยสารดัง นอนไม่หลับ หลังอ่าน ‘เครื่องแบบฯ’ คิดหนักบอกลูกหลาน เราจะอยู่กันอย่างไร

Advertisement

 

ผู้ปกครองบอก ไม่อินระบบ
ต้องเอาเด็กนำ-รื้อใหม่หมด

นายธนรรค เวชสุนทร อายุ 42 อาชีพพ่อค้า เดินทางมาพร้อมกับภรรยาและบุตรสาว เปิดเผยว่า ตนสนใจและหนังสือเล่มนี้ “เครื่องแบบ ทรงผม หน้าเสาธง ไม้เรียว” ซึ่งเพื่อนเป็นผู้เขียน วันนี้ตั้งใจมาฟังเสวนาเปิดตัวหนังสือ และมาอุดหนุนเพื่อนด้วย ความจริงแล้วก็อุดหนุนหนังสือของอาจารย์ภิญญพันธุ์ทุกเล่ม

เมื่อถามว่า งานเขียนของ รศ.ดร.ภิญญพันธุ์ โดดเด่นในด้านใด ?

นายธนรรคชี้ว่า เด่นในแง่ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์และการค้นคว้า ในฐานะนักอ่าน บรรณานุกรมของอาจารย์คือลายแทงสำคัญที่จะชี้นำเราไปสู่เรื่องอื่นๆ หนึ่งหน้าของอาจารย์มีอ้างอิง (reference) ประมาณครึ่งหน้า โดยทักษะการเขียนของอาจารย์ ข้อมูลจะแน่น ไม่ได้กล่าวลอยๆ

เมื่อถามว่า ในฐานะคนเป็นพ่อของลูก คิดเห็นกับกฎระเบียบโรงเรียนในปัจจุบัน อย่างไร ?

นายธนรรคกล่าวว่า ตนเห็นว่าควรเปลี่ยนแปลง ‘รื้อระบบทั้งหมด’ สถาบันการศึกษาไทยเปรียบเสมือนสังคมเล็กๆ ซึ่งสะท้อนถึงสังคมที่กว้างขึ้น ณ ปัจจุบัน ว่านี่แหละ ‘อำนาจในสังคม อยู่ในมือของคนบางกลุ่ม’ ซึ่งเด็กซับซ้อนกว่านั้น เพราะมีความเป็นผู้ใหญ่ เป็นเด็ก มีเรื่องอายุมากกว่า เกิดก่อน-เกิดหลัง ฯลฯ

“การศึกษาไทยโรงเรียนไทย จึงไม่ใช่บรรยากาศที่ควรจะเป็นของสถาบันการศึกษา เพราะมันไม่ได้พัฒนาการศึกษา แต่กลับเอาอำนาจมาครอบในมิติอื่น อย่างระเบียบวินัย การทำตามในรูปแบบเดียวกัน เด็กเห็นใครก็ต้องไหว้ มันมีหลายประเด็นอยู่ในนั้น ตัวการศึกษาก็มีปัญหาอยู่แล้ว ระบบหรือระบอบที่ใช้ในการปกครอง ก็มีปัญหาเข้าไปอีก” นายธนรรคชี้

เมื่อถามว่า ในฐานะผู้ปกครอง ส่งลูกเข้าไปเรียนในโรงเรียน เพราะหวังอะไรจากการศึกษา ?

นายธนรรคเปิดเผยว่า ส่วนตัวไม่ได้เอาลูกเข้าในระบบการศึกษาไทย จึงไม่อิน เราไม่อยากจะพูดว่าดีกว่า เพราะ ณ วันนี้คือทางเลือกของคนที่มีกำลังจ่าย

“เห็นใจคนที่ไม่มีกำลังจ่าย ดังนั้น เราอยากเห็นโรงเรียนไทยทุกโรงเรียน เป็นแบบที่อินเตอร์เขาทำ ให้อิสระทางความคิด มีระบบระเบียบที่เอาเด็กเป็นตัวนำ ห้องน้ำต้องสะอาด เพราะนี่คือโรงเรียนที่เซอร์วิสเด็ก อาหารต้องอร่อยเพราะเป็นโรงเรียนของเด็ก ความปลอดภัยต้องมี รปภ.ต้องทำงานดี แม่บ้านต้องทำความสะอาด เพราะมันคือโรงเรียนที่ออกแบบมาเพื่อเด็ก ทางเดินต้องดี อุปกรณ์กีฬาต้องใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องเบสิค ต้องทำเพื่อเด็ก เอาเด็กนำ ไม่ใช่ห้องครูติดแอร์ แต่ห้องเด็กไม่มีแอร์ นี่คือตัวอย่าง”

เหมือนกันกับประเทศเรา ที่ไม่ได้ทำเพื่อประชาชน สะพานลอยไม่ต้องมีก็ได้ นี่คือภาพจำลองของสังคมไทยในแบบที่ว่า ‘ต่อให้คุณออกมาจากโรงเรียนคุณก็ยังเป็นเด็กเสมอ’” นายธนรรคกล่าว

เมื่อถามต่อว่า พื้นที่ในโรงเรียนยังไม่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ?

นายธนรรคมองว่า ก็อาจจะไม่ขนาดนั้น แต่สามารถทำให้ดีกว่านี้ได้

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธนรรคยังร่วมขอลายเซ็นประทับปกหนังสือ พร้อมทั้งนำเสื้อนักเรียนที่เพื่อนเขียนในวันจบการศึกษา มาให้ รศ.ดร.ภิญญพันธุ์เซ็นอีกด้วย

อนาคตแม่พิมพ์ชาติ คาใจ
‘ครูคือผู้สั่งสอน’ แล้วทำไมต้องสั่ง?

ด้าน น.ส.ฐิติยา วรรณทาป อายุ 22 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 5 สาขาวิชาสังคมศึกษา (ค.บ.) คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เดินทางมาพบปะรับลายเซ็น รศ.ดร.ภิญญพันธุ์ พร้อมกับกลุ่มเพื่อน โดยเปิดเผยว่า ตนและเพื่อนๆ เพิ่งจัดเสวนาของทางมหาวิทยาลัยแล้วเสร็จ โดยเชิญ รศ.ดร.ภิญญพันธุ์ไปเป็นวิทยากร ซึ่งเรื่องที่พวกเราทำก็เกี่ยวกับเรื่องในโรงเรียน ประจวบเหมาะกับที่อาจารย์ออกหนังสือพอดี จึงตั้งใจมาหาอาจารย์ แม้ว่าไม่ได้เป็นลูกศิษย์โดยตรง

“เนื้อหาในเล่มนี้ เหมือนกับเกิดขึ้นอยู่แล้วในสังคมเรา เพียงแต่คนที่อยู่ ณ จุดๆ นั้น ก็อยู่ไปจนมันชิน จนมองข้ามจุดนั้นไป ทั้งที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาว่าเป็นปัญหา อยู่ๆ ไปก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร แต่กลับกัน ด้วยความที่เรามีสถานะเป็นเด็กนักเรียนมาก่อน และกำลังจะเข้าไปเป็นครู รู้สึกว่าระบบการศึกษาไทยช่วงระยะเวลาหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะมองข้าม บางทีเรื่องที่เรามองว่าปกติ ก็ไม่ได้ปกติ

เหมือนเรื่องทรงผม เรื่องระเบียบวินัยที่เกิดขึ้นกับเด็ก เป็นความรู้สึกหนึ่งที่ว่า เหมือนครูไปโดนอะไรที่ไม่ดีมา แล้วก็มาส่งต่อสิ่งนี้ให้กับเด็ก ซึ่งบางครั้งมันไม่แฟร์ คุณไปเจอมา แล้วทำไมคุณจะต้องไปส่งต่อ คุณควรจะหยุดวงจรอุบาทว์ไว้ที่ตรงนั้นหรือไม่ มอบสิ่งที่มันดี เพื่อลดการผลิตซ้ำตรงนี้” น.ส.ฐิติยากล่าว

เมื่อถามว่า ในช่วงวัยเรียน มีการลงโทษอะไรที่ทำให้รู้สึกฝังใจหรือไม่ ?

น.ส.ฐิติยาเปิดเผยว่า ตอนเด็ก ตนไม่โดนลงโทษ ด้วยความที่เป็นเด็กที่อยู่ในกรอบ อยู่ในระเบียบ จึงไม่โดน แค่สงสัยว่าทำไมจะต้องแบบนี้ แบบนั้น ซึ่งเราก็ปฏิบัติตามไป

“อ๋อ มันเป็นกฎ เรารู้แค่ว่า ต้องปฏิบัติตาม ไม่กล้าถามเพราะยังเด็กอยู่ เหมือนเรื่องทรงผม ก่อนสอบจะต้องตัดผมให้สั้นตามระเบียบนะ ก็มีความสงสัยว่า ตัดผมแล้วทำให้เราฉลาดขึ้นหรือ ตัดผมสั้นแล้วทำข้อสอบได้มากขึ้นหรือ? ก็ไม่นะ อยู่ที่การอ่านหนังสือหรือเปล่า เป็นความสงสัยเล็กๆ ที่ตอนเด็กเราไม่กล้าคิด พอเรามาเรียนมหาวิทยาลัย เรามีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น กล้าที่จะตั้งคำถาม กล้าที่จะสงสัย

แล้วเราก็เกิดความงงในตัวเอง เราเรียนสายการศึกษามา ทำไมไม่มีความเป็นครูอย่างที่คนอื่นเป็น ก็คงจะเป็นครูแบบเฮ้วๆ” น.ส.ฐิติยากล่าว

เมื่อถามว่า ถ้าได้อยู่จุดที่เป็นครูแล้ว อะไรที่จะไม่ทำ หรือส่งต่อไปยังนักเรียนอย่างแน่นอน ?

น.ส.ฐิติยากล่าวว่า เราเจออะไรที่ไม่โอเค เราจะไม่ทำกับเด็ก เช่น เรื่องการทำโทษด้วยการใช้ความรุนแรง ตีกรอบว่าเด็กจะต้องทำแบบนี้ๆ

“คนจะชอบติดอยู่กับกรอบที่ว่า ‘ครูคือผู้สั่งสอน’ แล้วทำไมต้องสั่ง ทำไมต้องสอน ? เราแชร์ความรู้กันไม่ได้หรือสถานะของครูกับเด็กเหมือนอยู่กันคนละชั้น เราปรับให้มันมาเท่ากัน แล้วมาศึกษาแลกเปลี่ยนกันได้หรือไม่ เพราะไม่ใช่ว่าเด็กไม่มีความคิด แค่เขามีความคิดในมุมของเขา เราก็มีความคิดในมุมของเรา เพราะผ่านประสบการณ์มาก่อน ก็แค่แชร์ไปด้วยกัน” น.ส.ฐิติยากล่าว

เมื่อถามว่า พื้นที่ปลอดภัยจะเกิดขึ้นได้ ถ้าหากมีการรับฟังและแลกเปลี่ยน ?

น.ส.ฐิติยาระบุว่า การรับฟังและยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล จะทำให้การแก้ปัญหา ไปได้ไกลกว่า แทนที่จะสั่งและให้ปฏิบัติตาม

“แน่นอนว่าถูกสั่งบ่อยๆ คนที่อยู่ใต้คำสั่ง ใครจะไปอยากทำ ก็จะตอบสนองด้วยการกระทำที่มีความรุนแรง เรื่องบางเรื่องสามารถคุยกันได้ด้วยเหตุและผล แต่คุณไม่ให้โอกาสเด็กในจุดนั้น เมื่อเด็กไม่มีทางเลือกในการแสดงออก เขาก็ต้องใช้ความรุนแรง แล้วคุณก็ไปมองว่า ‘เด็กหัวรุนแรง’ แต่ความจริงแล้วคุณไปบีบบังคับให้เด็กเป็นหรือไม่” น.ส.ฐิติยากล่าว

‘ผู้ใหญ่ ถูกต้องเสมอ’ ?
เปลี่ยนระบบความคิด เริ่มที่รับฟัง 

ด้าน นายอาสา คำภา นักเขียนและนักวิจัยประจำสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ตนมาเพื่อดูหนังสือ ของ รศ.ดร.ภิญญพันธุ์ ซึ่งเป็นหนังสือเล่มใหม่เกี่ยวกับเครื่องแบบ ทรงผม เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และติดตามผลงานของอาจารย์มาอยู่ตลอด เป็นเพื่อนกันทางเฟซบุ๊ก และเป็นรุ่นพี่สมัยเรียนด้วย

“เรื่องนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ จุดเปลี่ยนสำคัญคือ การที่เด็กจำนวนมากลุกขึ้นมาเรียกร้อง ผมจึงอยากจะรู้ว่า ความจริงแล้วมีคำอธิบายสิ่งเหล่านี้ด้วยหรือไม่

จริงๆ แล้วเราเป็นคนที่หลุดจากเด็กรุ่นนี้ เป็นคนละเจเนอเรชั่นกัน แน่นอนว่า การศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ จะช่วยทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะมาถึงจุดนี้” นายอาสากล่าว

เมื่อถามว่า ได้ไปร่วมฟังเสวนาด้วยหรือไม่ นายอาสาเปิดเผยว่า มาไม่ทัน แต่จะไปตามฟังอย่างแน่นอน

“ผมชอบตามหนังสือเก่าๆ ของมติชนด้วย เป็นลักษณะงานเขียนประวัติศาสตร์เสียส่วนใหญ่ ความจริงก็ซื้อหนังสือเอาไว้เยอะแล้วในช่วงสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 20 ที่ผ่านมา แต่วันนี้ก็มาเก็บตกงานเก่าๆ”

เมื่อถามว่า เด็กรุ่นปัจจุบัน มีความเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน จากสมัยที่เรายังเป็นเด็กอยู่ ?

นายอาสาชี้ว่า รุ่นตนเป็นรุ่นที่ทุกคนโตมาแบบ “เชื่อตามๆ กัน” ไม่ได้ตั้งคำถาม

“การตั้งคำถามของเด็กรุ่นเราจะกลายเป็นเหมือน เด็กหัวรุนแรง เด็กก้าวร้าว แต่ว่าเด็กสมัยนี้ ท่าทีของเขาต่างออกไปจากรุ่นผมอย่างมาก ประเด็นหนึ่งที่เป็นห่วง และอาจจะเป็นประเด็นปัญหาฝังใจกับผู้ใหญ่ คือ ‘ท่าทีในการแสดงออก’ เป็นประเด็นที่เราอาจจะต้องหาจุดร่วมในการพูดคุย ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก

สำหรับผมคิดว่า เป็นหมุดหมายที่น่าสนใจ ต้องลองดู ตกลงแล้วเรื่องวินัยและการลงทัณฑ์ มันเชฟคนรุ่นเราให้ออกมาเป็นแบบนี้ แล้วเด็กรุ่นนี้ที่หลุดออกมาจากสิ่งเหล่านี้แล้ว เกิดอะไรขึ้น” นายอาสากล่าว

เมื่อถามว่า จุดไหนที่แก้แล้วจะเปลี่ยนการศึกษาไทยได้จริง ?

นายอาสามองว่า ต้องเปลี่ยนระบบความคิด ที่ว่า ‘ผู้ใหญ่ถูกต้อง’ ซึ่งนี่เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าจะเห็นได้ชัด

“เนื่องจากผมเป็นรุ่นเชื่อฟัง รุ่นเจนเอ็กซ์ ถูกปลูกฝัง เรียกว่าเด็กรุ่นสงครามเย็น เกิดขึ้นมาในยุคที่มีการสื่อสารทางเดียว เป็น One way Communiacation ที่ยิงตรงมา เติบโตมาในยุคโทรทัศน์ ดังนั้น เราก็ต้องเข้าใจบริบทของยุคสมัย เข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่ว่า ทำไมเด็กสมัยนี้ถึงมีช่องทาง หรือการสื่อสารอะไรที่ชัดเจน เราต้องทำความเข้าใจบริบทของเด็กด้วย ซึ่งเราอาจจะไม่เข้าใจเขาหมดทุกอย่าง แต่อย่างน้อยต้องเปิดใจที่จะฟัง” นายอาสากล่าว

สำหรับหนังสือใหม่ 2 เล่มไฮไลต์ ‘อุปถัมภ์ค้ำใคร: การเลือกตั้งไทยกับประชาธิปไตยก้าวถอยหลัง’ ลด 15 เปอร์เซ็นต์ จาก 200 บาท เหลือเพียง 170 บาท ส่วน ‘เครื่องแบบ ทรงผม หน้าเสาธง ไม้เรียว : ประวัติศาสตร์วินัยและการลงทัณฑ์ในโรงเรียน’ จากราคา 350 ลดเหลือ 298 บาท ทั้งนี้ หากซื้อ 2 เล่มคู่กัน ลดพิเศษเหลือเพียง 440 บาท จากราคาเต็ม 550 บาท เฉพาะในเทศกาลหนังสือฤดูร้อนครั้งที่ 2 เท่านั้น

ผู้ที่สนใจสามารถมาเลือกซื้อหนังสือได้ที่ “บูธ มติชน E3” ภายในงาน SUMMER BOOK FEST 2022 เทศกาลหนังสือฤดูร้อน ครั้งที่ 2 ได้ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. จนถึงวันสุดท้าย 8 พฤษภาคมนี้