สสส. – มสช. ชู 5 โครงการต้นแบบลดความเหลื่อมล้ำ ดัน “Social Impact Partnership” สู่ระดับประเทศ

27.07.26 | 09:00 น.

ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพยังคงเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของประเทศไทยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในหลายช่วงวัย ตั้งแต่เด็กปฐมวัย เยาวชน ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ไปจนถึงผู้ป่วยระยะท้าย การสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมลงทุนและพัฒนานวัตกรรมทางสังคม จึงเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพ ลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำ และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน พร้อมต่อยอดต้นแบบความสำเร็จสู่การขยายผลในระดับประเทศ

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. จึงร่วมกับ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) จัดงาน “สุขมาราธอน ครั้งที่ 2 : เวทีเชื่อมโยงต้นแบบสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ” ภายใต้แนวคิด “SOOK CITY : เมืองสุขที่สร้างได้จริงจากความเหลื่อมล้ำ สู่การลงทุนเพื่อผลลัพธ์ของประเทศไทย” ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนผลสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือผ่านแนวคิด Social Impact Partnership และการลงทุนเพื่อผลลัพธ์ (Pay for Success) พร้อมเผยแพร่ต้นแบบนวัตกรรมสังคม 5 ด้าน ที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนสร้างแรงขับเคลื่อนให้ทุกภาคส่วนร่วมขยายผลสู่การพัฒนาระบบสุขภาพและสังคมไทยอย่างยั่งยืน

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า แนวคิด “สุขมาราธอน” เป็นแนวคิดที่สะท้อนการสร้างความสุขที่เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิต โดยจุดเริ่มต้นสำคัญคือการลงทุนพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีพัฒนาการที่สมบูรณ์ ผ่านระบบที่มีคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อสร้างต้นทุนชีวิตที่ดี ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริม “วัคซีนทางใจ” ให้เด็กเติบโตอย่างมีศักยภาพ แม้แต่ผู้ที่มีต้นทุนชีวิตน้อยก็สามารถมีคุณภาพชีวิตและความสุขได้ หากได้รับโอกาสที่เหมาะสมจากครอบครัว ชุมชน และสังคม ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมกันโอบอุ้มเด็กให้เป็นทุนสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในยุคที่ไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย

Advertisement

นพ.พงศ์เทพ กล่าวอีกว่า สสส. ทำหน้าที่เป็นผู้สานพลังที่เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผ่านแนวคิด Social Impact Partnership และการลงทุนเพื่อผลลัพธ์ (Pay for Success) เพื่อให้การลงทุนด้านสังคมสามารถวัดผลได้จริง พร้อมพัฒนาองค์ความรู้และโมเดลต้นแบบที่พร้อมขยายผลสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ปัจจุบันมีนวัตกรรมต้นแบบ 5 โครงการ ครอบคลุมการพัฒนาเด็กปฐมวัย สุขภาพจิตเยาวชน เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ การดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน และผู้ป่วยระยะท้ายของชีวิต ซึ่งทุกภาคส่วนสามารถนำไปประยุกต์ใช้และร่วมลงทุนต่อยอด เพื่อสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้อย่างยั่งยืน

“ธรรมชาติของมนุษย์ ความสุขมักมีขึ้นมีลง แต่ความท้าทายคือเราจะวางแผนและออกแบบอย่างไรให้เกิดความสุขแบบมาราธอนได้ตลอดช่วงชีวิต โดยต้องเริ่มตั้งแต่วัยปฐมวัย เพราะต้นทุนชีวิตของแต่ละคนไม่เท่ากัน แม้ผู้ที่มีต้นทุนชีวิตติดลบก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีความสุขน้อยกว่าเสมอไป หากมีวัคซีนทางใจที่ได้รับการสร้างตั้งแต่วัยเด็ก ควบคู่กับการที่สังคมมีมาตรฐานขั้นต่ำ ทั้งด้านปัจจัย 4 และการศึกษา เพื่อสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำ” นพ.พงศ์เทพ กล่าว

จากความสำเร็จของ 5 โครงการต้นแบบลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ หนึ่งในโครงการที่โดดเด่น คือ “ครูนางฟ้า” ซึ่งมุ่งพัฒนาสุขภาพจิตเยาวชนผ่านการสร้าง “ระบบดูแลแบบครูนางฟ้า” ที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านจิตวิทยา สังคม และการแพทย์ โดยมีครูเป็นกลไกสำคัญในการค้นหา คัดกรอง ดูแล และส่งต่อเด็กกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ภายใต้แนวคิดการดูแลที่ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ผ่านการประเมินภาวะสุขภาพจิต การให้คำปรึกษารายบุคคล และการเสริมสร้างทักษะการรู้จักตนเอง เท่าทันอารมณ์ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเชิงบวก

ปัจจุบันมีครูผ่านการอบรมเป็น “ครูนางฟ้า” แล้วกว่า 500 คน ในโรงเรียน 110 แห่ง ครอบคลุม 42 จังหวัดทั่วประเทศ มีนักเรียนได้รับประโยชน์กว่า 10,000 คน และตั้งเป้าขยายระบบสู่โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 3,000 แห่งทั่วประเทศภายใน 10 ปี เพื่อสร้างระบบดูแลสุขภาพจิตเยาวชนที่เข้มแข็งและยั่งยืน