หน้าแรก เด่นวันนี้ พลิกกลไกภาคอุ...

พลิกกลไกภาคอุตฯไทย ด้วยยุทธศาสตร์ AI2

3.11.26 | 10:16 น.

ทิศทางอุตสาหกรรมไทยภายใต้การบริหารของเจ้ากระทรวงอุตสาหกรรม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เสนอกรอบยุทธศาสตร์ “AI2” หรือ 2 เครื่องยนต์ใหม่ ได้แก่ อุตสาหกรรมขั้นสูง (Advanced Industry) และอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ (Agriculture Industry) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยทั้งด้านการเติบโตและการกระจายโอกาส

AI ตัวแรก คือ Advanced Industry ครอบคลุม AI ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยไทยต้องใช้โอกาสจากการลงทุนจากต่างประเทศและพันธมิตรระดับโลกเพื่อยกระดับอุตสาหกรรม แต่เป้าหมายต้องมากกว่าแค่ดึงเงินลงทุนเข้าประเทศ


สำหรับ AI ตัวที่สอง คือ Agriculture Industry จะทำหน้าที่เป็นสะพาน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและกลุ่มที่อยู่ขาล่างของตัว K โดยเปลี่ยนเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร (Agri-Food) และเทคโนโลยีการเกษตร (Agri-Tech) มูลค่าสูง ผ่านเทคโนโลยีชีวภาพ อาหารแห่งอนาคต ศาสตร์ทางการแพทย์ เกษตรแม่นยำ การแปรรูปอาหารขั้นสูง และการผลิตอัจฉริยะ

โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมคือหน่วยงานหลักที่มีส่วนสนับสนุนยุทธศาสตร์ AI2

พรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ระบุ กรมโรงงานอุตสาหกรรมในฐานะองค์กรหลักที่มีภารกิจการกำกับดูแลและส่งเสริมการประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เล็งเห็นว่า นโยบาย AI2 ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม คือ “เข็มทิศเชิงยุทธศาสตร์” ที่กรมโรงงานฯต้องนำมาขยายผลและลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม 

Advertisement

โดยการยกระดับบทบาทจากการเป็นเพียง “ผู้กำกับดูแลตามกฎหมาย” (Regulator) ไปสู่การเป็น “ผู้ส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในเชิงระบบ” (Enabler & Facilitator) เพื่อแปลงนโยบาย AI2 ให้กลายเป็นมาตรการ ข้อเสนอเชิงนโยบาย และกลไกสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างเต็มกำลัง

ยุทธศาสตร์ AI2 มุ่งเน้น Advanced Industries และ Agriculture Industry มีจุดตัดที่เชื่อมโยงโดยตรงกับภารกิจของกรมโรงงานฯ อย่างแนบแน่น ดังนี้

1.Advanced Industries (อุตสาหกรรมขั้นสูง) กับการยกระดับความปลอดภัยและเทคโนโลยีโรงงาน

การผลักดันอุตสาหกรรมขั้นสูง เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ (Medical Devices) หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Robotics & Automation) รวมถึงอุตสาหกรรมชีวภาพ (Biotechnology) ต้องอาศัยมาตรฐานโรงงานที่มีความแม่นยำสูง ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

กรมโรงงานฯมีภารกิจโดยตรงในการอนุมัติ อนุญาต และกำกับดูแลเครื่องจักร กระบวนการผลิต และความปลอดภัยในโรงงาน การนำ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในโรงงานไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) แต่ยังเป็นกลไกสร้างมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ที่ช่วยลดอุบัติเหตุอันเกิดจากมนุษย์ (Human Error) อีกด้วย

2.Agriculture Industry (อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูป) กับการเพิ่มมูลค่าและเศรษฐกิจหมุนเวียน

โรงงานแปรรูปทางการเกษตร (Agro-Processing Factories) คิดเป็นสัดส่วนสำคัญของโรงงานทั้งหมดในประเทศไทย กรมโรงงานฯกำกับดูแลทั้งในเรื่องการใช้พลังงาน การจัดการน้ำเสีย และกากอุตสาหกรรม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้วัตถุดิบ ลดขยะจากกระบวนการผลิต (Food Waste/Industrial Waste) และยกระดับกากอุตสาหกรรมเกษตรให้กลายเป็น
สารสกัดมูลค่าสูง (High-value extracts) สำหรับอุตสาหกรรมเวชสำอางและอาหารทางการแพทย์ รองรับกลุ่มผู้สูงอายุ

3.การป้องกันปัญหา K-Shaped Economy ในภาคอุตสาหกรรม

รัฐมนตรีวราวุธได้แสดงความห่วงใยถึงภาวะ K-Shaped Economy ที่โรงงานขนาดใหญ่ที่มีทุนสูงอาจปรับตัวเข้าสู่นวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่โรงงานขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ปรับตัวไม่ทัน กรมโรงงานฯจึงวางเป้าหมายในการกระจายโอกาส ให้เทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ๆ สามารถเข้าถึงโรงงานระดับ SME ทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดการทิ้งห่างเชิงเทคโนโลยีและศักยภาพการแข่งขัน

อธิบดีพรยศกล่าวว่า เพื่อขานรับนโยบาย AI2 และการขับเคลื่อน Silver Economy กรมโรงงานฯได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกใน 5 มิติหลัก ดังต่อไปนี้

มิติที่ 1: การส่งเสริมการตั้งโรงงานผลิตสินค้าเพื่อ Silver Economy และอุปกรณ์ทางการแพทย์

ประเทศไทยมีศักยภาพสูงด้านการบริการทางการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แต่การจะก้าวเป็น Silver Economy Hub ที่สมบูรณ์แบบได้นั้น ประเทศไทยต้องสามารถ “ผลิต” สินค้าและเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้เองในประเทศ ไม่พึ่งพาการนำเข้าเพียงอย่างเดียว ดังนั้น กรมโรงงานฯจะสนับสนุนการพิจารณาอนุญาตแบบ Fast-Track Licensing สำหรับโรงงาน Silver-Tech และ Medical Devices เช่น โรงงานผลิตหุ่นยนต์ช่วยเดิน (Exoskeleton) อุปกรณ์การแพทย์เตียงผู้ป่วยอัจฉริยะ นวัตกรรมอาหารปั่นละเอียด/อาหารฟังก์ชั่นสำหรับผู้สูงอายุ และเครื่องมือ
ชีวการแพทย์ เป็นต้น

มิติที่ 2: การนำ AI และเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติมาเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพโรงงาน (AI for Industrial Safety & Productivity)

นโยบาย AI2 เน้นย้ำการใช้ AI เพื่อ “เพิ่มศักยภาพของมนุษย์” ไม่ใช่การทดแทนแรงงานเพียงอย่างเดียว กรมโรงงานฯจึงนำหลักการนี้มาประยุกต์ใช้ในการยกระดับมาตรฐานโรงงานทั่วประเทศ โดยส่งเสริมการใช้ระบบ Predictive Maintenance และ AI Safety Monitoring ติดตามการทำงานของเครื่องจักรและหม้อน้ำ (Boiler) เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงล่วงหน้า ลดอุบัติเหตุร้ายแรง ซึ่งมักส่งผลกระทบต่อแรงงานและชุมชน หรือการนำ Cobot (Collaborative Robot) มาใช้ในสายการผลิต สนับสนุนให้โรงงานปรับเปลี่ยนมาใช้ “หุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์” (Cobots) ในงานที่มีความเสี่ยงสูง ลดภาระทางร่างกายของแรงงาน ช่วยให้แรงงานที่มีอายุมากสามารถทำงานในโรงงานได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

มิติที่ 3: การปฏิรูปองค์กรสู่ “Smart DIW” ด้วย AI เพื่อลดช่องว่าง K-Shaped Economy

การกระจายโอกาสให้โรงงานทุกระดับเข้าถึงบริการภาครัฐอย่างเท่าเทียม คือหัวใจสำคัญในการป้องกันปัญหา K-Shaped Economy กรมโรงงานฯจึงยกระดับการให้บริการประชาชนและผู้ประกอบการ โดยการนำ AI มาใช้รูปแบบ Powered DIW Smart Service พัฒนาระบบ AI ในการช่วยตรวจทานเอกสารการขออนุญาตประกอบกิจการโรงงาน และการพิจารณา ตรวจสอบและติดตามกากอุตสหากรรม เพื่อลดระยะเวลาอนุมัติจากหลายสัปดาห์เหลือเพียงไม่กี่วัน ระบบ AI จะช่วยลดขั้นตอนการใช้ดุลยพินิจ ให้ความเที่ยงตรง โปร่งใส และสร้างมาตรฐานความสะดวกที่เท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่หรือผู้ประกอบการ SME ในต่างจังหวัด 

นอกจากนี้ จะมีการพัฒนาฐานข้อมูลอุตสาหกรรมเชื่อมโยง (Industrial Big Data Framework) เชื่อมโยงฐานข้อมูลโรงงาน เครื่องจักร และกากอุตสาหกรรม เข้ากับระบบ AI เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรม Silver Economy ในแต่ละพื้นที่ ช่วยให้กระทรวงอุตสาหกรรมวางนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ

มิติที่ 4: ยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป (Agriculture Industry) สู่ BCG & Circular Economy

ตามยุทธศาสตร์ AI2 การพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรซึ่งจ้างงานเกือบ 30% ของประเทศ ถือเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจที่ทั่วถึง กรมโรงงานฯพร้อมขับเคลื่อนภารกิจกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมเกษตร โดยการเปลี่ยนกากเกษตรอุตสาหกรรมเป็นวัตถุดิบมูลค่าสูง (Bio-Refinery Approach) ส่งเสริมโรงงานแปรรูปทางเกษตร เช่น โรงงานน้ำตาล โรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง โรงงานผลไม้ ให้ใช้เทคโนโลยี AI คัดแยกและแปรรูปชีวมวล/กากอุตสาหกรรม เพื่อสกัดเป็นสารอาหารเชิงฟังก์ชั่น (Functional Food Ingredients) สารต้านอนุมูลอิสระ หรือสารตั้งต้นยารักษาโรค ตอบโจทย์ผู้สูงวัย และเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไทยหลายเท่าตัว 

รวมทั้งส่งเสริมโรงงานเกษตรแปรรูปอัจฉริยะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Smart Green Factory) สนับสนุนมาตรการรีไซเคิลน้ำและการจัดการขยะอุตสาหกรรมแบบ Zero Waste to Landfill ในโรงงานแปรรูปเกษตร เพื่อให้ชุมชนโดยรอบ ซึ่งรวมถึงผู้สูงอายุในท้องถิ่น สามารถอยู่อาศัยร่วมกับโรงงานได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน

มิติที่ 5: การส่งเสริมการทำงานของผู้สูงวัยในภาคอุตสาหกรรม (Age-Inclusive Industrial Workplace)

ขานรับคำกล่าวของรัฐมนตรีที่ว่า “การใช้เทคโนโลยีต้องมุ่งเพิ่มศักยภาพของมนุษย์…และเปิดโอกาสให้คนต่างวัยทำงานและใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีคุณภาพ” กรมโรงงานฯได้ส่งเสริมมาตรฐานโรงงานที่เหมาะกับแรงงานทุกช่วงวัย (Age-Friendly Factory Standards) สนับสนุนการปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงาน (Ergonomics & Safety Design) เช่น ระบบแสงสว่าง ป้ายเตือนดิจิทัลที่มองเห็นชัดเจน การลดระดับเสียงรบกวน และการออกแบบสถานีทำงานที่ลดแรงกดทับของข้อต่อ เพื่อรองรับแรงงานฝีมือสูงที่มีอายุมากขึ้น ให้ถ่ายทอดทักษะ (Skill Transfer) ให้แก่คนรุ่นใหม่ในโรงงานได้นานขึ้น 

ตลอดจนการส่งเสริมการรีสกิล (Re-skill) และอัพสกิล (Up-skill) ด้าน AI/Robotics ในโรงงาน โดยการประสานความร่วมมือกับภาคการศึกษาและสถาบันเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม ในการอบรมแรงงานรุ่นใหญ่ในโรงงานให้สามารถควบคุม สั่งการ หรือดูแลรักษาหุ่นยนต์และระบบ AI เบื้องต้นได้ เปลี่ยนจากการใช้แรงงานกายภาพเป็นการบริหารจัดการเทคโนโลยี

“ความสำเร็จของภาคอุตสาหกรรมไทยในยุคใหม่ ไม่ได้วัดเพียงตัวเลข GDP หรือมูลค่าการส่งออกเท่านั้น แต่วัดจากความสามารถของโรงงานไทยในการสร้างงาน สร้างนวัตกรรม กระจายโอกาส และดูแลศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทุกช่วงวัยอย่างเท่าเทียม” อธิบดีพรยศทิ้งท้าย