หาบเร่แผงลอยในสิงคโปร์ มีที่ทางอย่างสง่างาม ได้รับยกย่องว่ามีส่วนสร้างชาติในประวัติศาสตร์แห่งชาติของสิงคโปร์
รัฐไม่ได้มองว่าหาบเร่แผงลอยเป็นปัญหาของเมือง แต่จัดที่ทางอยู่ร่วมกันเพื่อบริการประชาชนในเมืองอย่างจริงจัง โดยมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ (ไม่เอาแต่จะไล่ออกจากเมืองเหมือนบางประเทศ)
ดังนั้น รัฐบาลสิงคโปร์จึงพัฒนาหาบเร่แผงลอยเป็น ศูนย์อาหารข้างทาง (hawker center) แล้วเสนอเป็นมรดกโลก
ข้อมูลความรู้เหล่านี้ผมสรุปจากอ่านบทความมีคุณค่า เรื่อง จากอาหารข้างทาง สู่ศูนย์อาหารข้างทาง ของ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ในมติชนรายวัน (ฉบับวันอังคารที่ 18 กันยายน 2561 หน้า 16)
ไทย
ไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ มีทั้งหาบเร่แผงลอยและเรือลอย แต่ไม่มีที่ยืนในประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย การจัดการของรัฐบาลกลางและท้องถิ่นของไทยเน้นขับไล่ไสส่งออกจากเมือง ดังนั้น อย่าพึงหวังไปมรดกโลก แค่มรดกไทยก็ไม่มีที่ไป
ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย กีดกันคนส่วนใหญ่หลายชาติพันธุ์ร้อยพ่อพันแม่ ทำให้มีอคติและไม่มีพื้นที่ให้หาบเร่แผงลอยและเรือลอย
ประวัติศาสตร์อยุธยา บริเวณเกาะเมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจ ไม่มีพื้นที่อนุรักษ์ชุมชนคนนานาชาติพันธุ์ที่พบบันทึกในเอกสารหลายประเภท ไม่มีเรื่องราวของถนนหนทางแม่น้ำลำคลองและท่าเรือ จึงไม่มีตลาดที่มีหาบเร่แผงลอยเรือลอยเต็มอยุธยา
กรุงเทพฯ
กรุงเทพฯ ดุจเทพสร้าง ดังนั้น ประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ ไม่มีสังคมของคนส่วนใหญ่ ไม่มีบ้านเรือนอาหารการกินของประชากรที่มีหลากหลาย
ยิ่งกว่านั้น ยังทำลายสิ่งที่มีเหลืออยู่เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ ได้แก่ ชุมชนคนสามัญที่ป้อมมหากาฬกลางกรุงเทพฯ แล้วสร้างใหม่แทนที่เป็น อนุสรณ์สถานความอัปยศ ของรัฐราชการเผด็จการ
หาบเร่
ก่อน 14 ตุลาคม 2516 หาบเร่ถูกรังแกทั่วกรุงเทพฯ โดยไม่มีการบริหารจัดการอย่างให้คุณค่าความเป็นคนเท่ากัน
สื่อมวลชนครั้งนั้นร่วมกับนักคิดนักเขียนและนักวิชาการก้าวหน้า ยกย่องหาบเร่เป็นพลังสร้างความเป็นไทยด้วยไม้คาน, กระจาด และพืชผักผลไม้ในกระจาดที่หาบขายเร่ไปทั่ว ฯลฯ รัฐต้องจัดการให้มีที่ทางสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวอย่างมีศักดิ์ศรี ขณะเดียวกันก็สร้างรายได้และสีสันการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กทม.
หลัง 14 ตุลาคม 2516 รัฐไม่จริงใจไม่จริงจังแก้ปัญหา แต่กลับยิ่งสร้างปัญหา เพราะรัฐมีอคติต่อคนรากหญ้ายากจนข้นแค้น จึงมุ่งกำจัดหาบเร่โดยไม่ฟังอีร้าค้าอีรม
ขับไล่ไสส่งคนรากหญ้า
อุดมคติของรัฐไทย คือ ขับไล่ไสส่งคนจนออกจากเมือง คนจนกลุ่มแรกสุด ได้แก่ หาบเร่แผงลอยเรือลอย
วัดไทรมีทั้งเรือลอยและหาบเร่อยู่หน้าวัด ในคลองสนามชัย-บางมด (คลองด่าน ย่านข้าหลวงเดิม) มีทั้งตลาดน้ำและตลาดบกปะปนอยู่ด้วยกัน ซึ่งเต็มไปด้วยเรือลอยหาบเร่แผงลอย
หลัง พ.ศ.2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สถาปนาการท่องเที่ยวตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก แล้วพัฒนา ตลาดน้ำวัดไทร (บางมด-บางขุนเทียนสมัยนั้น) เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่รู้จักกันกว้างขวางทั่วโลก มีนักท่องเที่ยวคึกคักตั้งแต่ย่ำรุ่งของทุกวัน โดยเฉพาะฝรั่ง จึงเป็นแหล่งรายได้มหาศาล
ครั้นนานไปมุ่งกอบโกยเฉพาะหน้า ไร้กฎ กติกา มารยาท กลายเป็นแหล่งน้ำเน่าในคลองทั้งสาย เพราะขาดการจัดการที่มีประสิทธิภาพ นักท่องเที่ยวฝรั่งลดลงเพราะเหม็นน้ำเน่า และความชั่วร้ายอื่นๆ อีกมาก จึงหนีไปเที่ยวตลาดน้ำอื่น
รัฐบาลไทยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือ เลิกตลาดน้ำวัดไทร ไล่หาบเร่แผงลอยเรือลอยพ้นกรุงเทพฯ ออกไปอยู่ที่อื่น โดยไม่จัดการแก้ปัญหาตราบจนทุกวันนี้
ขนส่งมวลชนคนรากหญ้าชนบทห่างไกลขายแรงงานในกรุงเทพฯ รัฐบาลจัดการอย่างเดียวกัน คือย้ายสถานีพ้นๆ ไกลจากย่านกลางเมืองออกไปเรื่อยๆ

