นิทานสุภาษิตจีนที่ “เรียนไทยได้จีน” จะนำเสนอในฉบับนี้คือ 不耻下问/不恥下問 Bù chǐ xià wèn (ปู้ ฉื่อ เซี่ย เวิ่น) โดย คำว่า 不 bù (ปู้) แปลว่า ไม่ 耻/恥 chǐ (ฉื่อ) แปลว่าอับอาย 下/廢 xià (เซี่ย) แปลว่า ลง ต่ำ ในที่นี้หมายถึงผู้มีฐานะต่ำต้อยกว่า 问/問 wèn (เวิ่น) แปลว่า ถาม 不耻下问/不恥下問 จึงแปลว่า ไม่ละอายที่จะสอบถามเรื่องราวหรือความรู้จากผู้ที่มีฐานะต่ำต้อยกว่าตน เป็นคำที่ใช้สอนให้คนเรารู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน และหมั่นศึกษาหาความรู้นั่นเอง
ราชวงศ์โจวตะวันออกของจีน 东周/東周 Dōnɡ Zhōu (ตงโจว) ได้ถูกแบ่งย่อยออกเป็นยุคชุนชิว 春秋 Chūn Qiū กับยุคจ้านกั๋ว 战国/戰國 Zhàn Guó ในยุคชุนชิว บ้านเมืองแตกแยกออกเป็นหลายก๊กก่อศึกสงครามวุ่นวาย แต่ยุคนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นยุคมืดไปเสียทีเดียว เพราะยังเป็นยุคแห่งการพัฒนาด้านอุดมการณ์ แนวคิด จนก่อเกิดเป็นยุคแห่งนักปราชญ์และสำนักปรัชญา แต่ละสำนักแข่งขันกันเผยแพร่แนวคิดของตนออกมา และอาจโจมตีแนวคิดของสำนักอื่นๆ จนเรียกช่วงนี้ว่า ยุคร้อยปราชญ์หลากสำนัก 诸子百家/諸子百家 Zhū zǐ bǎi jiā (จู จื่อ ไป่ เจีย) หลากสำนักประชันแข่งธรรม 百家争鸣/百家爭鳴
Bǎi jiā zhēnɡ mínɡ (ไป่ เจีย เจิง หมิง) นักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงมากท่านหนึ่งก็คือขงจื่อ(ขงจื้อ) 孔子 Kǒnɡzǐ ท่านเป็นผู้นำและเป็นเจ้าสำนักปรัชญาหรู 儒家 Rú Jiā (หรูเจีย) แนวคิดของขงจื่อมีอิทธิพลต่อสังคม การเมือง และวัฒนธรรมจีนในยุคหลังต่อมา โดยเฉพาะในยุคฮั่นอู่ตี้แห่งราชวงศ์ฮั่น พระองค์ถึงกับประกาศห้ามเผยแพร่แนวความคิดของสำนักอื่น ให้เหลือเฉพาะแนวความคิดปรัชญาหรูเท่านั้น เรียกช่วงนี้ว่า 罢黜百家独尊儒术/罷黜百家獨尊儒術 Bà chù bǎi jiā dú zūn rú shù (ป้า ชู่ ไป่ เจีย ตู๋ จุน หรู ฉู่) จนแนวคิดของหรูนี้ได้ฝังแน่นอยู่ในจิตใจ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่น้อยคนจะรู้ว่ากว่าขงจื่อจะสร้างแนวคิดปรัชญาเป็นของตนเองได้นั้น เขาต้องผ่านการฝึกฝน ค้นคว้าหาความรู้และพากเพียรสักเพียงใด โดยยกตัวอย่างวิธีการหาความรู้ของขงจื่อ แม้ว่าขงจื่อได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดนักปราชญ์ แต่เรื่องแสวงหาความรู้นี่เขาไม่เคยหยุดเลย มีครั้งหนึ่ง เขาได้เข้าร่วมพิธีกรรมของราชสำนักแห่งรัฐหลู่ ในบริเวณพิธีขงจื่อก็ซักถามเกี่ยวกับพิธีกรรมจากผู้ร่วมงาน เจอใครก็ถามไปหมด จนรู้ขั้นตอนพิธีกรรมอย่างแจ่มแจ้งแล้วถึงหยุด ในขณะนั้นก็มีคนพูดเชิงกระแนะกระแหนท่านว่า ได้ยินมาว่าท่านขงจื่อเป็นผู้รอบรู้ และเก่งทางด้านพิธีกรรมธรรมเนียมอย่างหาใครเปรียบมิได้ แต่วันนี้ได้เห็นตัวจริงเสียงจริงแล้ว ก็ไม่เห็นเก่งดังว่า เข้ามาในงานหลวงทั้งที กลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับธรรมเนียมพิธีการของรัฐหลู่เอาเสียเลย ต้องถามผู้คนไปทั่ว ขงจื่อได้ยินผู้คนนินทาตนเองต่อหน้าเช่นนี้ จึงตอบไปว่า อันความรู้บางสิ่งนั้น เมื่อเราไม่รู้ ก็คือไม่รู้ เมื่อไม่รู้ก็ไม่อายที่จะถาม แม้ผู้ที่ถูกถามจะมีฐานะที่ต่ำต้อยกว่า และเมื่อถามแล้วก็จะเกิดความรู้ เมื่อรู้อย่างแจ่มแจ้งแล้ว ก็จะหลีกเลี่ยงความผิดพลาดได้ มันมิใช่สิ่งที่ดีหรอกหรือ เหล่าผู้นินทาขงจื่อทั้งหลาย ก็ได้แต่หน้าแดงพูดต่ออะไรไม่ได้อีก
ข้อคิดจากประโยคสุภาษิตนี้
成语比喻:谦虚好学,不介意向不及自己的人请教。
成語比喻:謙虛好學,不介意向不及自己的人請教。
Chénɡyǔ bǐyù:Qiānxū hào xué, bú jièyì xiànɡ bùjí zìjǐ de rén qǐnɡjiào.
เฉิงยหวี่ ปี่ยวี่: เชียนซฺวี เห้า เสฺว, ปู๋ เจี้ยอี้ เซี่ยง ปู้จี๋ จื้อจี่ เตอะ เหริน ฉิ่งเจี้ยว
สุภาษิตเปรียบว่า อ่อนน้อมถ่อมตน รักการเรียนรู้ ไม่อายที่จะสอบถามความรู้จากผู้ที่มีฐานะต่ำต้อยกว่าตน
ประโยคตัวอย่างที่ใช้สำนวนสุภาษิตนี้ เช่น
如果你不耻下问,你就能把公司里的各种事情都处理得好。
如果你不恥下問,你就能把公司裏的各種事情都處理得好。
Rúɡuǒ nǐ bù chǐ xià wèn, nǐ jiù nénɡ bǎ ɡōnɡsī lǐ de ɡè zhǒnɡ shìqínɡ dōu chǔlǐ dé hǎo.
หรูกั่ว หนี่ ปู้ ฉื่อ เซี่ย เวิ่น, หนี่ จิ้ว เหนิง ป่า กงซือ หลี่ เตอะ เก้อ โจ่ง ฉื้อฉิง โตว ฉูหลี่ เต๋อ ห่าว
ถ้าหากคุณไม่อายที่จะถามลูกน้อง คุณก็จะบริหารจัดการงานทุกอย่างของบริษัทได้อย่างเรียบร้อย
ศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธร
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

