หน้าแรก คอลัมนิสต์ ทุนนิยมชายแดน...

ทุนนิยมชายแดนและโครงสร้างพื้นฐาน ในการจัดการความขัดแย้งในมหานคร

9.10.18 | 11:50 น.

เรื่องดราม่าเสียงระฆังที่ย่านพระรามสามนั้น เป็นเรื่องที่นำไปสู่ข้อถกเถียงทางสังคมมากมาย จนบางทีก็อดคิดไปไม่ได้ว่า สังคมเราเต็มไปด้วยความขัดแย้งและความเกลียดชังกันขนาดนี้เลยเหรอ หากเรามองเรื่องของการให้ทรรศนะในเรื่องนี้ในโลกออนไลน์

ความเห็นส่วนมากในโลกออนไลน์ต่อดราม่าเสียงระฆัง มักอยู่ในเรื่องแบ่งขั้วเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เชื่อว่าสังคมต้องมีความเปลี่ยนแปลง ศาสนาเป็นเรื่องล้าหลัง เป็นเรื่องเก่า

หรืออีกด้านหนึ่งก็กลายเป็นประเด็นง่ายๆ ว่าใครอยู่ก่อนมีสิทธิก่อน ศาสนาคือสิ่งที่ถูกอยู่แล้วโดยไม่ต้องตั้งคำถามเพราะเป็นความเป็นไทย

ขณะที่ยังมีหลายกลุ่มที่ออกมาแสดงความเห็นถึงความพยายามจะหาทางออกร่วมกัน หรือออกมายืนยันว่าแม้ตนจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเสียงระฆัง และระฆังก็ตีเฉพาะช่วงพรรษาเท่านั้น

บ้างก็มีการนำเอาข้อมูลอื่นๆ มาประกอบว่าวัดเองก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคอนโดฯมาตลอด คนร้องเรียนมีจำนวนแค่คนเดียว และวัดเองก็มีส่วนอนุญาตให้ก่อสร้างคอนโดฯมาก่อน หรือพยายามวัดระดับเสียงว่ามันเกินค่ามาตรฐานหรือไม่

Advertisement

ผมไม่ได้คิดมากเรื่องดราม่าระฆังว่าสังคมเราเต็มไปด้วยความขัดแย้งสุดขั้วกันไปเสียทั้งหมด ผมกลับรู้สึกว่าในกรณีนี้ ความขัดแย้งในสังคมที่มีอยู่แล้วมันอาศัยกรณีดราม่าเรื่องระฆังเป็นแค่ปริมณฑลในการปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกของความตึงเครียดของสังคมในภาพรวมมาระบายออกเสียมากกว่า

แต่ที่พูดมาเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าเมืองกรุงเทพฯจะไม่ได้มีความขัดแย้งเอาเสียเลย แค่ว่าในครั้งนี้ความขัดแย้งในระดับการเผชิญหน้าในพื้นที่จริงๆ ยังไม่ได้เกิด และยกระดับไปสู่การเผชิญหน้ากันในระดับความรุนแรงทางกายภาพ เราจึงจบกระแสดราม่าเรื่องนี้ไปได้อย่างไม่บอบช้ำมากนัก

ผมอยากจะชวนชี้ให้เห็นว่าภูมิทัศน์ของเมืองอย่างกรุงเทพฯนั้นเปลี่ยนไปอย่างมีนัยยะสำคัญ จากจินตกรรมของภาพความกลมกลืนของ “บ้าน-วัด-โรงเรียน” ที่เป็นตัวแบบอุดมคติของชุมชนไทย มาสู่สิ่งที่เรียกว่า “บ้าน-วัด-คอนโดฯ” ที่อาจจะไม่ได้เป็นตัวแบบแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างผสมกลมกลืนสักเท่าไหร่

ขยายความประเด็นนี้ก็คือ ความขัดแย้งกรณีระฆังพระรามสามนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างวัดกับคอนโดฯ แต่เป็นเรื่องของความท้าทายในการอยู่ร่วมกันของชุมชนในหลายระดับ และเขตพื้นที่บางคอแหลมก็เป็นหนึ่งในสมรภูมิสำคัญของตัวอย่างความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพราะวัดเองก็อยู่ไม่ได้ถ้าขาดการสนับสนุนของชุมชนโดยรอบ โดยเฉพาะชาวบ้านที่ยังใส่บาตรและพึ่งพาอาศัยกันกับวัด รวมทั้งพึ่งเสียงระฆังวัด

ในอีกด้านหนึ่งเราก็ไม่ควรละเลยว่าชุมชนรอบวัดกับคอนโดฯ มีความสัมพันธ์ในระดับชีวิตประจำวันอย่างไร เขาพึ่งพากันอย่างไร แย่งชิงทรัพยากรอย่างไร (ในงาน “เมือง-กิน-คน” ของผมกล่าวถึงมิติอื่นๆ เช่น ความมั่นคงทางอาหารของเมือง เป็นต้น)

สิ่งที่เกิดขึ้นจากดราม่าเรื่องระฆัง จึงเป็นหนึ่งในตัวอย่างของทิศทางการพัฒนาเมืองของกรุงเทพฯ ที่เคลื่อนย้ายตัวเองจากบ้านริมคลอง ตึกแถว และบ้านจัดสรรชานเมืองเข้าสู่ยุคเมืองคอนโดฯ พระรามสามเป็นหนึ่งในสมรภูมิของความเปลี่ยนแปลงที่เต็มไปด้วยเรื่องราวในรายละเอียดมากมายในระดับชีวิตประจำวัน
และถ้าเราใส่ใจในรายละเอียดเรื่องนี้ให้ดี เราจะเริ่มเห็นแนวทางการพัฒนาเมืองในวันนี้แบบที่เกิดขึ้นกับพระรามสามเกิดขึ้นในพื้นที่แถวฝั่งธนฯอีกมากมาย ที่มีคอนโดฯราคาแพงแสนแพง อยู่ที่ริมฝั่งน้ำ และเริ่มเชื่อมโยงกันเองผ่านการข้ามน้ำด้วยเรือข้ามฟากจากระบบรถไฟฟ้า (คอยดูการเติบโตและการเปลี่ยนเมืองขนานใหญ่กับโครงการสยามพิวัฒน์ในอนาคตอันใกล้ เป็นต้น) ขณะที่ต้นซอยยังเป็นถนนแคบๆ เลาะเลียบริมน้ำที่ใช้เป็นทางเข้าถึงคอนโดฯผ่านซุ้มประตูวัดและชุมชนรอบวัดที่วิถีชีวิตไม่ได้เชื่อมโยงซ้อนทับกันพอดี

ส่วนในกรณีพระรามสามนั้น ก็คงถือว่าเป็นโชคดีของรัฐและนักพัฒนาที่ดินจำนวนมากที่สื่อมวลชนไทยสนใจแต่ข่าวดราม่ามากกว่าสืบค้นอะไรมากมายในพื้นที่ ไม่เช่นนั้นจะพบว่าพื้นที่ในบริเวณพระรามสามนั้นมีโครงการเตรียมการพัฒนาที่ดินอย่างมโหฬารในอนาคตอันใกล้ โดยหน่วยงานรัฐบางหน่วยที่ถือครองที่ดินที่เดิมเคยเป็นโกดังสินค้า และจะมีการไล่รื้อและจัดรูปที่ดินมหาศาลในพื้นที่ดังกล่าวนี้

อีกทั้งในย่านพระรามสามเองนั้นมีการรวมตัวของเครือข่ายชุมชน ที่ผมอยากจะเรียกง่ายๆ ว่าชุมชนพื้นราบ ไม่ใช่นิติบุคคลและคณะกรรมการคอนโดฯ (คน-ชุมชนที่สูง) ที่พยายามต่อรองและเรียกร้องสิทธิที่พวกเขาจะอยู่ในเมือง (rights to the city) สิ่งที่เกิดในพื้นที่แถวนั้นก็คือ ความไม่มั่นคงของชุมชนพื้นราบในพื้นที่ เพราะชุมชนเก่านั้นมีทั้งที่เป็นชุมชนเก่าแบบดั้งเดิม และชุมชนแออัดที่อยู่ในพื้นที่นี้ยาวนาน เพราะที่ดินเดิมในพื้นที่แถบนี้ขาดการเหลียวแล จนกระทั่งทางด่วนและถนนพระรามสามนั้นเกิดขึ้น ทำเลถนนพระรามสาม ยานนาวา บางคอแหลม จึงกลายเป็นพื้นที่ทำเลทองเพราะใกล้กับพื้นที่ใจกลางเมืองที่สำคัญ ได้แก่ ย่านธุรกิจสีลม สาทร และสุขุมวิท นิดเดียว

หลายคนจึงมอง หรือถูกทำให้มองไปว่า บริเวณพระรามสามจะกลายเป็นศูนย์กลางเมืองแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ที่เชื่อมโยงกับใจกลางหรือศูนย์กลางเดิมของเมือง แต่สิ่งที่ไม่ได้สนใจกันก็คือ เอาเข้าจริงบริเวณย่านพระรามสามเป็นตัวอย่างหนึ่งของสิ่งที่เรียกกันว่า ทุนนิยมชายแดน (frontier capitalism) แต่เป็น “ชายแดน” ที่เกิดขึ้นใกล้ “กลางเมือง” นิดเดียว

 

 

เรื่องการพัฒนาในพื้นที่พระรามสาม ถ้าลองสืบค้นไปดีๆ แล้วลองนึกถึงบริเวณชายแดนที่มีความพยายามในการจัดสร้างสิ่งที่เรียกว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน มีส่วนคล้ายคลึงกันอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะคำว่าชายแดนในความหมายนี้ คือ frontier ไม่ได้หมายถึงบริเวณที่มีการขีดแบ่งชัดเจนตามเส้นแดน แต่หมายถึงสภาวะของพื้นที่แบบหนึ่งที่มีลักษณะของความคลุมเครือในการใช้อำนาจและอ้างสิทธิ

การพัฒนาในพื้นที่ชายแดนดังกล่าว นอกเหนือจะเต็มไปด้วยความคลุมเครือ ความขัดแย้ง และความไม่มั่นคงของผู้คนจำนวนหนึ่งที่เผชิญกระแสความเปลี่ยนแปลง ท่ามกลางการรุกเข้ามาของกลุ่มทุนและทุนพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่ ที่มักทำงานสอดประสานกับรัฐทั้งในระดับรัฐท้องถิ่นและรัฐระดับชาติ ที่อาจไม่ได้ทำหน้าที่ระงับความขัดแย้งและข้อพิพาทในพื้นที่ แต่อาจเข้ามายืนยันสิทธิของทุนและความเป็นเจ้าของที่ดินตามกฎหมาย หรือดึงเอาทรัพยากรในพื้นที่เข้าไปอยู่ในมือของผู้ครอบครองที่อ้างสิทธิทางกฎหมาย เช่น การซื้อและครอบครองที่ดิน

ในพื้นที่ชายแดน หัวใจสำคัญของการเติบโตของการสะสมทุนอาจจะไม่ได้มีแต่เรื่องอันแสนจะคลาสสิกประเภทการขูดรีดแรงงาน (แต่ก็ใช่จะไม่มี เช่น กรณีของแม่สอด เรื่องการขูดรีดแรงงานโดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวยังเป็นเรื่องสำคัญ และรุนแรงกว่าการขูดรีดแรงงานในระบบปกติ) หัวใจของระบบทุนนิยมชายแดนที่มีการศึกษากันในพื้นที่อื่นๆ ก็คือเรื่องของการพรากจากการครอบครอง (dispossession) ซึ่งก็ไม่ได้แยกขาดไปจากเรื่องของการขูดรีดเสียทีเดียว แต่อาจไม่ได้เน้นไปที่เรื่องของแรงงานในการผลิตในโรงงานเท่านั้น
การพรากจากการครอบครองในที่นี้หมายถึงการพรากจากอำนาจของการครอบครองเป็นเจ้าของชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งผืนดินที่เคยอยู่อาศัยกันมา ก่อนที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่และรัฐจะเข้ามาฉวยยึดและอ้างความเป็นเจ้าของพื้นที่ในการพัฒนาและทำให้คนจำนวนหนึ่งที่เคยอยู่ในพื้นที่เดิมได้รับผลสะเทือนในความมั่นคงในชีวิต

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแค่เกิดขึ้นกับคนจนเท่านั้นหรอกครับ สุขุมวิทเองในยุคแรกมาจนถึงวันนี้ที่การรุกคืบเข้ามาของคอนโดฯตามซอกซอยต่างๆ ก็ทำให้คนที่อยู่ในพื้นที่เหล่านั้นอึดอัดอยู่ไม่ใช่น้อย ถึงขนาดขับรถออกจากบ้านไม่ได้เพราะรถมันติดมาจนถึงหน้าบ้าน หรือย่านที่พักอาศัยที่เดิมเคยเป็นชานเมืองต่างๆ เมื่อเริ่มมีความสำคัญทางเศรษฐกิจขึ้นมาก็จะกลายสภาพเป็นร้านเหล้า ร้านปิ้งย่าง สลับไปกับบ้านหลังใหญ่ที่ต้องทนอยู่กับการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในระดับย่อยๆ ลุกลามจากพื้นที่ที่เดิมเคยถูกมองว่าเป็นเพียงพื้นที่พักอาศัย ที่กลายสภาพไปเป็นพื้นที่พักอาศัยระดับหนาแน่น หรือกลายเป็นย่านพาณิชย์

เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องโศกนาฏกรรมเสียทีเดียว การต่อสู้ของพื้นที่หลายพื้นที่ก็เป็นความให้เห็นว่าการรวมตัวของชุมชนดังเดิมในการต่อสู้ต่อรองกับการพัฒนาพื้นที่ภายใต้ความคลุมเครือของอำนาจใช่ว่าจะไม่สำเร็จ อาทิ เรื่องของการต่อสู้ของชาวบ้านครัว การต่อสู้ของชาวร่วมฤดี การขับเคลื่อนของสลัมสี่ภาค หรือแม้กระทั่งการพยายามที่จะหาทางออกร่วมกันของชุมชนอีกหลายชุมชนที่มีแนวโน้มว่าจะอยู่ร่วมกันได้ท่ามกลางความขัดแย้งตึงเครียด อาทิ ซอยอารีย์ สะพานควาย หรือพญาไท

ในอีกประการหนึ่งที่อยากจะชี้ชวนให้ดูก็คือการพยายามพูดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นที่พระรามสาม เป็นเพราะบ้านเราไม่ได้สนใจหรือเอาจริงเอาจรังกับเรื่องของผังเมืองมากนัก ราวกับว่าเรื่องของผังเมืองเป็นทั้งเทคนิคขั้นสูงและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในตัวของมันเอง ทั้งที่บ่อยครั้งวิธีคิดในการวางผังเมืองที่ผ่านมาอาจไม่ได้เน้นเรื่องของการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และบ่อยครั้งก็สร้างความขัดแย้งเสียเอง หากชุมชนในพื้นที่ไม่ใส่ใจ หรือไม่ได้มีโอกาสและอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลและการตัดสินใจ

ความเข้าใจผิดๆ ของเราที่มีต่อการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจสาธารณะอยู่ที่เราเข้าใจ (หรือถูกทำให้เข้าใจ) ว่าการมีส่วนร่วมคือการมารับฟังข้อมูลของภาครัฐและนักพัฒนาที่ดิน หรือมาให้ข้อมูลกับผู้มีอำนาจตัดสินใจภายนอกพื้นที่ ทั้งที่การมีส่วนร่วมยังหมายถึงความสามารถในการที่คนและชุมชนในพื้นที่จะสามารถโต้แย้ง คัดค้าน และควบคุมกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของพวกเขาเอง

ประเด็นที่เราค่อนข้างละเลยในการพัฒนาเมืองที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาที่ดินในเมืองก็คือเรื่องของการพูดถึง “โครงสร้างพื้นฐานในการจัดการความขัดแย้ง” (Conflict Infrastructure) ที่เกิดขึ้นในเมือง เพราะเราไปมองว่าโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ในเมืองเป็นเรื่องที่หมายถึงแต่ความสะดวกสบาย เช่น น้ำ ไฟฟ้า ถนน และเป็นสิ่งที่รัฐจะต้องจัดหา หรือเอกชนจะต้องจัดหาให้

การพูดถึงโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการความขัดแย้งมีฐานคติที่ว่าด้วยเรื่องของการเข้าใจว่าเมืองไม่ได้เป็นที่แห่งความเจริญรุ่งเรืองเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งอีกมากมาย (contested city) และกฎหมายไม่ใช่เครื่องมือเดียวที่จะจัดการความขัดแย้งที่เกิดในเมืองได้

ในเมืองที่มีความขัดแย้งถึงระดับที่อยู่ร่วมกันยาก เช่น ความขัดแย้งทางศาสนา ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ตลอดจนความขัดแย้งทางด้านอุดมการณ์ เราจะเห็นการก่อสร้างกำแพง จุดตรวจค้น ถนนที่กั้นเขตเพื่อทำให้ความขัดแย้งนั้นถูกจัดการ ควบคุม ป้องกันเอาไว้ หรือแม้กระทั่งการกำหนดมาตรฐานเสียง มาตรฐานของผนังอาคารในการกันเสียง หรือกระทั่งการก่อสร้างผนังกันเสียงของทางด่วนไม่ให้รบกวนชุมชน

หรือการพยายามมองโครงสร้างการปกครองระดับเมืองและเขตย่อยๆ เช่น โครงสร้างการปกครองของเขตที่ไม่ใช่แค่หน่วยงานขับเคลื่อนนโยบายของสำนักของ กทม.ที่เป็นหน่วยงานบริหารของมหานครเท่านั้น แต่ต้องมองว่า เขตจะต้องมีมิติของการเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการความขัดแย้งในพื้นที่ (ในรายละเอียดเรื่องปัญหาระดับเขตของ กทม. ผมได้อธิบายในรายละเอียดไว้แล้วใน “ความล้าหลังอันแสนก้าวหน้ายังดำเนินต่อไปใน กทม.” – มติชน 22 ก.ค.61)

ไม่ใช่เขตมีส่วนในการขยายผลความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่อันเป็นผลจากการขยายตัวของทุนนิยมชายแดนในใจกลางของมหานครอย่างที่เป็นอยู่

การคิดถึงการปฏิรูปเขตเป็นสิ่งที่จำเป็น และปัญหาไม่ได้อยู่แต่ในส่วนของมิติของการมีนักการเมืองและการเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองตามที่บรรดาข้อเสนอการปฏิรูปเขตนั้นเสนอไว้ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งข่าวคราวเรื่องนี้ก็เงียบหายไปจากหน้าสื่อว่าไปถึงไหนแล้ว

ขณะที่เรื่องที่สำคัญที่ไม่ได้พูดเลยก็คือ สมรรถภาพและคุณสมบัติของสำนักงานเขตและผู้อำนวยการเขต รวมทั้งการตรวจสอบการทำงานและการแต่งตั้งโยกย้ายผู้อำนวยการเขตในแต่ละครั้ง ผู้คนใน กทม.เองไม่เคยสนใจว่าผู้อำนวยการเขต หรือแม้กระทั่งผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาล แต่ละพื้นที่นั้นเป็นใคร มีผลงานอะไรถึงสามารถเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่ของเราได้ ทั้งที่เรื่องเหล่านี้กระทบต่อการใช้ชีวิตของเราอย่างมากมาย และความเชื่อที่ว่าการมีผู้ว่าฯกทม.ที่มาจากการเลือกตั้งแล้วก็จบกัน เขาก็บริหารทุกอย่างไปเอง โดยไม่ได้รู้ว่าผู้ว่าฯกทม. จะตั้งใครมาเป็นผู้อำนวยการเขต 50 เขตใน กทม.

ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่เราจะได้เห็นกันอีกครับ หากโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการความขัดแย้งในมหานครไม่เข้มแข็งและไม่ถูกพูดถึง

พื้นที่หลายพื้นที่ใน กทม.ก็จะเปลี่ยนสภาพอย่างรวดเร็ว และการเปลี่ยนสภาพนั้นจะเต็มไปด้วยความขัดแย้งและการพรากอำนาจและการครอบครองอีกไม่ใช่น้อย