หน้าแรก ในประเทศ ศาสนา เรียนไทยได้จี...

เรียนไทยได้จีน : นิทานสุภาษิตจีน (132) 成语故事 (一百三十二)

3.11.18 | 13:13 น.
(ที่มาภาพ : HYPERLINK “https://image.baidu.com/search/”

นิทานสุภาษิตจีนที่ “เรียนไทยได้จีน” จะนำเสนอในฉบับนี้คือ 上下其手 shànɡ xià qí shǒu (ฉั้งเซี่ย ฉี โฉ่ว) โดย คำว่า 上shànɡ (ฉั้ง) แปลว่า บน ข้างบน 下 xià (เซี่ย) แปลว่า ล่าง ข้างล่าง 其 qí (ฉี) แปลว่า ตัวเขา เขา 手 shǒu (โฉ่ว)แปลว่า มือ เมื่อนำมารวมกันแปลว่า ทำมือชี้ขึ้นบนทีล่างที

ในยุคสมัยชุนชิวของจีน คือช่วงที่ประเทศจีนแบ่งแยกเป็นรัฐใหญ่เล็กจำนวนมากมาย เกิดสงครามขึ้นไม่หยุดหย่อน เดี๋ยวรัฐนี้ไปตีรัฐนั้น เดี๋ยวรัฐนั้นล่มสลาย เดี๋ยวก็เกิดรัฐใหม่ เป็นเช่นนี้นับร้อยปี ในช่วงนี้ผู้เข้มแข็งเท่านั้นถึงจะอยู่รอดได้ จีนทางใต้มีรัฐใหญ่อยู่รัฐหนึ่งชื่อว่ารัฐฉู่ ขยายอาณาเขตด้วยการบุกโจมตียึดเมืองของรัฐเล็กที่อยู่ข้างเคียงเป็นประจำ จนเป็นที่เกรงกลัวของรัฐเล็กๆ มีครั้งหนึ่ง กองทัพรัฐฉู่ได้ยกกำลังไปโจมตีรัฐเจิ้ง 郑国/鄭国Zhènɡ Guó เจ้าเมืองรัฐเจิ้งรู้ว่าสู้ไม่ได้ จึงไปขอความช่วยเหลือรัฐต่างๆ แต่ในยุคนั้น ไหนเลยจะมีใครยินดียื่นมือเข้ามาช่วย ดังนั้นเจ้าเมืองรัฐเจิ้งจึงต้องนำกำลังเข้าต่อต้านการรุกรานของกองทัพรัฐฉู่ แต่กองกำลังของรัฐฉู่เข้มแข็งและมีกำลังทัพที่ใหญ่กว่า การรบจึงส่งผลให้กองทัพรัฐเจิ้งแตก บ้านเมืองถูกยึด เจ้าเมืองรัฐเจิ้งก็ถูกแม่ทัพรัฐฉู่นามว่า ชวนเฟิงซวี 穿封戌 Chuān Fēnɡxū จับตัวได้ ในระหว่างคุมตัวเจ้าเมืองรัฐเจิ้งเพื่อไปขอผลงานจากเจ้าเมืองรัฐฉู่นั้น ก็มีองค์ชายเชื้อพระวงศ์ของรัฐฉู่คนหนึ่งมาพบแม่ทัพชวนเฟิงซวี แล้วบอกว่า ตัวเชลยศึกคนนี้เป็นของตน และขอตัวเชลยศึกคนนี้ไปเป็นผลงานด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ แม่ทัพชวนเฟิงซวีไหนเลยจะยอมได้ ทั้งสองต่างโต้เถียง ต่างอ้างผลงานการรบ จนสุดท้ายราชสำนักฉู่ส่งคนกลางที่ทั้งสองยอมรับมาเป็นคนไกล่เกลี่ย และตัดสินว่าเชลยคนนี้เป็นผลงานการรบของใครกันแน่ เดิมทีขุนนางคนนี้ก็หมายมั่นปั้นมือว่าจะดำเนินการสอบสวนด้วยความยุติธรรมอย่างที่สุด ทว่าวิธีการสืบสวนของเขานั้นช่างน่าขัน เพราะเขาใช้วิธีเข้าพบเชลยศึก แล้วถามเชลยศึกว่า ตกลงท่านถูกใครจับมา โดยการใช้มือเป็นสัญลักษณ์ มือชี้ขึ้นบนเป็นตัวแทนองค์ชายมือชี้ลงล่างเป็นตัวแทนแม่ทัพ เชลยศึกคนนี้รู้สึกแค้นเคืองต่อแม่ทัพชวนเฟิงซวียิ่งนักที่ตีเมืองของตนแตก ทำให้ตนต้องบ้านแตกสาแหรกขาด และต้องตกเป็นเชลย และพอเดาได้ว่า คนที่มาถามมีจุดประสงค์ใด จึงตั้งใจไม่ตอบตามความเป็นจริง เพื่อสร้างความแตกแยกภายใน จึงผงกยอมรับเมื่อเขาชี้มือขึ้นข้างบนว่าเป็นผู้ตีทัพของตนแตก และเป็นผู้จับตนเองมา ขุนนางคนนั้นจึงตัดสินทันที ผลงานการศึกครั้งนี้เป็นขององค์ชายแห่งรัฐฉู่ แม่ทัพแม้จะไม่พอใจ ก็ได้แต่ก้มหน้ายอมรับการตัดสินในครั้งนี้ เพราะนี่คือคนที่กษัตริย์ของตนส่งมาเป็นตัวแทนในการตัดสิน ต่อมาคำว่า “上下其手” จึงเป็นคำที่ใช้เปรียบเปรยพวกเจ้าเล่ห์หรือพวกว่าความที่อาศัยช่องว่ากฎหมายหากิน หรือทำผิดเป็นถูก กลับดำให้เป็นขาวนั่นเอง

ข้อคิดจากประโยคสุภาษิตนี้

成语比喻:玩弄手法,颠倒是非的意思。

成語比喻:玩弄手法,顛倒是非的意思。

Advertisement

Chénɡyǔ bǐyù:Wànnònɡ shǒufǎ, diāndǎo shìfēi de yìsi.

เฉิงยหวี่ ปี่ยวี่: ว่านโน่ง โฉ่วฝ่า, เตียนเต่า ฉื้อเฟย์ เตอะ อี้ซือ

สุภาษิตเปรียบว่า ใช้วิธีการทุกอย่าง พลิกดำเป็นขาว กลับผิดเป็นถูก

ประโยคตัวอย่างที่ใช้สำนวนสุภาษิตนี้ เช่น

那个官员在案件中上下其手,不知贪了多少黑心钱!

那個官員在案件中上下其手,不知貪了多少黑心錢!

Nà ɡè ɡuānyuán zài ànjiàn zhōnɡ shànɡxiàqíshǒu, bù zhī tān le duōshǎo hēixīn qián!

น่า เกอะ กวานหยวน ไจ้ อั้นเจี้ยน จง ฉั้งเซี่ย ฉี โฉ่ว, ปู้ จือ ทาน เลอะ ตัวฉ่าว เฮยซิน เฉียน

เจ้าหน้าที่คนนั้นใส่ความเท็จเข้าไปในสำนวน ไม่รู้ว่าได้เงินมืดไปเท่าไหร่แล้ว

ศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธร
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง