จิตวิวัฒน์ : กายกรุณา บ่มเพาะพลังปัญญาและเมตตาจากร่างกาย : โดย ณัฐฬส วังวิญญู

2.03.19 | 14:25 น.

นานๆ ทีผมถึงจะได้เรียนรู้จากครูเดวิด ไวน์สตอค ที่สอนเรื่องการสื่อสารและการพัฒนาตัวเองแบบใช้คำพูดน้อยมาก คือให้ฝึกพูดคนละประโยค แต่พูดด้วยพลังที่ออกมาจากฐานของหัวใจ สมอง และร่างกายประสานกันอย่างกลมกล่อม ทำให้คนฟังเข้าอกเข้าใจสิ่งที่มีคุณค่าและความหมายกับเราอย่างแท้จริง ด้วยความที่เดวิดเองฝึกฝนไอคิโดในสายปฏิบัติมากว่าสามสิบปี จึงมีความเชี่ยวชาญในการสื่อสารผ่าน คี หรือ ชี่ หรือ พลังงาน ผ่านทั้งหมดของร่างกาย

เขาเพียงแค่เปลี่ยนสภาพตัวเองให้เป็นภาชนะที่กว้างใหญ่และโอบล้อมคู่สนทนาไว้ด้วย “ทรงกลมของความเมตตา” แล้วช่วยตั้งคำถามง่ายๆ เช่น “หัวใจคุณปรารถนาที่จะบอกว่าอะไร” ไม่ได้สอน “วิธีการพูด”

เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้คนพูดสื่อสารได้ตรงจุดจากภายในจิตใจที่อธิบายไม่ได้ แต่สัมผัสได้ เพราะเวลาพูดสิ่งที่มีความหมายต่อหัวใจของตนเองอย่างแท้จริง เราอาจจะพบภาวะเปราะบาง สั่นไหว สั่นสะเทือน ซาบซึ้ง มีน้ำตาได้ หากเรายอมรับ ประคองตัวเองให้เปิดและปลดปล่อยความหมายให้สื่อสารออกมาได้ จะมีพลังอย่างยิ่ง เดวิดเรียกว่าพลังของความเปราะบาง (Powerful Vulnerability)

ในศิลปะการต่อสู้แบบไอคิโดของญี่ปุ่น การโอบล้อมคู่ต่อสู้ด้วยพลังและจิตที่เอื้อเฟื้อ เป็นการดูแลทั้งคู่ให้ปลอดภัย และใช้การปะทะเพื่อเรียนรู้ หลอมรวม และเติบโตไปด้วยกัน มากกว่าการเอาชนะคะคานหรือหักโค่นอีกฝ่ายให้พ่ายแพ้บาดเจ็บ

อีกอย่างหนึ่ง เวลาต้องเผชิญหน้ากับภาวะหมิ่นเหม่ที่กระตุ้นความกลัว เช่น ต้องแสดงออกต่อหน้าคนอื่น ร่างกายเราจะแสดงออกถึงอาการต่างๆ เช่น เกร็งที่หน้าอก ไหล่ กราม ตึงที่หน้าผาก ปวดหัว มือสั่น เป็นต้น สะท้อนถึงกระบวนการตอบสนองอัตโนมัติที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีต เดวิดเรียกว่าวิธีการหลัก (Core Strategies) ที่เกิดขึ้นเองโดยเราไม่ได้ตั้งใจและควบคุมไม่ได้ เขาชวนให้เราตั้งคำถามและค้นหาว่าอาการต่างๆ ดังกล่าวเกิดขึ้นในชีวิตเราตั้งแต่เมื่อไหร่ เกิดเหตุการณ์อะไร แล้วร่างกายพยายามจะปกป้องอะไรที่มีค่ายิ่งให้กับเรา

Advertisement

น่าอัศจรรย์ใจที่ผู้เข้าร่วมหลายคนได้รับคำตอบที่น่าสนใจ เช่น หกขวบ สี่ขวบ สองขวบ นับเป็นการกลับมา “พบ” ด้านสำคัญของตัวเองซึ่งจิตวิทยาวอยซ์ไดอะล็อก เรียกว่าผู้พิทักษ์ (Protector) และทำการขอบคุณ ซึ่งจะทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้นว่ายังอยากให้ “เขา” คอยดูแลปกป้องเราอยู่ไหม (Does it still serve my life?) และเราสามารถรับรู้
ดูแล และหลอมรวมให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เราเลือกได้

เดวิดสอนให้เราสัมผัสและสื่อสารกับส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น หัว (ฐานคิด หาทางออก) หัวใจ (ฐานความรู้สึก) ท้อง (ฐานของการกระทำและการอยู่รอด) น่าแปลกที่แต่ละฐานมีการแสดงออกที่แตกต่างกัน แต่ล้วนแล้วมีประโยชน์ในการประมวลผลเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างดีที่สุด และสอนการบ่มเพาะคุณภาพที่เราต้องการให้เติบโตในตัวเอง เรียกว่า SURF Practice เหมือนกับการขี่กระดานโต้คลื่น

S = Shape จัดวางรูปกายให้ตรง
U = Unification หลอมรวมทุกส่วนให้เป็นหนึ่งเดียวด้วยการผ่อนคลาย (การถอนหายใจยาวๆ เป็นตัวอย่างของการหลอมรวม)
R = Resource การเข้าถึงขุมพลังภายใน ด้วยการเติมคุณภาพบางอย่างที่เราต้องการให้กับตัวเอง เช่น ความเมตตา ความเข้าใจ ความกล้าหาญ
F = Field ขยายพลังนี้ให้แผ่กระจายครอบคลุมทั่วเรือนร่างและแผ่ออกไปด้านต่างๆ ซ้ายขวาหน้าหลังบนล่าง

การกระทำเช่นนี้จะช่วยให้เรารับมือกับสถานการณ์ยากๆ ได้อย่างมั่นคง ยิ่งอีกฝ่ายมีอารมณ์เข้มข้นมาก ก็เหมือนเรากำลังโต้คลื่น เดวิดบอกในช่วงฝึกว่าเราอาจต้องรอให้คลื่นก่อตัวชัดเจนก่อนถึงจะขี่คลื่นได้ และในการรับมือ ยิ่งอารมณ์พุ่งมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องใช้ความอ่อนโยนมากเท่านั้น เพื่อยอมรับความเจ็บปวดและความเข้มข้นที่แสดงออก (The most gentle touch of compassion)

ผมชอบหลักการนี้มาก เพราะช่วยเตือนสติตัวเองให้ลดการกระทำ เพิ่มการดำรงอยู่อย่างไม่กระทำ หรือทำด้วยความละมุนละม่อม สุภาพอ่อนโยนในการรับมือกับความดุดัน รุนแรง

เดวิดมักจะพูดบ่อยๆ ว่า เราเป็นสิ่งที่เราปฏิบัติมาอย่างคุ้นชิน (We are what we practice.) ดังนั้น เราสามารถฝึกในสิ่งที่เราอยากจะเป็นได้ (We practice what we want to become.) การฝึกอย่างหนึ่งที่มีพลังคือ การสร้างสนามพลังล้อมรอบตัวเราทุกทิศทาง เพื่อรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น ถ้าเราสร้างสนามพลังแห่งความเข้าอกเข้าใจ การรับฟังของเราก็จะเต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ และคนที่คุยกับเราจะรับรู้พลังงานนี้ได้ไม่มากก็น้อย นับเป็นการฝึกจิตตานุภาพที่นำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

การฝึกร่ายรำ 5 ธาตุที่คล้ายการรำมวยไท้เก๊ก ก็ทำให้เรานำเอาคุณภาพของธาตุต่างๆ มาใช้ได้อย่างสมดุล ได้แก่ ดิน (จุดยืน คุณค่า) น้ำ (ความสัมพันธ์) ลม (การปล่อยวาง เบาสบาย) ไฟ (ความซื่อตรง สร้างสรรค์ กล้า) และความว่าง (ความเป็นไปได้) เมื่อฝึกผ่านฐานกายก็ยิ่งทำให้เกิดการหลอมรวมในกายจิตเรามากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเป็นการเปิดช่องทางให้เราเข้าถึงคุณภาพเหล่านี้ได้อย่างคล่องแคล่วขึ้น

แม้ว่าเจตนาของการอบรมคือการฝึกปฏิบัติทางกายใจ ไม่ได้เน้นผลทางการเยียวยาบาดแผลหรือปมจากอดีต แต่ผลที่เกิดขึ้นกับหลายๆ คนทำให้เห็นว่าเมื่อเราเห็น รับรู้ ใส่ใจกับส่วนนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเยียวยาให้กลับมาครบถ้วนสมบูรณ์ได้ (Wholeness) เดวิดสอนว่าการอนุญาตให้ตัวเองร้องไห้เป็นกระบวนการเยียวยาอย่างหนึ่ง เราร้องไห้ด้วยความสง่างามและกล้าหาญได้ ยอมรับความเปราะบางและความไม่สมบูรณ์ของชีวิตได้ด้วยความรัก นับเป็นความเข้มแข็งอย่างหนึ่ง ต่างจากที่สังคมสอนๆ กันว่าการร้องไห้คือความอ่อนแอ

การย้อนกลับไปเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ยากๆ ในอดีตเพื่อรับรู้และชื่นชมความเข้มแข็งที่งอกออกมาจากเหตุการณ์นั้น ต้องอาศัยความกล้าหาญและความอ่อนโยนต่อตัวเอง

ในธรรมเนียมของไอคิโด จะมีการร่วมกันสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่เรียกว่า โดโจ (Dojo) แปลว่าพื้นที่หรือวิถีของการตื่นขึ้น แนวทางของโดโจคือ ทำเต็มที่ ไม่มีผิดถูก, สังเกตการตัดสินและอ่อนโยนกับมัน, มีพื้นที่ของการให้อภัยและพัฒนาเสมอ, ทุกคนมีอิสระที่จะเลือกทำหรือไม่ทำอะไรเพื่อการเรียนรู้ของตัวเอง, เลือกหยิบเอาสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ไปใช้ในชีวิต, รักษาเรื่องราวส่วนตัวของเพื่อนในวง

ผมเรียนรู้และลองใช้โดโจมาหลายปี ยังทึ่งในพลังงานของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์นี้ที่อนุญาตและเปิดให้คนได้แสดงออกหรือเป็นในสิ่งที่ชีวิตทั่วไปไม่ได้เป็น เช่น กล้าทำกล้าพูดในสิ่งที่ไม่เคยทำหรือเข้าถึง

มีหลายคนเคยถามและยังถามผมอยู่ว่าแค่ปฏิบัติธรรมพอไหม ทำไมต้องมาเรียนเรื่องพวกนี้ ส่วนตัวผมไม่มีคำตอบสำเร็จรูป แต่ความที่ชอบเรียนรู้หลากหลายศิลปศาสตร์ในการทำความเข้าใจกับชีวิตและธรรมชาติ อะไรที่เรียนแล้วรู้สึกว่าได้เข้าใจตัวเอง คนอื่น และชีวิตมากขึ้น จนทำให้เราค่อยๆ แปรเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้น เช่น เข้าใจอารมณ์ของตัวเองและคนอื่นมากขึ้น ละวางได้มากขึ้น ให้อภัยได้ง่ายขึ้น แสดงออกได้ตรงกับหัวใจมากขึ้น ก็นับว่าดีแล้ว

แต่ถ้าถามว่าแล้วจะบรรลุธรรมไหม ไม่ทราบได้จริงๆ ทุกคนคงต้องค้นหาและตอบคำถามนี้ด้วยตัวเอง รู้แต่เพียงว่าในยุคปัจจุบัน สังคมต้องการวิธีการ เครื่องมือหรือทางเข้าที่หลากหลาย ที่ให้คุณค่าความเป็นมนุษย์และความเท่าเทียมกันมากขึ้น เพื่อเชื่อมโยงและเข้าใกล้กันอย่างจริงแท้มากกว่าเป็นเพียงปรัชญาแนวคิดอุดมคติที่หอมหวาน บางทีต้องเกลือกกลั้วนัวเนียกับความเป็นจริงของชีวิต เพื่อเข้าใจมัน นอกกรอบบ้าง ในกรอบบ้าง คิดบ้าง ไม่คิดบ้าง หลากหลายหนทาง

ณัฐฬส วังวิญญู
www.thaissf.org, twitter.com/jitwiwat
สนับสนุนโดย มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์