หน้าแรก บทความ จิตวิวัฒน์ จิตวิทยาครอบค...

จิตวิทยาครอบครัว : Family Psychology (2) : โดย ญาดา สันติสุขสกุล

23.03.19 | 15:09 น.

ในบทความตอนแรก (ตีพิมพ์ในมติชนรายวัน วันที่ 9 มีนาคม 2562) กล่าวถึงความสัมพันธ์กับบทบาทต่างๆ ในชีวิตที่สร้างความลงตัวและขัดแย้ง โดยเฉพาะบทบาทความเป็นพ่อและแม่ ว่ามีหลายเหตุการณ์ที่พ่อแม่ “ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเด็กได้อย่างเหมาะสม” จนกลายเป็นปมหรือบาดแผลทางจิตใจที่ส่งผลต่อการสร้างนิสัยใหม่เพื่อการอยู่รอดและเติบโต บทความตอนที่สอง จะกล่าวถึงคุณลักษณะของแบบแผนความสัมพันธ์ที่มีอยู่ในตัวแม่หรือผู้ปกครอง แบ่งออกเป็นสองแบบหลัก คือ แบบแผนความสัมพันธ์ที่มั่นคงปลอดภัย (Secure Attachment) และแบบแผนความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคง (Insecure Attachment)

แบบแผนความสัมพันธ์ที่มั่นคงปลอดภัย
(Secure Attachment)

เป็นแบบแผนบุคลิกของคุณแม่ที่มีความมั่นคงภายในและสามารถตอบสนองความต้องการของเด็กได้อย่างเหมาะสม มีท่าทีที่สงบผ่อนคลาย ยืดหยุ่น และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ จึงมีสายสัมพันธ์กับลูกอย่างสนิทสนมเป็นกันเอง นำศักยภาพของแม่ตามธรรมชาติที่หยั่งถึงความรู้สึกของลูกและตนเองได้ รวมถึงรับรู้ถึงสภาวะที่ความสัมพันธ์เปลี่ยนแปลงไป หรือไม่ราบรื่น เมื่อเกิดความผิดพลาด สามารถรื้อซ่อมความสัมพันธ์เป็น เด็กที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยแม่หรือผู้ปกครองแบบนี้ จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีอารมณ์มั่นคง ยอมรับอารมณ์ต่างๆ เป็น อบอุ่น ปลอดภัย มีท่าทีเรียบง่ายกับคนรอบๆ และเมื่อเกิดวิกฤตในชีวิต เขาหรือเธอจะกลับมาสู่ความเป็นปกติได้ สายสัมพันธ์ที่ดีจะช่วยขับเคลื่อนการดำเนินชีวิตอย่างมั่นคง เป็นต้นแบบของความมั่นคงทางจิตใจในอนาคต

โดยส่วนใหญ่แล้ว หลายๆ คนจะมีคนหนึ่งคนที่เป็นพื้นที่ทางใจที่มีแบบแผนความมั่นคง คอยมอบความปลอดภัยให้ ถึงแม้จะไม่ใช่แม่แท้ๆ เช่น ย่า ยาย หรือครู ที่พร้อมส่งความปรารถนาให้มองเห็นและรับรู้ได้ชัดเจน สีหน้าแววตาที่มอบความวางใจ ทำให้เขาหรือเธอรู้สึกได้รับความรักอย่างสิ้นสงสัย มันคือคุณภาพของการดำรงอยู่ที่ช่วยให้คนคนนั้นเติบโตได้อย่าง
สมวัย

แบบแผนความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคง
(Insecure Attachment)

Advertisement

แบ่งย่อยออกเป็นอีกสามแบบ ได้แก่

แม่แบบที่หนึ่ง ‘วิตกกังวล’ (Anxiety)

เป็นแม่ที่เติบโตมาจากเด็กที่ขาดการดูแลและการตอบสนองที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ กลายเป็นพื้นฐานจิตใจที่ไม่มั่นคง แต่เพื่อการอยู่รอดปลอดภัย จึงเกิดพฤติกรรมตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับแม่หรือผู้ใหญ่ที่ดูแล คอยสำรวจสีหน้า ท่าที น้ำเสียงของผู้ดูแลเสมอๆ จึงมีการรับรู้ที่ไวและหวาดระแวง จนกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ใส่ใจความรู้สึกของตนเป็นหลัก เมื่อต้องเป็นแม่เสียเอง จึงมีอารมณ์ไม่เสถียร เมื่ออารมณ์ดีจะตอบสนองความต้องการของลูกได้ แต่หากอารมณ์เสียหรือหงุดหงิดจะปิดกั้นตนเองกับลูกและอาจควบคุมอารมณ์ด้านร้ายของตนไม่ได้ ส่งผลให้เด็กหวาดระแวง ไม่กล้าเข้าหาเพราะกลัวแม่ดุใส่ และเมื่อเด็กเกิดความปั่นป่วนหรือเริ่มเรียกร้องบางอย่าง ก็จะรองรับอารมณ์ของเด็กได้ไม่ดีพอ
ในอารมณ์ขั้วบวก เด็กจะทำตัวน่ารักหรือเอาอกเอาใจแม่เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ ส่วนในอารมณ์ขั้วลบ เด็กจะทำตัวร้ายกาจยากต่อการควบคุมและต้องใช้เวลานานกว่าจะกลับมาสงบ ในกรณีที่เด็กถูกเลี้ยงดูด้วยแม่ที่อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เมื่อเกิดการกระทบกระเทือนทางจิตใจบ่อยๆ เด็กจะไม่มั่นใจในตัวเอง ต้องคอยตรวจสอบการยอมรับจากแม่หรือผู้ดูแลเสมอๆ ไม่รู้สึกว่าโลกปลอดภัย เพราะตอนที่แม่เป็นเด็กเล็กก็ไร้ที่พึ่งอย่างมั่นคงมาก่อน จึงมีแนวโน้มวิตกกังวลและมองหาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์มาช่วยให้รอดพ้นจากสถานการณ์ที่ติดขัด ทำให้ตอบสนองเด็กอย่างผิดที่ผิดทาง

เช่น เมื่อเด็กป่วน แม่อาจจะตอบสนองลูกด้วยคำขู่หรือเงื่อนไขต่างๆ “ต่อไปแม่จะไม่รักนะ หากหนูทำตัวแบบนี้ แม่ชอบเด็กว่านอนสอนง่าย”

หรือทำให้เด็กกลัวอย่างผิดๆ เช่น “ถ้าหนูไม่หยุดร้องไห้ แม่จะเอาหนูไปให้คนเก็บขยะเลี้ยงต่อนะ” หรือยอมจำนนต่อการเรียกร้องของลูกเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้จบๆ ไป เช่น “แม่ว่าของเล่นนี้หนูมีเยอะแล้วนะ” แต่เด็กกลับร้องไห้ดังขึ้นจนในที่สุดแม่ก็ยอม “ครั้งนี้ซื้อให้ก็ได้” ทำให้เด็กเรียนรู้วิธีการต่อรองกับแม่ด้วยการใช้อารมณ์ต่างๆ

เมื่อเด็กโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองเป็นหลักเช่นกัน มีแนวโน้มว่าชอบสิ่งไหนก็อยากจะครอบครองหรือเกาะติดคนที่ชอบแบบไม่ปล่อยให้ห่างสายตา หากรู้สึกไม่ได้ดั่งใจ อารมณ์ต่างๆ จะถาโถมเข้าใส่ ทำให้จัดการสถานการณ์ด้วยความยุ่งเยิง และอาจจะไม่วางใจในความสัมพันธ์ คิดมากเกินเหตุ ต้องคอยตรวจสอบความสัมพันธ์อยู่เรื่อยๆ

มีตัวอย่างของแม่ลูกคู่หนึ่งที่มีความสัมพันธ์ซับซ้อน คือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวซึ่งเลิกรากับสามีที่ไปมีสัมพันธ์กับหญิงอื่น และขอรับลูกชายไปเลี้ยงเอง เธอเป็นผู้หญิงทำงานเก่งได้รับการยอมรับจากสังคม แต่จะคอยพาลูกไปทุกแห่ง ลูกชายมีนิสัยตามใจแม่ทุกอย่าง แต่จะมีพฤติกรรมที่แปลกอย่างหนึ่ง คือจะซบไหล่แม่อยู่เสมอๆ ประหนึ่งไม่มีกระดูกสันหลัง เมื่อลูกเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น แม่ส่งเขาไปเรียนต่อต่างเมือง เธอรู้สึกเหงาและกังวล คิดถึงลูกอยู่เสมอ เธอยอมรับว่าการมีลูกอยู่ใกล้ๆ เป็นเสมือนตัวแทนของคนรัก จากตอนแรกที่มองว่าเด็กต้องการพึ่งพิงแม่ แท้ที่จริงแล้วกลับกัน

ลูกรับรู้ได้ว่าแม่ต้องการยึดใครสักคนเป็นที่พักใจ จึงทำตัวอ่อนแอเพื่อให้แม่ได้แสดงบทบาทเป็นผู้เข้มแข็งนั่นเอง

ญาดา สันติสุขสกุล
www.thaissf.org, twitter.com/jitwiwat
สนับสนุนโดย มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์