ในบทความที่แล้ว (ตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน 30 มีนาคม 2562) กล่าวคุณลักษณะของแบบแผนความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคง (Insecure Attachment) บทความนี้จะกล่าวถึงทางออกจากแบบแผนความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคงดังกล่าว
อย่างที่ฉันได้เกริ่นไปในตอนต้นแล้วว่า ทุกแบบแผนความสัมพันธ์ที่บกพร่องนั้นสามารถสร้างใหม่ได้ หากคุณเคยไร้ความรู้สึก (Avoidance) คุณสามารถกลับมาเรียนรู้ที่จะตระหนักในความรู้สึกของตนเองก่อนที่จะไปรับรู้คนอื่น โดยเริ่มจากฝึกรับรู้การมีอยู่กับร่างกายที่เชื่อมโยงกับหัวใจ รู้ร้อนรู้หนาวในตัวเอง จนคุณมีทักษะที่จะบอกความรู้สึกต่างๆ ได้อย่างไม่เขินอาย แล้วจึงขยับไปสู่การเดาความรู้สึกจากท่าทีต่างๆ ที่ผู้คนแสดงออก สิ่งสำคัญสำหรับคนแบบเพิกเฉยคือ การกลับมาสร้างการรับรู้ถึงความสัมพันธ์รอบตัวเพื่อดูแลความโดดเดี่ยวภายใน ชีวิตก็จะมีความสุขจากการมีความรู้สึกสุขและทุกข์ มันคือรสชาติของชีวิตนั่นเอง
ส่วนในแบบลักปิดลักเปิด (Anxiety) จะกลับมาให้ความสำคัญกับแกนของจิตใจภายใน ให้พื้นที่ภายในขยายออกและมีอาณาเขตที่สามารถดำรงอยู่กับใจตน จนเจอสภาวะความนิ่งสงบที่เป็นธรรมชาติของจิตเดิมอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยให้ค่อยๆ สร้างความมั่นคงทางภาวะอารมณ์ และระลึกถึงภาพของผู้ใหญ่ที่เคยมีบทบาทต่อตัวเรา คอยมอบความอบอุ่นให้อย่างเหมาะสมอยู่เสมอๆ
ส่วนคนแบบเสียการควบคุม (Disorganization) จะต้องดูแลด้วยความละเอียดอ่อนโยน อาจเริ่มต้นด้วยการหาวิธีบำบัดรูปแบบต่างๆ เช่น ศิลปะบำบัด การเดินในสวนสาธารณะที่โล่งกว้าง หรือหาคนรับฟังเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ค่อยๆ เรียนรู้วิธีการผ่อนคลายจิตใจ เมื่อมีคนมารองรับอารมณ์ต่างๆ คนแบบนี้จะค่อยๆ รู้สึกวางใจและปลอดภัย เรียนรู้ที่จะกลับมารักร่างกายและจิตใจตนเอง โจทย์ชีวิตยากๆ คือบทเรียนสำหรับนักเรียนที่พร้อมจะเรียน
ขั้นที่หนึ่ง ‘เฝ้าสังเกตๆๆ’
ทบทวนและเฝ้าสังเกตว่าเรามีแบบแผนความสัมพันธ์ใดบ้างกับลูก เรียนรู้ที่จะยอมรับอย่างตรงไปตรงมา แล้วค่อยๆ สังเกตจนหาแบบแผนความสัมพันธ์หลักที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
ขั้นที่สอง ‘ช้าลงแล้วลองทำความรู้จักกับพื้นฐานจิตใจของเรา’
ว่าในขณะที่เรากำลังเข้าสู่แต่ละแบบแผน เกิดความรู้สึกใดบ้าง โดยอาจจะจดสถานการณ์และความรู้สึกต่างๆ ลงในสมุดบันทึก และเฝ้าสังเกตต่อไปว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่กระตุ้นให้เราคืบคลานเข้าสู่แบบแผนนั้นๆ นี่คือการศึกษาองค์ประกอบของจิตใจเราว่าเป็นเช่นใดบ้าง เหมือนภาพวาดสีน้ำที่จะมีสีรองพื้นและสิ่งต่างๆ ปนกันอยู่ การแยกแยะสีต่างๆ ของจิตใจตนเองได้ คือการเรียนรู้ที่จะสำรวจตรวจตราจิตใจเรา ซึ่งจะช่วยชะลอแรงขับที่อาจดำเนินไปอย่างเป็นอัตโนมัติ มีแม่หลายคนรู้สึกผิดเมื่อลงไม้ลงมือตีลูกและมีเสียงวิจารณ์โบยตีตนเองตบท้ายเสมอๆ แต่ในขณะที่ตีลูกก็ไม่สามารถหยุดการกระทำได้ทัน
ขั้นที่สาม ‘พบเจอต้นตอและขอบคุณ’
เมื่อเราเริ่มสังเกตเห็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกด้านลบภายใน ขอให้เราเรียนรู้ที่จะโอบกอดความรู้สึกโดดเดี่ยว โมโห น้อยใจ ฯลฯ ไว้ภายในชั่วขณะ มีคุณคนเดียวที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในใจตัวเอง สูดลมหายใจเข้าลึก โอบกอดเด็กน้อยที่เคยถูกทอดทิ้งหรือถูกกระทำในอดีต เราอาจจะเจอภาพเหตุการณ์ในอดีตที่เคยประสบมา ขอให้เราระบุช่วงเวลาของเหตุการณ์เหล่านั้น และกล่าวในใจตนว่า “เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นตอนที่ฉันยังเด็ก… นานมาแล้ว และตอนนี้ฉันรับรู้ความรู้สึกด้านนี้ของฉัน ขอบใจเรื่องราวในอดีตนะที่มาย้ำเตือนไม่ให้ฉันลืม” เพราะตอนที่คุณเป็นเด็กเล็ก คุณยังไม่สามารถตระหนักรู้ได้ถึงภาวะต่างๆ หรือเข้าใจจิตใจคนรอบๆ รวมถึงเข้าใจสถานการณ์รอบข้างได้เท่าสติปัญญาของผู้ใหญ่ ความรู้สึกต่างๆ จึงถูกบีบอัดกลายเป็นความทรงจำบาดแผลในอดีต พร้อมที่จะปะทุขึ้นได้เสมอในยามที่เราแล่นเรือเข้าสู่ใจกลางคลื่นลมพายุ
ขั้นที่สี่ ‘สร้างต้นแบบใหม่ๆ’
ไม่มีใครมากำหนดคุณได้ว่า คุณจะเป็นใคร มีท่าทีแบบไหน เพราะแท้จริงแล้ว คุณมีด้านหนึ่งที่เป็นดั่ง “ผู้กำกับบทละครและตัวละคร” เพียงแต่คุณอาจจะต้องหาข้อมูลเพิ่ม ว่าบทบาทของคุณพอจะเป็นแม่หรือพ่อแบบได้ไหม หาต้นแบบที่คุณรู้สึกได้
ตัวอย่างของคุณแม่คนหนึ่งที่ฉันช่วยตั้งคำถามถึงต้นแบบการเป็นแม่ที่เธอสนใจ “คุณแม่เทราซ่าค่ะ ฉันนึกถึงรอยยิ้มที่คุณแม่เทราซ่ายิ้มให้กับเด็กเสมอๆ มันอบอุ่นมาก ในอดีตแม่ของฉันเองไม่เคยยิ้มให้กับฉันเลย ฉันเลยอยากเป็นแบบคุณแม่เทราซ่า” แค่คำตอบสั้นๆ กับแววตาที่คุณแม่คนนี้ส่งมา ทำให้ฉันเพียงแต่ยิ้มที่มุมปาก แล้วไม่กี่เสี้ยววินาที เธอก็ร้องไห้ ฉันให้เธอซบที่อกและกอดไว้แน่นๆ เธอเหมือนเป็นเด็กน้อยที่กำลังร้องไห้บนอกแม่ ผ่านไปหลายเดือน เธอกลับมาหาฉันอีกครั้งและบอกว่า “ฉันคิดว่า ฉันยิ้มให้ลูกบ่อยขึ้น และมันสุขใจมากที่ได้สบตาลูก ถึงแม้จะแค่สามวินาที แต่มันทำให้ใจฉันอิ่มและอุ่นมากค่ะ”
ขั้นที่ห้า ‘ทางเลือกที่คุณอยากเดิน’
เมื่อคุณฝึกฝนการทำความเข้าใจจิตใจมาระยะหนึ่ง คุณจะมีทักษะการดำรงตนอยู่กับปัจจุบันขณะ แม้เพียงเวลาสั้นๆ แต่แค่เพียงเสี้ยววินาที คุณอาจจะคาดเดาทิศทางต่างๆ ได้ว่าคุณทำแบบนี้แล้วจะเกิดอะไร ถ้าไม่ทำแบบนี้แล้วจะเกิดอะไร นี่คือศักยภาพในการเพิ่ม “ความทานทน” หรือการยับยั้งชั่งใจนั่นเอง
โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องกดทับอารมณ์ด้านลบทิ้งไป เพียงแต่คุณชะลอและเลือกเปลี่ยนทิศทาง
ญาดา สันติสุขสกุล
www.thaissf.org, twitter.com/jitwiwat
สนับสนุนโดย มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์

