หน้าแรก คอลัมนิสต์ การกระตุ้นเศร...

การกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่น : ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์

21.10.16 | 13:10 น.

การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นกำลังจะมีความสำคัญต่อทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

นอกจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะมีขนาดใหญ่แล้วยังเป็นแม่แบบของเศรษฐกิจเกือบทั่วโลกที่กำลังชะลอตัวเนื่องมาจากปัญหาหนี้สินและมีการใช้นโยบายกระตุ้นทางการเงินอย่างหนัก

ถ้าญี่ปุ่นสามารถฟื้นตัวได้ดีขึ้น หลายประเทศคงเบาใจ ยิ่งภายใต้สถานการณ์ที่ยุโรปตะวันตกกำลังเผชิญอุปสรรคมากมายและจีนก็ยังต้องชะลออีกระยะหนึ่ง

เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตในอัตราที่ต่ำมากมาตั้งแต่เผชิญภาวะวิกฤตในปี ค.ศ.1992 อัตราการเติบโตของรายได้ต่อหัวก่อนหน้านั้นนับว่าสูงมากและมิได้คาดคิดมาก่อนว่าภาวะเศรษฐกิจจะอ่อนแรงเป็นเวลานานนับทศวรรษ

ในปี ค.ศ.2015 ที่ผ่านมา มูลค่าเศรษฐกิจเฉลี่ยต่อหัวขยายตัวเพียงร้อยละ 0.6 เทียบกับร้อยละ 5.2 ในปี ค.ศ.1990 หรืออัตราที่สูงมากก่อนหน้านั้น

Advertisement

นายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ เข้ารับตำแหน่งพร้อมแนวคิดที่จะให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแรงรวมทั้งการเลื่อนการขึ้นภาษีการค้าออกไป

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีอาเบะเปรียบไว้ว่าเป็นลูกศรสามดอก ได้แก่ มาตรการกระตุ้นทางการคลัง มาตรการกระตุ้นทางการเงิน และมาตรการระยะยาวในเชิงโครงสร้าง

ลูกศรทั้งสามดอกนี้ย่อมหวังว่าจะเกื้อกูลกันแต่ที่ผ่านมาลูกศรดอกที่สามยังขาดบทบาทอย่างมาก

รัฐบาลได้กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการรายจ่ายภาครัฐในขณะที่มีหนี้สาธารณะสูงลิ่ว ส่วนมาตรการกระตุ้นทางการเงินก็ได้รับการเร่งรัดอย่างเต็มที่จากนายคุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลาง

จึงอาจกล่าวได้ว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นมีความจริงจังและไม่มีขวากหนามใดๆ

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีอาเบะเข้ารับตำแหน่ง เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็ฟื้นตัวเพิ่มขึ้นบ้างแต่ก็นับว่าเติบโตเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเม็ดเงินของมาตรการทางการคลังและมาตรการทางการเงินที่ถูกใช้ไป

ในขณะนี้จากตัวเลขล่าสุดของครึ่งแรกของปีนี้ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเติบโตเพียงร้อยละ 0.5 เท่ากับปีที่ผ่านมา ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อขยายตัวติดลบต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่เงินเยนมีค่าลดลงถึงราวร้อยละ 15 ในช่วง 1 ปีมานี้ซึ่งต้องถือว่าช่วยทำให้สินค้าที่ผลิตในญี่ปุ่นมีความได้เปรียบทางราคาอย่างยิ่งแล้วซึ่งรวมไปถึงต้นทุนการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นด้วย

ทางการญี่ปุ่นมีความหวังว่าเศรษฐกิจจะค่อยๆ ฟื้นตัวเป็นลำดับแม้ว่าจะยังคงต้องพึ่งลูกศรทั้งสองดอกเช่นเดิมเพราะอย่างน้อยก็ยังให้ผลในทางบวกอยู่บ้าง

ธนาคารกลางญี่ปุ่นนับว่าใจใหญ่ที่สุดเพราะได้ปล่อยสภาพคล่องออกมาแล้วเป็นจำนวนมหาศาลและยังให้ความมั่นใจว่ายังดำเนินต่อไปได้อีกไม่สิ้นสุดตราบใดก็ตามที่เศรษฐกิจยังไม่เข้าสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้และแม้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดก็ตาม

ล่าสุดนายคุโรดะได้ยกเลิกเป้าหมายตัวเลขฐานเงินอันเป็นส่วนสำคัญของการปล่อยปริมาณเงินของธนาคารกลาง

นี้เป็นการส่งสัญญาณว่าปริมาณสภาพคล่องที่ธนาคารกลางจะปล่อยออกมาอีกนั้นไม่มีขีดจำกัดจริงๆ แม้ว่างบดุลของธนาคารกลางญี่ปุ่นจะสูงมากและสูงสุดในโลกเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจแล้วก็ตาม

มาตรการปล่อยสภาพคล่องเพื่อซื้อสินทรัพย์ต่างๆ หรือที่เรียกว่า QQE (Qualitative and Quantitative Easing) จึงเป็นที่มั่นใจได้ว่าจะได้รับการผลักดันต่อไป

ที่สำคัญคือธนาคารกลางญี่ปุ่นมีการคิดใหม่โดยจะใช้มาตรการนี้เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยในระยะยาวอยู่ในระดับต่อไปด้วย

ธนาคารกลางญี่ปุ่นเรียกมาตรการอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่ต่ำนี้ว่า “Yield Curve Control” ซึ่งก็คือการเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาลญี่ปุ่นโดยมีเป้าหมายให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี มีค่าเท่ากับศูนย์

มาตรการนี้เป็นการช่วยโครงการลงทุนของรัฐบาลให้มีต้นทุนทางการเงินต่ำและจะช่วยให้การกระตุ้นทางการคลังของรัฐกระทำได้มากขึ้นและยาวนานขึ้น

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ต่ำเช่นนั้นเป็นการอุปถัมภ์ภาครัฐมิให้กังวลเรื่องหนี้สาธารณะ

ดังนั้น เราคงจะเห็นแรงกระตุ้นด้านทางการคลังออกมาอีก มิฉะนั้นธนาคารกลางญี่ปุ่นก็เสียแรงเปล่า

ถ้าเราประเมินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในระยะข้างหน้า แรงผลักดันของลูกศรทั้งสองดอกจะมีมากขึ้น ผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจน่าจะมีในระดับหนึ่งเหมือนเช่นช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มากน้อยขึ้นอยู่กับมาตรการทางการคลังว่าจะมีประสิทธิผลมากขึ้นหรือไม่และเป็นมาตรการเชิงโครงสร้าง (Fiscal structural stimulus) เพียงใดด้วย

การใช้มาตรการแบบเดิมที่เคยขาดประสิทธิผลมาโดยตลอดย่อมยากที่จะทำให้ได้ผลดีกว่าเดิมมากๆ

มาตรการรายจ่ายภาครัฐคือปัญหาใหญ่ของญี่ปุ่นเพราะขาดโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่คุ้มค่า โครงการลงทุนที่น่าสนใจก็ดำเนินการไปแล้วตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่ประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอย

รัฐบาลญี่ปุ่นจึงไม่ควรกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านรายจ่ายภาครัฐอีกต่อไป หากควรหันไปให้การกระตุ้นผ่านมาตรการภาษีเป็นกลไกหลักแทน

นายกรัฐมนตรีอาเบะเคยได้รับความเชื่อมั่นเมื่อตัดสินใจเลื่อนการขึ้นอัตราภาษีการขายหรืออัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่เคยกำหนดไว้ให้ขึ้นจากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 10 เมื่อเดือนตุลาคม 2015 โดยได้เลื่อนไปเป็นเมษายนปีหน้า

กำหนดการขึ้นอัตราภาษีการขายนี้จะมีการเลื่อนออกไปอีกจนถึงปี ค.ศ.2019 ซึ่งนายกรัฐมนตรีอาเบะอาจต้องประกาศเลือกตั้งใหม่ก่อนครบวาระ

ความตั้งใจที่จะเลื่อนการขึ้นภาษีการขายออกไปอีกจะทำให้นายกรัฐมนตรีอาเบะชนะการเลือกตั้งอีกและนับเป็นการตัดสินใจที่เหมาะกับภาวการณ์ที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังฟื้นตัวได้อย่างอ่อนแอ

ทว่าความสำเร็จของลูกศรดอกแรกจะต้องอาศัยแรงผลักดันทางการคลังตัวอื่นๆ ด้วย

นั่นคือการประเมินการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระยะข้างหน้าควรคำนึงถึงมาตรการทางการคลังที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้วย ลำพังการเลื่อนการขึ้นภาษีการขายออกไปอีกคงช่วยได้เพียงระดับหนึ่งเหมือนดังที่เคยช่วยมาแล้ว

การใช้มาตรการกระตุ้นทางการเงินอาจช่วยผ่อนคลายภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเองได้บ้างเพราะทำให้การผลิตภายในประเทศน่าสนใจมากขึ้นและทำให้สินค้าที่ผลิตมีราคาต่ำเมื่อเทียบกับการผลิตในประเทศคู่แข่งอื่นๆ แต่เป็นการแย่งชิงตลาดมากกว่าที่จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยรวม

ภาวะสินค้าอุตสาหกรรมล้นตลาดโลกก็จะยังคงหนักหน่วงต่อไป การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะได้รับประโยชน์ไม่มากนัก

การกระตุ้นทางการคลังของญี่ปุ่นจะให้ผลดีต่อทั้งญี่ปุ่นและเศรษฐกิจโลก ถ้าญี่ปุ่นมีการกระตุ้นทางการคลังมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีการตัดลดภาษีอื่นๆ ซึ่งมีการกำหนดไว้สูงมากอยู่แล้ว เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีรายได้นิติบุคคลหรือแม้กระทั่งภาษีมรดก

แทนที่จะพึ่งพาการขยายการลงทุนภาครัฐที่เคยล้มเหลวมาอย่างต่อเนื่องในอดีต

ภายใต้สภาพการณ์ที่ลูกศรดอกที่สามมีความล่าช้าอย่างยิ่ง การเปลี่ยนยุทธวิธีของลูกศรดอกแรกจะช่วยให้เราประเมินทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในทางที่ดีและน่าเชื่อมั่นได้