เมื่อ 24 มิถุนายน 2565 ศาลสูงสุดสหรัฐได้ตัดสินว่าการทำแท้งเสรีไม่ใช่สิทธิตามรัฐธรรมนูญอเมริกา (Constitutional right) โดยมีพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมคือพรรครีพับลิกันสนับสนุนไม่ให้มีการทำแท้งเสรีในขณะที่พรรคฝ่ายเสรีนิยมคือพรรคเดโมแครตสนับสนุนให้มีการทำแท้งโดยเสรี และเรื่องนี้อาจมีผลกระทบการเลือกตั้งกึ่งวาระที่จะมีขึ้นในพฤศจิกายนที่จะถึงนี้โดยแต่ละพรรคก็เรียกร้องให้ฝ่ายที่สนับสนุนตนในเรื่องการทำแท้งเสรีหรือไม่เสรีให้ไปลงคะแนนให้พรรคตน
ในภาพรวม ความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการทำแท้งเสรีภาพรวมอาจแบ่งแนวคิดการอนุญาตให้ทำแท้งเป็น 2 กลุ่ม คือ “ฝ่ายสนับสนุนการมีทางเลือก (ทำแท้ง) (pro choice)” ที่ว่าสตรีมีสิทธิที่จะเลือกยุติการตั้งครรภ์ของตนหรือไม่ กับ “ฝ่ายสนับสนุนการปกป้องชีวิตทารก (pro life)” ที่เห็นว่าทารกในครรภ์มีสิทธิมีชีวิต ซึ่งทั้ง 2 ความเห็นเป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคลและการเมือง แต่ยังไม่ได้พูดถึงยังมีเหตุผลทางการแพทย์ และเหตุผลทางด้านเศรษฐศาสตร์ รวมทั้งกฎหมายเกี่ยวกับการทำแท้งอีก เป็นต้น แต่เนื่องจากผู้เขียนไม่อยากให้บทความนี้ยาวเกินไปจึงไม่กล่าวถึง
ตรงนี้ มีประเด็นที่ผู้เขียนขออธิบายเพิ่มเติมที่ได้กล่าวไปครั้งที่แล้วว่า
“…เมื่อ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา ศาลสูงสุดหรือศาลฎีกาสหรัฐอเมริกา (Supreme Court of the United States: SCOTUS) พิพากษายกเลิกคำตัดสินคดี Roe v Wade ที่เคยพิพากษาเมื่อปี 2516 ว่าการทำแท้งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ ซึ่งแปลง่ายๆ ว่าในตอนนั้นการทำแท้งของสตรีสหรัฐถูกกฎหมาย “แต่นับตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน ศกนี้ การทำแท้งขัดรัฐธรรมนูญหรือผิดกฎหมายนั่นเองตามคำพิพากษาของศาลสูงสุด แต่ในระดับมลรัฐต่างๆ จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายเมื่อไรหรืออย่างไร ก็เป็นเรื่องของแต่ละมลรัฐ”
เนื่องจากมีผู้อ่านท่านหนึ่งทักว่าคำสรุปของผู้เขียนที่การใช้คำว่า “การทำแท้งขัดรัฐธรรมนูญหรือผิดกฎหมาย…ย้อนแย้งกับคำตัดสินของศาลสูงสุด” ซึ่งผู้เขียนต้องขออภัยและไม่ได้มีเจตนา เพราะที่จริงศาลสูงฯก็ไม่ได้บอกมาตรงๆ อย่างนั้นแต่ใช้คำว่า “The Constitution does not confer a right to abortion; Roe and Casey are overruled; and the authority to regulate abortion is returned to the people and their elected representatives. (จากหน้าแรกของบทสรุปของการพิจารณาคดี (Syllabus) Pp. 8-79.” ซึ่งแปลได้ว่า “รัฐธรรมนูญมิได้ให้สิทธิการทำแท้ง คดีโรและเคซี่ถูกตีตกไป และอำนาจในการบริหารจัดการการทำแท้งถูกนำกลับสู่ประชาชนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” (www.supremecourt.gov/opinions/21pdf/19-1392_6j37.pdf)
อันที่จริง ในบทความครั้งที่แล้ว ผู้เขียนได้ขยายความในเรื่องคำตัดสินของศาลสูงสุดเมื่อ 24 มิถุนายน 2565 ไว้แล้วว่าศาลสูงสุดมีมติ 6-3 รับกฎหมายของรัฐมิสซิสซิปปี้ที่ห้ามทำแท้งหลังจากท้อง 15 สัปดาห์ (โดย 6 เสียง มาจากผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยม แต่มีมติ 5-4 ต่อประเด็นให้คว่ำคดี Roe (ที่ตัดสินไปเมื่อราว 50 ปีที่แล้วที่ให้การทำแท้งเป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญสหรัฐ) เนื่องจากประธานศาล (นายจอห์น โรเบิร์ต) ไม่เห็นด้วยกับการคว่ำการตัดสินคดี Roe และเสนอให้พิจารณาแยกออกมาโดยเขาลงมติไม่เห็นด้วยกับการคว่ำคดี Roe
ทั้งนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์เคยเสนอข่าวว่า “คณะผู้พิพากษาเห็นว่าคดี Roe ที่เคยตัดสินไปนั้นเป็นการผิดพลาดเพราะรัฐธรรมนูญสหรัฐมิได้มีการกล่าวถึงสิทธิในการทำแท้งแต่ประการใด” (Reuters 2022)
ส่วนประเด็นของคดีประวัติศาสตร์ Roe v Wade นั้นขอยกตัวอย่างที่มีผู้ให้ความเห็นไว้ อาทิ
วารสาร BMJ (British Medical Journal) เขียนว่า “ศาลสูงสุดสหรัฐได้คว่ำคำตัดสินคดี Roe v Wade ปี 2516 ทำให้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ (constitutional right) ในการทำแท้งของสตรีซึ่งดำเนินมาถึง 50 ปียุติลง และปล่อยให้ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องของแต่ละมลรัฐที่จะตัดสิน” ซึ่งหมายความว่า ก่อน 24 มิถุนายน 2565 เป็นเวลา 50 ปีที่สตรีอเมริกันมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการทำแท้ง” -.(Tanne 2022)
ศูนย์สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ (Center for Reproductive Rights) ก็กล่าวถึงการคุ้มครองของรัฐธรรมนูญต่อสิทธิการทำแท้งเมื่อปี 2516 ว่า “ในคำตัดสินครั้งประวัติศาสตร์คดี โร วี เวด (2516) ศาลสูงสุดได้ยอมรับว่าสิทธิในการทำแท้งเป็นเสรีภาพพื้นฐานที่คุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญฉบับปรับปรุงแก้ไขครั้งที่ 14” (https://reproductiverights.org/state-constitutions-abortion-rights/)
เรื่องมันยากและยาว มีภาษากฎหมายมาเกี่ยวข้องมาก และเป็นเรื่องใหญ่เพราะเป็นการพยายามตีความรัฐธรรมนูญของสหรัฐย้อนหลังไปไกลถึงสมัยสงครามกลางเมืองในอเมริกาเมื่อเกือบ 160 ปีมาแล้ว (2404-2408) ซึ่งประเด็นเรื่องการเลิกทาสและเสรีภาพเป็นประเด็นใหญ่ ที่รัฐธรรมนูญต้องการปกป้องประชาชนจากการใช้อำนาจของมลรัฐที่มีผลต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาครั้งที่ 14 ได้รับการรับรองเมื่อ 9 กรกฎาคม 2411 หรือเมื่อ 150 กว่าปีมาแล้ว เทียบกับประเทศไทย แค่จะปลดนายกฯยังต้องมานั่งตีความรัฐธรรมนูญ 2560 กันอยู่และไม่รู้จะออกหัวหรือออกก้อย ดังนั้น เมื่อผู้เขียนต้องเขียนเป็นบทความสั้นๆ จึงยิ่งยากมากขึ้นเพราะไม่มีเนื้อที่ที่จะต้องอธิบายทุกคำพูด
กลับมาเข้าเรื่องผลกระทบของการทำแท้งซึ่งผู้เขียนขอยกความเห็นขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO-2022) ที่ให้ความเห็นด้านสุขภาพต่อการทำแท้งโดยประเด็นที่ WHO เป็นห่วงคือการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย เนื่องจากในแต่ละปี ประมาณร้อยละ 5-13 ของการเสียชีวิตของมารดาเกิดจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย ในประเทศพัฒนาจะมีสตรี 30 ราย เสียชีวิตต่อการทำแท้ง 1 แสนคน ในขณะที่ในประเทศด้อยพัฒนาจำนวนสตรีเสียชีวิตจากการทำแท้งมีถึง 220 ราย ต่อการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย 1 แสนคน และในบางปีมีสตรีถึง 7 ล้านคน ที่ต้องเข้ารับการรักษาการติดเชื้อที่เกิดจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย และในแต่ละปี ประมาณครึ่งหนึ่งของการตั้งครรภ์ หรือ 121 ล้านราย เป็นการตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจ ซึ่งร้อยละ 60 ของการตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจและ ร้อยละ 30 ของการตั้งครรภ์จะลงเอยด้วยการทำแท้ง (Induced abortion) โดยในแต่ละปีจะมีคนทำแท้งทั่วโลกประมาณ 73 ล้านคน หรือเฉลี่ยวันละ 2 แสนคน ซึ่งประมาณร้อยละ 45 เป็นการทำแท้ง “ไม่ปลอดภัย” โดยหนึ่งในสามของจำนวนนี้เป็นการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยที่สุด เช่น ทำโดยคนที่ไม่มีความรู้การทำแท้ง และใช้วิธีการที่เป็นอันตรายและเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ของการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นในประเทศด้อยพัฒนา
WHO ถือว่าการทำแท้งเป็นกระบวนการรักษาสุขภาพตามปกติ และการทำแท้งจะมีความปลอดภัยเมื่อทำตามวิธีการที่ WHO แนะนำและโดยแพทย์หรือเจ้าหน้าที่อนามัยที่มีความรู้ความรับผิดชอบโดยตรง รวมทั้งปัญหาด้านอื่นๆ ของการทำแท้งที่ไม่สะดวกหรือปลอดภัย เช่น กฎหมายที่ห้ามการทำแท้งก่อให้เกิดความวิตกกังวลและความอับอายและความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงรวมทั้งสิทธิความเป็นส่วนตัวและความเท่าเทียมกันตลอดจนสร้างภาระทางการเงินให้กับผู้หญิง ระเบียบหรือกฎหมายต่างๆ ที่ทำให้ผู้หญิงต้องเดินทางไกลเพื่อรับการดูแลรักษาที่ถูกกฎหมายหรือเพื่อรับคำปรึกษาตามกฎหมาย และช่วงเวลาที่ต้องรอรับบริการดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายและทำให้ผู้หญิงที่มีฐานะยากจนไม่สามารถเข้าถึงการทำแท้งที่ถูกต้องได้ เช่น ค่าใช้จ่ายหลังการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยถึง ปีละ 18,000 ล้านบาท การสูญเสียรายได้และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ปีละ 3 หมื่นล้านบาท เนื่องจากทำงานไม่ได้เป็นเวลานานจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย
สำหรับความเห็นที่เป็นกลางๆ ขอยกตัวอย่าง จาก Britannica (www.britanica.com/story/pro-and-con-abortion และ ProCon.org (https://abortion.procon.org/) ที่สรุป ดังนี้
เห็นด้วยกับการทำแท้งเสรี
1) การทำแท้งเป็นวิธีการทางการแพทย์ที่ปลอดภัยและช่วยชีวิตคนที่จำเป็นต้องทำแท้ง 2) การห้ามทำแท้งเป็นอันตรายต่อการรักษาผู้ที่ไม่สามารถหาที่ทำแท้งได้ (การลักลอบทำแท้งมีอันตรายมาก) และ 3) การห้ามทำแท้งเป็นการปฏิเสธอิสรภาพในการดูแลร่างกายของมนุษย์
ไม่เห็นด้วย
1) ชีวิตเริ่มเมื่อตั้งครรภ์ ดังนั้นการทำแท้งนับว่าเป็นการฆาตกรรม 2) การทำแท้งทำให้เกิดวัฒนธรรมที่มองว่าชีวิตเป็นสิ่งที่ทิ้งไปได้ และ 3) การเพิ่มการวางแผนครอบครัว การประกันสุขภาพและเพศศึกษา ทำให้การทำแท้งไม่ใช่สิ่งจำเป็น
ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็ยังมีคำถามที่ไม่จบง่ายๆ
เพื่อตัดสิน เมื่อ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา รัฐแคนซัสจึงเป็นรัฐแรกที่ให้ประชาชนออกมาลงประชามติเพื่อตัดสินว่ารัฐธรรมนูญแห่งรัฐ (State constitution) ควรคุ้มครองสิทธิในการทำแท้งหรือไม่
ผลการลงคะแนนปรากฏว่า ฝ่าย pro choice หรือ ฝ่ายสนับสนุนการทำแท้งเสรี ชนะไปด้วยคะแนนเสียง 542,349 ต่อ 377,415 หรือ 59% ต่อ 41% คือ เห็นว่ารัฐธรรมนูญแห่งรัฐแคนซัสควรคุ้มครองสิทธิการทำแท้ง
ผู้สันทัดกรณีในสหรัฐบอกว่า เรื่องนี้คงยังไม่จบง่ายๆ เพราะยังเหลืออีก 49 รัฐที่ไม่รู้ว่าจะลุกขึ้นมาทำประชามติหรือไม่ ประการใด แม้แต่ในแคนซัสเองเรื่องก็ไม่จบลงแค่ผลประชามติ
ย้อนอ่านตอนแรก

