
ปรับปรุงใหม่จากคำนำ ของ ศรีศักร วัลลิโภดม ในหนังสือ สร้างบ้านแปงเมือง สำนักพิมพ์มติชน ราคา 280 บาท
“สร้างบ้านแปงเมือง”
คือเรื่องราวประวัติศาสตร์สังคม
ของความเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมกัน
สิ่งที่เรียกว่าประวัติศาสตร์ชาติไทย หรือประวัติศาสตร์ไทย เป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่เห็นคนไทย เพราะเป็นประวัติศาสตร์เชิงวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมือง ที่เปลี่ยนแปลงไปแต่ละยุคแต่ละสมัย
ยกตัวอย่างประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกรุงเทพมหานครในยุคพัฒนาบ้านเมืองใหม่ กำหนดผังเมืองใหม่ สร้างโครงสร้างใหม่ สถานที่ใหม่ ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องของสิ่งก่อสร้างที่เป็นสถานที่และถนนหนทางรูปแบบสถาปัตยกรรมใหม่ รวมทั้งศิลปวัฒนธรรมใหม่ที่แลไม่เห็นแม้แต่น้อยถึงคนกรุงเทพฯ ที่เคยอยู่กันเป็นหมู่เหล่าเป็นตระกูลเป็นชุมชนตามย่านต่างๆ และบางต่างๆ
คนที่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ใหม่ ก็คือผู้คนที่มาจากหลายๆ สารทิศ มาอยู่ตามบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม ที่จัดสร้างโดยบรรดาบริษัทผู้รับเหมาต่างๆ ที่ตั้งชื่อแหล่งที่อยู่อาศัยใหม่ๆ เหล่านั้นตามอัธยาศัยและจินตนาการที่ฟุ้งซ่านเป็นชื่อภาษาต่างประเทศ เอาชื่อสถานที่บ้านเมืองในต่างประเทศมาใช้จนบรรดาชื่อบ้านชื่อเมืองที่เป็นชุมชนแทบหมดสิ้นไป
การขาดความรู้และการศึกษาประวัติศาสตร์ที่แลเห็นคนดังกล่าวนี้ คือการขาดการศึกษาประวัติศาสตร์สังคม เพราะแลเห็นแต่สถานที่และสิ่งก่อสร้างที่มาจากประวัติศาสตร์วัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจ บรรดาที่มาของประวัติศาสตร์ดังกล่าวนี้ คือประวัติศาสตร์ที่สร้างโดยผู้รู้นักวิชาการที่เป็นคนจากภายนอกสังคม ชุมชน จึงแลไม่เห็นและเข้าใจผู้คนภายใน แลเห็นแต่สิ่งที่เป็นศิลปวัฒนธรรมที่เป็นภาพนิ่ง แต่เข้าไม่ถึงภาพเคลื่อนไหวภายในที่เรียกว่าชีวิตวัฒนธรรม

ประวัติศาสตร์สังคม
“สร้างบ้านแปงเมือง” ในที่นี้ คือเรื่องราวของประวัติศาสตร์สังคม
คำว่า สังคม หมายถึงความเป็นมนุษย์ที่จะต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเหล่าที่มีความสัมพันธ์หรือวัฒนธรรมระหว่างกัน จึงจะมีชีวิตรอดได้ เพราะธรรมชาติสร้างให้มนุษย์ต้องเป็นสัตว์สังคม คือสัตว์หมู่ ไม่ใช่สัตว์เดี่ยว
แต่ความเป็นหมู่นั้น หมายถึงต้องอยู่รวมกันอย่างมีโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งต่างกันกับการอยู่รวมกันแบบไม่มีโครงสร้างที่เรียกว่าม็อบ ความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างกัน เห็นได้จากการอยู่รวมกันของคนในครอบครัว กลุ่มเครือญาติ เป็นตระกูลและโคตรเหง้า
แต่การเป็นกลุ่มก้อนทางสังคมเหล่านี้ หาได้อยู่ลอยๆ โดยปราศจากพื้นที่ไม่ ต้องอยู่รวมกันในพื้นที่และสภาพแวดล้อมธรรมชาติเดียวกัน เพราะความเป็นมนุษย์นั้น ทุกหมู่เหล่าย่อมมีสำนึกในด้านพื้นที่และขอบเขต ทำให้บรรดากลุ่มทางสังคมที่ต่างหน้าต่างตระกูลมาอยู่รวมกันในพื้นที่เดียวกันอย่างน้อยสามชั่วคน มีความสัมพันธ์กันทางสังคมและวัฒนธรรม เช่น การแต่งงานกินดองระหว่างกัน มีขนบธรรมเนียมประเพณีและจารีตเดียวกัน จนเกิดสำนึกร่วมของความเป็นคนในชุมชนเดียวกัน
ทั้งหมดนี้พอสรุปได้ว่า ความเป็นมนุษย์เป็นสัตว์สังคมนั้น ไม่อาจเห็นได้จากลักษณะที่เป็นสัตว์เดี่ยวหรือปัจเจกบุคคล แต่เห็นได้จากการอยู่รวมกันอย่างเป็นชุมชน
ชุมชนใหม่โดยรัฐ
ชุมชนเป็นสิ่งที่พัฒนาการจากภายใน คือจากกลุ่มคนที่อาจจะเป็นหลายเหล่า หลายตระกูล หลายชาติพันธุ์ ศาสนาและความเชื่อ เคลื่อนย้ายเข้ามาอยู่รวมกันในพื้นที่เดียวกันจนเกิดความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมระหว่างกัน
หาเกิดขึ้นจากใครก็ได้จากภายนอก เช่น จากรัฐ จากเอกชน เช่น บริษัทจัดสร้างบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมที่สร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัยให้คนซื้อแล้วมาอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้านและเมือง โดยตั้งชื่อชุมชนเป็นภาษาสันสกฤตหรือภาษาต่างประเทศสุดแต่จะมโนเอาเองในทุกวันนี้
บรรดาบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมที่เกิดขึ้นอย่างระเกะระกะทั่วไปทั้งประเทศในทุกวันนี้ หาใช่เป็นชุมชนในความเป็นมนุษย์ไม่ หากเป็นละแวกที่อยู่อาศัยที่ต่างคนต่างอยู่อย่างเป็นปัจเจก ไม่มีความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมระหว่างกัน เป็นสิ่งที่เกิดใหม่ที่ขานรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ จากสังคมเกษตรกรรมมาสู่สังคมอุตสาหกรรม ที่เริ่มมาแต่สมัยพัฒนาประเทศของรัฐบาล จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์
รัฐไล่รื้อชุมชนเก่า
กว่าครึ่งศตวรรษมาแล้ว ที่ทำให้ผู้คนจากแต่ละภูมิภาค แต่ละท้องถิ่น ทั้งจากภายในประเทศและนอกประเทศ เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินแบบร้อยพ่อพันแม่ ไม่มีหัวนอนปลายตีนอย่างที่เป็นมาตั้งแต่อดีต
โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครในทุกวันนี้ เป็นด้านที่ทั้งทางรัฐบาลและเอกชน พยายามเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองใหม่ด้วยการไล่รื้อชุมชนเก่าแก่ที่มีมาแต่สมัยสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ให้สิ้นไป
และกำลังจะทำให้เมืองใหม่ สถานที่ใหม่ เป็นที่อยู่อาศัยของคนที่ไม่มีหัวนอนปลายตีนจากทุกสารทิศทั้งจากภายในและภายนอกเข้ามาสิงสู่กันอย่างไม่มีความเป็นมนุษย์
ไม่เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรม
สิ่งที่เรียกว่าชุมชนสมัยใหม่ ทั้งในกรุงเทพฯ และในต่างจังหวัดทั่วประเทศ คือการกำหนดขึ้นจากทางรัฐที่แบ่งเขตการบริหารท้องถิ่นเป็นหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ แล้วกำหนดความเป็นชุมชนจากจำนวนครัวเรือน ว่าเป็นบ้านมีจำนวนเท่าใด เป็นตำบลจำนวนเท่าใด จนกระทั่งเป็นอำเภอที่เป็นระดับเมือง
โดยพื้นที่ของชุมชนเหล่านี้ ล้วนเป็นพื้นที่ทางการบริหารปกครองจากอำนาจรัฐ ไม่เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เป็นสิ่งสร้างขึ้นจากคนในท้องถิ่น ที่แลเห็นโครงสร้างทางสังคมขนบธรรมเนียมประเพณีและชีวิตวัฒนธรรม
การเกิดชุมชนบ้านและเมืองจากทางรัฐในขอบเขตของพื้นที่การบริหารเป็นหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอดังกล่าวนี้ พัฒนามาแต่สมัยการปฏิรูปการปกครองครั้งรัชกาลที่ 5 ที่เลียนแบบมาจากบ้านเมืองทางตะวันตก เป็นสิ่งที่แตกต่างจากความเป็นชุมชนที่มีมาแต่ดั้งเดิม ในพื้นที่วัฒนธรรมที่ประกอบด้วยบ้านและเมือง
ชีวิตวัฒนธรรม
เพราะฉะนั้น ประวัติศาสตร์สังคมที่ทำให้แลเห็นผู้คนที่มีชีวิตวัฒนธรรมรวมกันที่เป็นธรรมชาติมาแต่ครั้งการสร้างบ้านแปงเมืองในแต่ละยุคสมัยในอดีตก่อนปฏิรูปการปกครองครั้งรัชกาลที่ 5 จึงเป็นเนื้อหาแนวคิดและวิธีการที่จะทำให้เห็นคนมองมนุษย์ในฐานะสิทธิสังคมที่ต้องอยู่รวมกันเป็นชุมชนบ้านและเมือง อย่างที่มีคำกล่าวถึงการสร้างบ้านแปงเมืองในประวัติศาสตร์และตำนานของผู้คนในท้องถิ่นแต่ดั้งเดิม
และเป็นสิ่งที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงกับการเป็นชุมชนของทางรัฐที่แลเห็นอยู่ในขณะนี้
รัฐไล่รื้อชุมชนมีประวัติศาสตร์
จากกรณีกรุงเทพมหานคร (กทม.) ไล่รื้อชุมชนป้อมมหากาฬ ที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 25 ล่าสุด กทม. เข้ารื้อถอนบ้านในชุมชนอีกเฉพาะหลังที่เจ้าของบ้านยินยอม
นายไมเคิล เฮิร์ซเฟล อาจารย์คณะมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า ตนทำงานวิจัยเกี่ยวกับชุมชนมานานกว่า 13 ปี พบว่าชาวบ้านต้องการมีส่วนร่วม แต่ กทม. ยังไม่เข้าใจแนวคิดเรื่องวิถีชีวิต ส่วนตัวเชื่อว่าถ้ากลุ่มสถาปนิกทำงานกับชาวบ้านเช่นนี้ โดยสามารถดำเนินโครงการที่ดีต่อไปได้ จะเป็นส่วนที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งหวังว่า กทม. จะเข้าใจว่าชาวบ้านไม่ใช่ผู้ละเมิดกฎหมาย และหาก กทม. ทำลายชุมชนจะมีปัญหาหลายด้านเพราะถือเป็นการทำลายมรดกของชาติและของโลก
ลุยรื้อ – เจ้าหน้าที่ กทม. เข้ารื้อบ้านอีก 4 หลัง ในชุมชนป้อมมหากาฬ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ที่เจ้าของยินยอม โดยไม่มีเหตุการณ์เผชิญหน้าหรือขัดขวางจากชาวชุมนุมแต่อย่างใด เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา

