ช่วงนี้มีสองสถานการณ์ที่น่าสนใจที่ทำให้ผมนำมาคิดต่อ
เรื่องแรกคือ เรื่องของการถกเถียงเรื่องนโยบายเอไอฟรี และข้อกังวลของสังคมว่าเอไอจะเปลี่ยนสังคมไทยไปยังไงบ้างในแต่ละด้าน คนไทยจะได้ประโยชน์จากเอไอมากแค่ไหน หรือจะเปลี่ยนไปในทางแย่ลงในระยะยาว
เรื่องที่สองคือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านที่ยังไม่รู้ว่าจะมาแนวไหน ท่ามกลางข่าวลือว่าอาจจะมีการสลับขั้วทางการเมือง (เช่น แดงเขียวจะรวมกัน แล้วส้มก็คิดจะร่วม)
สิ่งที่ยังไม่ชัดในการเอาสองเรื่องนี้มาคิดร่วมกันก็คือ เอไอจะเปลี่ยนการเมืองอย่างไร
ลองเทียบกับเรื่องของการเมืองในยุคดิจิทัล และการเมืองยุคอินเตอร์เน็ต ที่ในยุคแรกมีแต่คนเชื่อว่า มันจะก่อให้เกิดการรวมตัวแบบใหม่ เกิดการถกเถียงอย่างมีเหตุผล นำไปสู่ประชาธิปไตยที่ลุ่มลึกขึ้น
แต่พอมาในยุคนี้กลับพบว่า รัฐ โดยเฉพาะรัฐอำนาจนิยมกลับปรับตัวและโต้กลับได้อย่างเป็นระบบ และยังมีกฎหมายมากมายที่มาจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย (ยิ่งในโลกออนไลน์ ท่านจะโดนสองเด้ง คือข้อหาปกติ และ พ.ร.บ.คอมพ์)
เลยต้องถามว่า เอไอนี่จะเปลี่ยนการเมืองมากขึ้นหรือน้อยลง คนจะค้นหาคำตอบแล้วนั่งเงียบๆ ในบ้าน
หรือจะเอาเอไอมาค้นคว้า ผลิตสื่อโต้แย้งกับรัฐมากขึ้น (แต่ก็ถูกตรวจสอบหนักขึ้นและมากขึ้น ถ้าใช้ของฟรีจากรัฐมากขึ้นใช่ไหม?)
แล้วอนาคตของการรวมตัวกันล่ะ? จะชัดขึ้นไหม?
ในอีกคำถามหนึ่งเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คำถามง่ายๆ คือ ประชาชนและสื่อจะสนใจเรื่องนี้แค่ไหน และจะสนใจในแนวทางไหน (คืออาจจะสนใจ แต่จะสนใจแค่ช่วงดราม่า หรือจะนำเสนออย่างเป็นระบบ)
การเมืองไทยปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีพลวัตสูง อาจไม่ได้เป็นไปแบบที่ตะวันตกอธิบายได้ง่ายๆ
ไม่ใช่หมายถึงว่าไม่เหมือนตะวันตกเอาซะเลย แต่มีเรื่องต้องขบคิดมากขึ้น
หนึ่งในความคิดใหม่ๆ ที่นำเสนอมาในช่วงสองสามปีนี้ และช่วงนี้กลับมามีชื่อเสียงมากขึ้นก็คือแนวคิดเรื่องของ “การเมืองเข้มข้น (แต่ไร้ฐาน)” หรือ “การเมืองล้นเกิน (แต่ไร้ฐาน)” หรือที่เรียกว่า hyper politics จากนักประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมืองชื่อดังชาวเบลเยียม Anton Jager (Hyperpolitics: Extreme Politicization without Political Consequences. London: Verso, 2026 แปลจากภาษาเยอรมัน ปี 2023) ปัจจุบันเขาสอนที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด
เยเกอร์มีประเด็นที่น่าสนใจในการมองการเมืองในโลกตะวันตก (และเขาพยายามจำกัดแนวคิดของเขาไว้แค่นั้น) ว่าการเมืองในปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่มาหลายปีแล้ว โดยเขาเรียกว่าการเมืองใหม่นี้เป็นการเมืองที่ล้นเกิน (แต่ไร้รากฐาน)
โดยในมุมของเขา เขาแบ่งการเมือง (ประชาธิปไตย) ออกเป็นสามยุค คือการเมืองมวลชน (mass politics) การเมืองของการปฏิเสธการเมือง/พ้นจากความเป็นการเมือง (post-politics) และการเมืองล้นเกิน (ที่ไร้ฐาน) (hyperpolitics)
วิธีพิจารณาแบ่งประเภทของเยเกอร์นั้นมีอยู่สองประเด็น ประเด็นแรกคือเรื่องการแบ่งตามเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ และประเด็นที่สองคือการแบ่งตามเงื่อนไขปัจจัยที่สำคัญ
ตัวแปรในการพิจารณาตามเงื่อนไขปัจจัยของเยเกอร์มีสองตัว คือการตื่นตัวและมีส่วนร่วมทางการเมืองในด้านหนึ่ง (politicization) และความผนึกแน่นทางสังคมหรือความเป็นสถาบันในการขับเคลื่อนประเด็น (social base หรือ institutionalization)
หมายถึงว่า ในยุคที่เรียกว่าการเมืองมวลชน คนมีความตื่นตัวสูง และมีองค์กรที่เคลื่อนไหวชัดเจน ทั้งสภา พรรคการเมือง สหภาพ ทุกคนมีความกระตือรือร้นเข้าร่วมเป็นส่วนมาก อาจจะนับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ยี่สิบมาจนถึงยุคสิ้นสุดสงครามเย็น
กล่าวคือ อุดมการณ์การเมืองนั้นเป็นตัวนำ พรรคการเมือง และสหภาพ รวมทั้งการรวมตัวเป็นขบวนการอื่นๆ มีความชัดเจน ต่อเนื่องเป็นองค์กร ในฐานการกระทำร่วม (collective institution) หรือส่วนรวม
สรุปว่า ทั้งการมีส่วนร่วมและกระตือรือร้นทางการเมืองสูง และความเป็นสถาบันทางการเมืองที่ผนึกสังคมเอาไว้ก็สูง
พอมาจนถึงหลังสงครามเย็น เยเกอร์มองว่าการเมืองเข้าสู่ยุคพ้นการเมือง หรือหลังการเมือง หมายถึงคนไม่สนใจเรื่องอุดมการณ์การเมือง (หรือยุคที่เรียกกันว่า สิ้นสุดลงของประวัติศาสตร์-ในความหมายว่ามีอุดมการณ์เดียวที่ชนะคือเสรีนิยมทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง สุดท้ายคนก็เลยไม่ต้องขับเคลื่อนอะไรแล้ว การเคลื่อนไหวก็จำกัด คนออกไปใช้สิทธิน้อยลง และเข้าร่วมกิจกรรมขององค์กรทางการเมืองน้อยลง)
ก็คือความกระตือรือร้นทางการเมืองต่ำ และความเป็นสถาบันทางการเมืองที่ผนึกสังคมเอาไว้ก็ได้รับความนิยมน้อยลง การเมืองเป็นเรื่องของการบริหารจัดการโดยเทคโนแครต
มาถึงในยุคปัจจุบัน ซึ่งเยเกอร์มองว่าเริ่มเข้าสู่ยุคนี้เมื่อสิบปีกว่าๆ หลัง โดยเฉพาะเมื่อเจอวิกฤตการเงินเมื่อสักสิบกว่าปีก่อน คือยุคของการเมืองล้นเกินแต่ไร้ฐาน โดยเขามองในภาพรวมของโลกตะวันตกว่า ความสนใจทางการเมืองเพิ่มขึ้น แต่ขาดองค์กรที่จะทำให้การต่อสู้มันยั่งยืน
เราจึงเต็มไปด้วยการต่อสู้เรียกร้องทางการเมืองที่เต็มไปหมด คนสนใจการเมืองมากขึ้น และเคลื่อนไหว ถกเถียงกันออนไลน์ แต่เอาเข้าจริงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ชัดเจนมีน้อย
ถ้าใช้ภาษาบ้านเราคงเรียกกันว่า “กระแส” นั้นมันพลิกไปพลิกมาอย่างรวดเร็ว แต่กระแสเหล่านี้มันเปลี่ยนแปลงจนบางทีเรื่องเก่ายังไม่จบลงเอาเสียเลย
ในมุมของเยเกอร์ เขามองว่าส่วนหนึ่งเพราะคนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง สหภาพ และขบวนการต่างๆ น้อยลง แต่เกี่ยวพันกับการเมืองในประเด็นออนไลน์มาก
งานของเยเกอร์นี้คนที่อ่านกันมากคือพวกพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย หรือฝ่ายก้าวหน้า ที่พยายามหาทางออกจากปรากฏการณ์เหล่านี้
หรือแม้กระทั่งปรากฏการณ์ที่ว่าความตื่นตัวมีสูงแต่ความยั่งยืนในประเด็นมีต่ำ และเริ่มเข้าใจว่า การเคลื่อนไหวของพรรคที่ใช้ช่องทางออนไลน์แม้ว่าจะได้รับความสำเร็จ แต่ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าพรรคจะมีความยั่งยืนถ้าคนไม่เข้าร่วมกับพรรคมากกว่ากิจกรรมออนไลน์
หมายถึงว่า กระแสการตื่นตัวทางการเมืองสูง ยอด engagement สูงทุกประเด็น คนดูเยอะทุกรายการการเมือง แต่การเปลี่ยนแปลงระดับรากฐานไม่ค่อยเห็นเพราะการตื่นตัวของคนนั้นไม่ได้มาเข้าร่วมกันเป็นกลุ่มก้อนในระยะยาว
จะด้วยเงื่อนไขใดๆ ก็ตามซึ่งในบ้านเราคงมีคำอธิบายอยู่เยอะว่าทำไมการต่อสู้เมื่อหลายปีก่อนรวมถึงวันนี้มันจึงดูเหมือนไม่ค่อยไปไหนเท่าไหร่
ไม่ใช่ว่าไม่มีความสนใจในประเด็น
แต่ประเด็นมันถูกขับเคลื่อนแบบที่พรรคกับองค์กรต่างๆ ไม่สามารถเป็นแกนนำ ในความหมายที่คนเข้าร่วมยาวนาน
ไม่ใช่ในความหมายของภาวะผู้นำมีพอหรือไม่พอ
แต่อาจเกี่ยวข้องกับการที่มีกระแสใหม่ๆ พัดพา ถาโถมเข้ามาเรื่อยๆ
กล่าวอีกอย่างว่าทุกคนสนใจการเมืองมาก แต่ไม่รู้จะขับเคลื่อนอย่างไร
ไม่ใช่ยุคที่ห้ามสนใจทางการเมือง
การกลับเข้าสู่ความสนใจการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่ห้ามได้ยาก แต่การจัดการกับการขับเคลื่อนทางการเมืองทั้งฝ่ายผู้มีอำนาจเอง และฝ่ายนักเคลื่อนไหวเองที่ยังหาทางออกให้เกิดความยั่งยืนในความเคลื่อนไหวได้เป็นประเด็นที่อาจจะต้องถามมากกว่าเรื่องของกำแพงที่อยู่ภายนอกองค์กร
ในภาษาของเยเกอร์คือ การเมืองกลับมาสักพักใหญ่แล้ว แต่การปรับฐานการเคลื่อนไหวให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมันเกิดขึ้นจริงและยั่งยืน ยังเป็นประเด็นที่่ไม่ง่ายนัก
เราคงกลับสู่การเมืองยุคมวลชนไม่ได้ง่ายนัก องค์กรแบบเก่าอาจไม่น่าสนใจ แต่ก็จำเป็น และการปฏิเสธองค์กรเหล่านั้นเลยในยุคหนึ่ง คือมองเรื่องการเคลื่อนไหวนอกสภามากกว่าเข้าไปเป็นนักการเมือง ก็พิสูจน์ว่าต้องทำร่วมกัน และยั่งยืนกว่ารอไปยื่นข้อเรียกร้องกับทหารเวลาโรงเรียนเปิด ในนามขององค์กรประชาสังคม หรือรอให้ทหารตั้งไปเป็นตัวแทนประชาชนในบางช่วงเวลา
ขณะเดียวกันการเมืองออนไลน์ก็ยังตอบไม่ได้ทุกส่วน ความท้าทายยังอยู่ที่การทำให้สถาบันที่เชื่อมต่อกับสังคมในแง่ของการกระทำร่วมเพื่อส่วนรวม (institutionalization for the political engagement) ยังเป็นคำถามใหญ่จากภายในสังคมการเมืองต่างๆ
ในแง่นี้เราจึงไม่ได้มองแค่ว่าประชาธิปไตยถดถอย หรือเผด็จการเรืองอำนาจ แต่เราเริ่มตั้งต้นใหม่ด้วยการมองว่าคนต่างๆ สนใจการเมืองมากขึ้น และรู้ว่าการเมืองมีผลต่อตัวเขา แต่ช่องทางที่เขาจะเกี่ยวข้องกับการเมืองที่ยั่งยืน ยาวนาน เป็นระบบกว่าการต่อสู้เป็นครั้งคราวนั้นเป็นความท้าทายมากขึ้น
รูปธรรมอื่นๆ นอกเหนือจากการเฟื่องฟูของรายการความเห็นทางการเมือง ก็คือเราสามารถล่าชื่อคนในประเด็นต่างๆ หรือรับยอดเงินบริจาคได้มาก แต่พอไปถึงขั้นเคลื่อนไหวจริงๆ ให้ประเด็นต่างๆ มันสำเร็จ ไม่ใช่แค่ขั้นตอนแสดงความเห็นต่างหากที่ยาก
ในแง่นี้การตอบโต้ของรัฐอาจไม่ใช่เรื่องของการปิดช่องทางการแสดงความเห็นเท่ากับการปิดช่องทางให้การรวมตัวและขับเคลื่อนในลักษณะขององค์กรทางการเมืองทำได้อย่างยั่งยืนและมีความหมาย… ถ้าคิดต่อจากเยเกอร์ว่าบ้านเราเจออะไรบ้าง
แน่นอนว่าความเห็นบางเรื่องอาจถูกปิดกั้น แต่ในภาพรวมแล้วการขับเคลื่อนที่จะเอาผิดกับนักการเมือง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการตรวจสอบที่มาของวุฒิสภา และองค์กรอิสระต่างๆ ทำให้เราเห็นว่า บางทีมิติเรื่องการเคลื่อนไหวในแง่ของการขับเคลื่อนองค์กร ทั้งแบบเดิมหรือแบบใหม่ๆ
อาจมีความสำคัญไม่น้อยกว่าการ “ขับเคลื่อนประเด็น” แบบที่เราเชื่อว่า แค่ขับเคลื่อนประเด็นแล้วมีผู้ชมและมีส่วนร่วม ทุกอย่างจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้
(ดูเพิ่มเติมในคลิปสัมภาษณ์ของ Anton Jager ได้ที่ Anton Jager’s “Hyperpolitics” & The Paradox of Political Outrage. Foreign Policy on Youtube. 21 August 2026 ดูบทวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่ Zoe Williams. Meet the man whose groundbreaking book is being devoured by the left. The Guardian. 23 July 2026 ดูมุมอื่นที่เยเกอร์มองความเปลี่ยนแปลงในหมู่ชนชั้นนำได้ใน Anton Jager. Hyperpolitics in Command? New Left Review. 159, May-June 2026 และดูบทวิจารณ์ได้ใน Trey Taylor. Instituting Power: On Anton Jager’s Hyperpolitics. Cleveland Review of Books. 18 June 2026.)



