ผมไม่ค่อยได้พูดเรื่อง ส.ว.ในที่สาธารณะมากนัก ส่วนหนึ่งเพราะเหนื่อยหน่ายกับเรื่องนี้มาก
และไม่ค่อยแน่ใจตัวเองว่า สุดท้ายการเดินทางเรื่องนี้มันจะจบลงตรงไหน
ทางแรกคือ จะได้รับความยุติธรรมในฐานะมีคนผิดจริงๆ
ทางที่สองคือ ผลออกมาแบบขี้เหร่ๆ คือจับใครไม่ได้เลย หรือจับได้แบบปลายแถว
เรื่อง ส.ว.นี่ที่ผมรู้สึกว่าคืบหน้าที่สุดคือเรื่องของการเปลี่ยนข้อกล่าวหาในสาธารณะจาก “ฮั้ว ส.ว.”
เป็น “โกง ส.ว.”
และโดยส่วนตัวผมไม่ได้มีปัญหากับการใช้เครือข่ายเพื่อให้ได้มาซึ่ง ส.ว. เพราะกติกามันเปิดช่อง
แต่ที่แย่คือการใช้เงินเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าเรื่องของการสร้างเครือข่ายเฉยๆ
นั่นเป็นเรื่องแรก ส่วนเรื่องที่สองก็คือ การสมัครที่ใช้คุณสมบัติผิด
อันนี้ก็หนักขึ้นไปอีก คือเครือข่ายทางการเมืองเป็นแบบประสิทธิภาพสูงในการขับเคลื่อน
แต่คุณสมบัติต่ำและคลุมเครือ
ส่วนที่สามคือ เมื่อเข้ามาแล้ว บ่อยครั้งมากที่ไม่ได้ทำงานสะท้อนเจตจำนงของประชาธิปไตยที่จะผลักดันสังคมไปข้างหน้า
ส่วนมากสกัดขัดขวางกระบวนการประชาธิปไตย และผลักดันการคงอยู่ของระบอบมากกว่าตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะที่ดี โดยเฉพาะมีข้อสงสัยมากมายในการแต่งตั้งองค์กรอิสระที่ผ่านมา
ทั้งที่ล่าช้าและคุณสมบัติน่าเคลือบแคลงสงสัย
ความเหนื่อยหน่ายของสังคมที่มีผมเป็นหนึ่งในนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีเลย เพราะทำให้ไร้พลังอยู่ในระดับหนึ่ง
จากที่ผ่านมาการต่อสู้ทางการเมือง ถ้าไม่ออกมาในลักษณะโกรธแค้น ก็ออกมาในลักษณะเย้ยหยัน ขบขันล้อเลียน
ความเหนื่อยหน่ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ อาจจะมาจากความรู้สึกว่าเราสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เพราะจริงๆ แล้วเราเป็นเพียงคนที่อยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยจอมปลอมที่อำนาจในการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตามอำเภอใจของคนที่อยู่ในโครงสร้างอำนาจ
แค่นั้นเอง
ถ้าความเหนื่อยหน่ายนี้เป็นเรื่องจริง ความท้าทายก็เลยไปอยู่ที่ว่าเราก็ได้แต่รอให้ระบอบแบบนี้มันล้มลงไปเอง หรือรอให้มีความขัดแย้งกันภายใน
หรือแค่ไปสนใจเรื่องอื่นๆ ในชีวิต
อันนี้พูดตรงๆ เลยนะครับ ผมรู้สึกชื่นชมคนที่ยังสู้ในเรื่องนี้อยู่ เหมือนที่สู้ในเรื่องของบัตรเลือกตั้ง
ชื่นชมว่ายังมีเรี่ยวมีแรงในเรื่องนี้ มีความมุ่งมั่น
และก็รู้สึกประหลาดใจมากๆ กับคนที่รู้ตัวว่าเกี่ยวข้องในกระบวนการได้มาซึ่ง ส.ว.ชุดนี้ที่ยังสามารถยืนกรานได้ว่าทำอะไรก็ไม่ผิด
ที่น่าหนักใจคือ องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ที่ทำให้เรื่องราวต่างๆ แย่เข้าไปใหญ่
แถมยังมีหน้ามาให้สัมภาษณ์และดึงเรื่องไปเรื่อยๆ
เรื่องทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ก็ดูเหมือนกับว่าผู้มีอำนาจจะคุมเกมส์ได้
แถมไม่แคร์ว่าจะน่าเกลียดแค่ไหน
ความท้าทายในสังคมตอนนี้จึงไปอีกระดับหนึ่งแล้ว
จากเดิมที่เราเห็นว่านักการเมืองนั้นสามารถโยนความผิดให้ข้าราชการรับเคราะห์แทน
วันนี้เรากำลังเห็นกลุ่มนักการเมืองกำลังโยนความผิดและแรงกดดันทางสังคมไปให้องค์กรอิสระรับแทน
และดูเหมือนองค์กรอิสระเหล่านี้จะไม่เดือดร้อน
ความไม่เดือดเนื้อร้อนใจของทั้งกลุ่มนักการเมือง และองค์กรอิสระในรอบนี้ สะท้อนปัญหาที่ใหญ่มากของสังคม
สำหรับผมเป็นปัญหาคนละชุดกับความกังวลเรื่องสังคมหันขวา
ผมว่าเป็นเรื่องของการต่อสู้กับอำนาจอำเภอใจของกลุ่มคน และความรู้สึกแปลกแยกในสังคมที่เรากำหนดอะไรไม่ได้
สังคมหันขวานั้นปัญหาไม่ได้อยู่ในตัวของมันเองถ้าอำนาจเท่าๆ กัน ก็หันไปมาได้ (ดังนั้นถ้าจะสนใจเรื่องอุดมการณ์ขวา ก็ต้องวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจด้วย)
แต่ความรู้สึกว่าคนขาดอำนาจในทางการเมือง ไม่ใช่แค่เพราะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ผู้เข้าไปเล่นนั้นไม่ได้เคารพเสียงหรือเห็นหัวของประชาชนเลย อันนี้น่าหนักใจกว่า
แถมหลายครั้งคนที่ควรจะต้องมาจากอำนาจของประชาชน ยังยั่วยุ ล้อเลียนต่อความสงสัยของประชาชนอีกต่างหาก
จากการรวบรวมวิธีการของระบอบประชาธิปไตยคุณภาพต่ำที่กระทำต่อศัตรูทางการเมืองของเขาโดยเฉพาะพวกที่ออกมาต่อต้านและตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ อาจจะรวบรวมได้อยู่หลายแบบ ทั้งนี้เพราะระบอบประชาธิปไตยคุณภาพต่ำนั้นยังไงก็ต้องพึ่งหน้าฉากประชาธิปไตยเพื่อให้ตนอยู่ในอำนาจ โดยอ้างว่ามาจากประชาชน (แม้ว่าเมื่อได้อำนาจมาแล้ว ประชาชนจะตรวจสอบอะไรไม่ได้)
1.ในการจัดการกับขบวนการและประชาชนที่ตรวจสอบพวกเขา ก็คือการจัดการคนเหล่านี้ด้วยการใช้องค์กรของรัฐในการตรวจสอบ หรือใช้องค์กรรัฐในการปกป้องผู้มีอำนาจบางคนให้พ้นผิด ลอยนวลได้
แต่ในเมืองไทย เรื่องนี้เริ่มจะมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนแทนที่จะเป็นเรื่องของการตรวจสอบเมื่อมีข้อกล่าวหา เรื่องที่เราเห็นคือเรื่องของการฟ้องกลับและโจมตีกลับเป็นเบื้องแรก โดยเฉพาะจากองค์กรอิสระ และกลุ่มการเมืองที่ถูกกล่าวหา
2.ระบอบที่มีอำนาจไม่ได้ทำลายระบบตรวจสอบลงทั้งหมดในคราวเดียว เหมือนกับสมัยที่ทหารปกครอง แต่กลับตั้งพวกเดียวกันเข้าไปนั่งในองค์กรอิสระ หรือองค์กรที่ให้คุณให้โทษกับกระบวนการทางการเมืองได้เสียมากกว่า
ในบางกรณีระบอบที่มีอำนาจอาจจะใช้วิธีตัดงบประมาณองค์กรอิสระ หรือบางทีก็พึ่งพาระบบการตรวจสอบที่เป็นพวกเดียวกันแล้วในการพึ่งพากระบวนการแบบราชการที่ยืดเยื้อยาวนานออกไปเรื่อยๆ
3.เมื่อแรงกดดันทางสังคมในการตรวจสอบและเอาผิดเพิ่มขึ้นมาก ระบอบผู้มีอำนาจอาจใช้วิธีตัดไฟแต่ต้นลม คือจัดการพวกระดับล่างทิ้งไปเป็นการ “สังเวย” เพื่อรักษาโครงสร้างเครือข่ายทั้งหมดเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
4.ระบอบประชาธิปไตยคุณภาพต่ำอาจจะใช้วิธีแบ่งแยกและปกครอง อาทิ ดึงบางคนที่เรียกร้องมาอยู่ในกรรมการ หรือที่ปรึกษา หรือใช้การรณรงค์บิดเบือนข่าวสารว่าพวกที่ต่อต้านรับเงินต่างชาติ
5.การเชื่อมโยงกับสื่อและกระบวนการข้อมูลข่าวสารในภาพรวม ระบอบนี้อาจจะมีความสัมพันธ์อันดีกับสื่อบางกลุ่ม และอาจมีสื่อของตัวเอง รวมทั้งกระบวนการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร
ที่เลวร้ายกว่ากระบวนการเชื่อมกับสื่อที่เป็นมาก็คือการปล่อยให้ข่าวเรื่องการโกงในเรื่องต่างๆ ดำเนินไปเรื่อยๆ โดยไม่มีคำตอบอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน มากกว่าเรื่องของการปกปิดการโกง
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความสิ้นหวังและความเหนื่อยหน่ายของประชาชนเมื่อเห็นข่าวการโกง เพราะพวกเขาจะรู้สึกว่า โกงกันทุกจุด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีองค์กรไหน หรือข้อกฎหมายใดเอาผิดได้ คนที่ออกมารณรงค์ให้ตรวจสอบก็โดนจัดการในหลายรูปแบบด้วยข้อหามากมาย ฝ่ายที่ถูกกล่าวหาก็สามารถอยู่ในอำนาจได้เหมือนเดิม
ในระยะยาวก็จะมีคนจำนวนหนึ่งเลิกสนใจการเมือง เลิกออกไปเลือกตั้ง ในครั้งหน้า และพวกที่มีอำนาจอยู่ก็ยังครองอำนาจอยู่ได้ตราบใดที่ผลประโยชน์ของพวกเขาลงตัว
ตอนนี้ผมมองไม่เห็นทางออกของสังคมนี้จริงๆ
แค่พยายามหล่อเลี้ยงความหวังทางการเมืองเอาไว้ยังยากเลยครับ



