ชาวไร่มัน-ข้าวโพด ชี้ราคายังพุ่ง แนะรัฐปรับสมดุล-สกัดเพื่อนบ้านดัมพ์ราคา
เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 21 กุมภาพันธ์ นายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานสภาเกษตรกร จังหวัดนครราชสีมา หนึ่งในผู้เสวนา หัวข้อ “โครงการประกันรายได้สินค้า 5 สินค้าเกษตร” ในงานสัมมนา”ประกันรายได้สินค้าเกษตร 5 สินค้า” โดยกระทรวงพาณิชย์ ในรูปแบบไลฟ์สตรีมมิ่งผ่านเฟซบุ๊ก เครือมติชน ไลน์ออฟฟิเชียลมติชน และยูทูบมติชนทีวี ณ อาคารสํานักงาน บริษัท มติชน จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2565 ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยังเป็นพืชที่สร้างโอกาสของประเทศไทย คาดผลผลิตข้าวโพดอยู่ที่ 4.7-4.8 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์อยู่ที่ 8.5 ล้านตัน เพราะความต้องการของไทยเหนือกว่าประเทศอื่น เนื่องจากข้าวโพดที่ผลิตในประเทศไทย เป็นข้าวโพดหัวแข็งมีเม็ดสีเป็นสีส้ม เป็นตัวสำคัญมาก ทำให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ มีความได้เปรียบกว่าประเทศอื่นที่เป็นหัวบุบอ่อน (Dent corn) เด่นคือ เม็ดหัวสี ทำให้เนื้อไก่และไข่เป็นสีแดงธรรมชาติ เนื้อหมูที่บริโภคไม่มีสารเร่งเนื้อแดง สีจะสวย นี่คือโอกาสสำคัญ จะต่อยอดทำอย่างไรเพื่อความมั่นคงของการผลิตข้าวโพดเป็นอุตสาหกรรมหลักเรื่องการส่งออกอุตสาหกรรมไก่ จะเพิ่มยีลด์ต่อไร่และมูลค่าผลิตภัณฑ์อย่างไร
อ่านข่าวเกี่ยวข้อง
– เริ่มแล้ว! สัมมนา “ประกันรายได้สินค้าเกษตร 5 สินค้า โดยกระทรวงพาณิชย์”
– จุรินทร์ นำ “ประกันรายได้พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” เดินหน้าปี 3 สู่ปีที่ 4 ชี้ตัวช่วย ศก. รายได้ การเมือง
– ค้าภายใน ชี้ประกันรายได้สร้างหลักประกันอาชีพเกษตร ยันโปร่งใส ทุกบาทเข้าบัญชีเกษตรกร
– ชาวนาดีใจ “ประกันรายได้ช่วยชาวนาได้จริง” วอนรัฐดูแลค่ายา เดินหน้าจัดโซนปลูกข้าว ตอบโจทย์ความต้องการค้าโลก

นายเติมศักดิ์ กล่าวอีกว่า จะยกระดับกันอย่างไร ถ้าผลิตอุตสาหกรรมไก่หรือไข่ เรื่องของความปลอดภัย จะเน้นต้นทางวัตถุดิบที่ปลอดภัย มีคุณภาพ มีความมั่นคง มีเสถียรภาพสูง มีราคาที่ตอบโจทย์เกษตรกรได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่พื้นฐานของเกษตรกร 70%ของประเทศอยู่ในภาคอุตสาหกรรมไทย ตรงนี้ต้องพัฒนาต่อยอด โดยใช้หลัก”กรีน อีโคโนมี” หรืออุตสาหกรรมบีซีจี มาแน่นอน สำหรับอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง ที่มีอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมาย ขณะนี้เทรนด์ของยุโรป มีการนำแป้งสาลีไปผลิตเป็นอุตสาหกรรมแป้ง ขนมปัง ก็จะเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมแป้ง โดยต้องสร้างจุดแข็ง ยกระดับเรื่องคุณภาพ ความปลอดภัยเรื่องของวัตถุดิบ เป็นสิ่งสำคัญทำให้เราจะตีตลาดได้อีกหลายตลาด แม้กระทั่งสินค้าฮาลาล ประเทศกลุ่มผลิตน้ำมัน ไม่มีความมั่นคงวัตถุดิบอาหาร ต้องพยายามยกระดับคุณภาพการผลิตให้เกษตรกร นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้าไปเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรต่อไป

เมื่อถามว่าจะทำให้มีเสถียรภาพด้านราคาและรายได้ นั้น นายเติมศักดิ์ กล่าวว่า ด้านข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในอดีตรัฐบาลลดภาษีนำเข้าข้าวสาลี ตรงนี้เป็นวิกฤตของข้าวโพดทำให้ราคาตก เพราะว่าในอุตสาหกรรมข้าวโพด เป็นการนำไปสู่อุตสหกรรมอาหารสัตว์โดยตรง ดังนั้น กลุ่มพืชคาร์โบไฮเดรต ถูกนำเข้ามาจนล้นปริมาณ จึงทำให้ราคาข้าวโพดตกต่ำตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งภาคเกษตร ได้ร่วมกันรณรงค์เรื่องของชะลอการนำเข้าวัตถุดิบอื่นที่เข้ามาทดแทนข้าวโพด มาสำเร็จปี 2559-2560 โดยผ่านมาตรการ 3 ต่อ 1 (หรือมาตรการนำเข้า 1 ส่วน และรับซื้อในประเทศ 3 ส่วน) เป็นมาตรการชั่วคราว ที่ภาครัฐนำออกมาดูแลการนำเข้าวัตถุดิบในกลุ่มพืชคาร์โบไฮเดรต ทำให้ราคาข้าวโพดตกต่ำ ก่อนจะมีการประกันรายได้ เป็นมาตรการควบคุมวัตถุดิบที่มาในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และพืชคาร์โบไฮเดรต เข้ามาไม่ให้ล้น รัฐก็ต้องบริหารจัดการ ไม่ได้ขาด เพราะถ้าขาด อาหารสัตว์จะมีปัญหา ต้องมีกลไกควบคุมไม่ให้พืชคาร์โบไฮเดรตขาดหรือเกิน อีกเรื่องต้องดูแล คือ สินค้าข้าวโพดในกลุ่มอาเซียนมีลาว กัมพูชา พม่า ไทย มีฤดูกาลการผลิตใกล้เคียงเหมือนๆกัน แต่ต้นทุนต้องมาดูใครถูก เช่น พม่า ลาว กัมพูชา จะถูกกว่าเพราะค่าแรงถูกกว่าไทย การนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าไม่กำหนดเงื่อนไขการนำเข้าสินค้าจะล้นทะลัก ทำให้ข้าวโพดราคาตก ซึ่งรัฐมีมาตรการคุมการนำเข้าข้าวโพด จะนำเข้าได้ต้องเดือนกุมภาพันธ์-สิงหาคม ไม่ให้สินค้าเราออกมากระจุกตัวและราคาตก
นายเติมศักดิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ประกอบกับโครงการประกันรายได้ที่เสริมสร้างเงินกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวา ตามกลไกของราคาตลาด ถ้าราคาตลาดดี รัฐก็ไม่ต้องอุดหนุน(subsidize) แต่ถ้าตกมาก็ช่วยเสริม และยังมีโครงการเก็บชะลอการออก โดยผู้ประกอบการซื้อจากเกษตรกร แล้วเก็บสต็อกไว้ไม่ให้สินค้าทะลักออกมามาก เป็นกลไกหนึ่งทำให้เสถียรภาพราคามันดีขึ้น ทั้งนี้มาตรการ 3 ต่อ 1 เป็นมาตรการเฉพาะ คงจะเดินต่อไปไม่ได้ เพราะขัดกฎระเบียบองค์การการค้าโลก(WTO )เรากำลังดูว่าใช้มาตรการภาษีดีหรือไม่อย่างไร เพื่อให้สินค้า เกษตรกร ผู้บริโภคอยู่ได้ ”
” ขอขยายความถึงมาตรการภาษี ก่อนที่จะนำเข้าวัตถุดิบอื่นทดแทน เมื่อก่อนเราเก็บภาษีได้ 27% ไม่ขัดหลักWTO ตอนนี้ถ้าเราจะเก็บภาษีในช่วงใดช่วงหนึ่ง ต้องดูว่าจะนำเข้าวัตถุดิบและเก็บภาษีแต่ละช่วงอย่างไร เช่น ช่วงสินค้าเราออกมาตั้งแต่เดือนกันยายน-ธันวาคม ควรเก็บภาษี2-5% ต้องหารือกันตรงไหน ทำให้ราคาในประเทศยั่งยืนและตอบสนองสู้กับต่างชาติได้ ซึ่งการจะส่งออกต่อสู้ประเทศอื่นที่ผลิตของอย่างเดียวกับเราได้ ต้องยกระดับคุณภาพวัตถุดิบให้อยู่ในมาตรฐานสินค้า ที่มีความปลอดภัย ตอบสนองต่อการทำธุรกิจบีซีจี ถึงจะนำเทรนด์นี้ไปสู้กับเขาได้ เนื่องจากวัตถุดิบของเรามีคุณภาพส่งออกอยู่แล้ว ” นายเติมศักดิ์ กล่าว
นายเติมศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับมันสำปะหลังในประเทศไทย มีความต้องการอยู่ที่ 40 ล้านตันต่อปี แต่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคำนวณปลูกได้ 30 ล้านตันต่อปี แต่ปีนี้มีน้ำท่วมเหลืออยู่ที่ 28 ล้านตันต่อปี ประกอบการสถานการณ์โควิด ทำให้มีความต้องการใช้แอลกอฮอลล์มาก ส่งผลต่อมันสำปะหลังมีเสถียรภาพราคา ทั้งนี้จากผลผลิตมันสำปะหลัง 30 ล้านตัน มีความต้องการในอุตสาหกรรมแป้ง 2 ส่วน คือ ความต้องการแป้ง 25-26 ล้านตัน และอีก 3 ล้านตันคือมันเส้น ที่ใช้ทำเอทานอล ทำให้ราคามันยกระดับขึ้น

“พืชไร่ในประเทศเพื่อนบ้านและเราเป็นฤดูกาลการผลิตเดียวกัน เราไม่ได้กีดกันการนำเข้าจากเพื่อนบ้าน แต่ก็ต้องสร้างเงื่อนไข ไม่ให้สินค้าออกมาทะลัก แต่ถ้าสถานการณ์เราเปลี่ยนแปลง จะยกระดับเกษตรกรสู่ภาคการผลิตมีคุณภาพเพิ่มขึ้น ต้องนำเรื่องบีซีจี นวัตกรรม เทคโนโลยี มาใช้ในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพื่อรักษาความมั่นคงให้กับเกษตรกร ถึงสู้เขาได้”
นายเติมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันภาครัฐควรจะมีนโยบายประกันราคาคู่ขนานไปด้วย ห้ามหยุด เพราะเรื่องประกันรายได้ เป็นจุดชี้ของต้นทุนบวกกำไรในการบริหารจัดการอย่าให้ต่ำกว่านี้ เพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ ถ้าจะหยุดต้องให้เกษตรกรยืนได้ด้วยขาของเขาเองเพื่อสร้างความยั่งยืนต่อไป โดยการอยู่ได้ด้วยตัวเอง คือ 1.ต้องเพิ่มผลผลิตและเสถียรภาพของราคาให้ได้ 2.ต้องสู้กับต่างชาติได้ด้วยกลไกเรื่องของบีซีจีบิสซิเนส ยกระดับความปลอดภัยของวัตถุดิบ เช่น เราส่งออกข้าวกับเวียดนาม ในเรื่องของอินเดียเขาเป็นคู่ต่อสู้ที่ขายถูกกว่าเรามาก แต่เรื่องของมาตรฐานความปลอดภัย เช่น ข้าวขาว สินค้าเหมือนกัน เราขายสูงกว่าเขานิดหนึ่ง โดยนำเรื่องมาตรการความปลอดภัย ไปจับด้วย ลูกค้าถึงซื้อเรามากกว่า ตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องยกระดับมาตรฐานให้กับเกษตรกร

