‘ชัยวุฒิ’ รับ ‘ดีอีเอส’ ติดหนี้เน็ตประชารัฐ 4,000 ล้าน ขอบอร์ดดีอีคืนเอ็นที ไม่พอขอ 1,000 ล้านโปะทุกปี
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอวาระเข้าที่ประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เพื่อของบประมาณสำหรับจ่ายค่าบำรุงรักษาโครงการเน็ตประชารัฐ ซึ่งค้างจ่ายหนี้ให้กับ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นที ตั้งแต่ปี 2561 เป็นจำนวนเงินกว่า 4,000 ล้านบาท แต่หลังจากเจรจาไกล่เกลี่ยลดเหลือ 3,600 ล้านบาท
“รัฐบาลดำเนินการมาถูกทางแล้ว เพราะโครงสร้างพื้นฐานอินเตอร์เน็ตเป็นปัจจัยสำคัญในสนับสนุนการซื้อขายสินค้าบริการ และธุรกรรมการเงินด้านอื่นๆ โดยปัจจุบันโครงการเน็ตประชารัฐเข้าถึง 74,965 หมู่บ้านเกือบ 100% มีความเร็วของอินเตอร์เน็ตทั้งบรอดแบนด์ไฟเบอร์ 4G และ 5G ซึ่งตรงตามวัตุประสงค์ในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ” นายชัยวุฒิ กล่าว
อ่าน
- 1 ต.ค. ดีเซลปรับสูตรราคา อิงตลาดโลก-ใช้หนี้กองทุนน้ำมันฯ
- ราชกิจจาฯ สั่งยกเลิก โควิด 19 จากโรคติดต่ออันตราย เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง
- ยลโฉม เปิดที่มา ‘จวนผู้ว่าฯปทุม’ ที่ณรงค์ศักดิ์บอกชัชชาติ ‘จวนผมสวยสุดในไทย’
นายชัยวุฒิ กล่าวว่า การกำหนดหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล (โซนซี) และเป็นพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 40,432 หมู่บ้าน ตามโครงการเน็ตประชารัฐของกระทรวงดีอี งบประมาณ 13,000 ล้านบาท จำนวน 24,700 หมู่บ้าน ตกจุดละ 5 แสนกว่าบาท สำหรับค่าบำรุงรักษาให้ใช้งานได้เพียง 6 เดือน ดังนั้น จึงจะหารือกับบอร์ดดีอีเพื่อขอนุมัติงบสำหรับอนาคตด้วย ซึ่งจากการใช้งานที่ผ่านมาคำนวณแล้วว่า ต้องใช้ค่าบำรุงรักษาเฉลี่ยปีละ 1,000 ล้านบาท
“เพื่อให้โครงการเน็ตประชารัฐสามารถดำเนินการได้ต่อเนื่อง จะต้องหารือกับบอร์ดดีอีเพื่อของบมาชำระหนี้ส่วนนี้ เพราะสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ระบุว่า ไม่เข้าข่ายที่จะเบิกงบของยูโซ่มาจ่ายได้” นายชัยวุฒิ กล่าวและว่า ปัจจุบันคนไทยใช้งานมือถือมากกว่า 95 ล้านเลขหมาย แซงหน้าจำนวนประชากรทั้งประเทศไปแล้ว และกว่า 77% เข้าถึงอินเตอร์เน็ต ขณะที่ สถานะด้านดิจิทัลของไทยติดอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งสิ่งที่จะเร่งผลักดันถัดไป คือ การขับเคลื่อนดิจิทัลไอดี ที่ช่วยให้การยืนยันตัวตนทางออนไลน์ทำได้ง่ายสะดวกรวดเร็วและปลอดภัย โดยกำลังคุยกับกระทรวงมหาดไทยจัดทำระบบยืนยันตัวตนผ่านการสแกนใบหน้าซึ่งตั้งใจจะทำให้เสร็จภายในปีนี้

