‘ทรู-ดีแทค’ เทรดสนั่นติดหุ้นซื้อขายสูงสุด รับข่าวกฤษฎีกาตีความดีลควบรวม

21.09.22 | 17:52 น.

‘ทรู-ดีแทค’ เทรดสนั่นติดหุ้นซื้อขายสูงสุด รับข่าวกฤษฎีกาตีความดีลควบรวม

เมื่อวันที่ 21 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานการซื้อขายหลักทรัพย์ (หุ้น) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า หุ้นในกลุ่มสื่อสารหลักของไทย ทั้ง TRUE, DTAC และ ADVANC ราคาปรับขึ้นอย่างคึกคัก จนปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ 3 อันดับแรกใน Most Active หรือหุ้นที่มีการซื้อขายสูงสุด

หลังจาก ‘คณะกรรมการกฤษฎีกา’ ได้ตอบข้อหารือของ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรณีการควบรวมระหว่าง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรู และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ว่า กสทช. มีอำนาจกำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะสำหรับผู้มีอำนาจเหนือตลาดมาบังคับใช้เพื่อป้องกันความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะได้ตามข้อ 12 ของประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2561 และควรต้องใช้อำนาจโดยคำนึงถึงสัดส่วนระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภคกับการพัฒนากิจการโทรคมนาคมด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

ขณะที่ นายพิสุทธิ์ งามวิจิตวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์บริษัท หลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เบื้องต้นตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความอำนาจ กสทช. ในการตัดสินใจอนุญาตหรือไม่อนุญาตควบรวมกิจการระหว่างทรูและดีแทค ได้เลยนั้น ถือเป็นเรื่องดี แต่เนื่องจากยังไม่ 100% ว่า กสทช.จะมีอำนาจหรือไม่ เพราะจากเอกสารของคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความได้ว่า ให้ใช้ประกาศ กสทช. ปี 2561 อ้างอิงในการพิจารณาเรื่องนี้ โดยจะต้องรักษาสมดุลย์ของผู้บริโภคและภาพรวมของอุตสาหกรรม ซึ่งประกาศ กสทช. ปี 2561 อำนาจของ กสทช. หากเกิดดีลลักษณะนี้ ต้องแจ้งให้ กสทช. ทราบเท่านั้น จากนั้น กสทช. จะออกมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเชื่อว่าตลาดก็ตีความตามนี้เหมือนกัน สะท้อนได้จากหุ้นกลุ่มสื่อสารที่ปรับตัวขึ้นในภาพรวม

Advertisement

นายพิสุทธิ์ กล่าวว่า ขั้นตอนต่อไป กสทช.จะต้องประชุมกันว่า จะเชื่อตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาแนะนำหรือไม่ โดยหากที่ประชุมโหวตออกมาว่าเชื่อตามคำแนะนำได้ ก็รับทราบ และออกมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อหาทางเยียวยาลูกค้าต่อไป จากนั้นถือว่าขั้นตอนจบแล้ว แต่ย้ำว่าเนื่องจากยังมีปัจจัยไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ปัจจัยที่จะพลิกให้ราคาปรับลดลงคือ ต้องติดตามการประชุมของกสทช. ที่กำหนดเบื้องต้นเป็นวันที่ 5 ตุลาคมนี้ ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ซึ่งมี 2 ทาง คือ 1.ทำตามคำแนะนำของกฤษฎีกา ที่มองว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูง และ 2.ไม่เห็นด้วยตามคำแนะนำ แม้ความเป็นไปได้จะมีน้อย

จากนั้นต้องติดตามต่อว่า มาตรการเยียวยาจะออกมาทันทีหรือไม่ หรือต้องศึกษาเพิ่มเติมอีก หลังจากวันที่ 5 ตุลาคมนี้ รวมถึงฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ก็ต้องติดตามว่า จะทำการฟ้องศาลหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าจะฟ้องแน่นอน และจากนั้นศาลจะคุ้มครองหรือไม่ ซึ่งตรงนี้มองว่าไม่คุ้มครอง และสุดท้ายดีลของทรู-ดีแทคจะตกลงตามนั้นได้ทันทีหรือไม่ ทำให้ตอนนี้อย่างน้อยก็มีความไม่แน่นอน 3 เรื่องหลักๆ แล้วที่ต้องทำให้ชัดเจนก่อน

“ปัจจัยไม่แน่นอนเหล่านี้ นี้จะต้องเกิดก่อนการทำ Tender Offer หรือการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์แก่ผู้ถือหุ้นทั่วไป โดยหากประเมินตอนนี้โอกาสในการควบรวมของทรูและดีแทค เป็นไปได้ 100% แน่นอน หาก กสทช.สามารถสรุปผลและมีความชัดเจนในปีนี้ หลังจากนั้นทั้งทรูและดีแทค จะต้องทำตามขั้นตอนต่างๆ อาทิ การแลกหุ้น การเข้าจดทะเบียน พยายามให้เสร็จในปีนี้ หรือหากไม่ทันอย่างช้าก็คงเป็นเดือนมกราคม 2566 เนื่องจากเราเชื่อมั่นเรื่องดีลควบรวมนี้ จึงได้ให้น้ำหนักลงทุนหุ้นกลุ่มสื่อสารเพิ่มขึ้น ในบริบทที่ดีลควบรวมสำเร็จแน่นอน ซึ่งให้ราคาหุ้นดีแทค 47.76 บาทต่อหุ้น หุ้นทรู 5.09 บาทต่อหุ้น เป็นแนวต้าน ที่หากราคาจะเลยไปได้ คือ ความชัดเจนต้องมี ทุกอย่างจบ การเยียวยาไม่รุนแรง ส่วนราคาเป้าหมายกำหนดไว้คือ หุ้นดีแทค 58.43 บาทต่อหุ้น หุ้นทรู 6.28 บาทต่อหุ้น” นายพิสุทธิ์ กล่าว

ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีความเห็นว่าคณะกรรมการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไม่มีอำนาจพิจารณายับยั้งการรวมกิจการระหว่าทรูและดีแทค โดยสิ่งที่ กสทช.สามารถดำเนินการได้คือการกำหนดเงื่อนไขเพื่อรักษาสภาวะการแข่งขันในตลาด และดูแลไม่ให้ผู้บริโภคเสียประโยชน์

“ข่าวนี้เป็นบวกกับทั้งทรูและดีแทค และจะช่วยปูทางไปสู่การควบรวมที่ค้างเติ่งมานาน เราคาดว่า กสทช. จะออกประกาศมาในเร็วๆ นี้ให้สองบริษัทเดินหน้าควบรวมกิจการกันได้ แต่เรายังมีมุมมองที่ระมัดระวังกับเงื่อนไขที่ กสทช. จะกำหนดขึ้นมาเพื่อให้มั่นใจว่าสาธารณชนจะไม่คัดค้านดีลการควบรวมนี้อย่างหนัก”
บล.กรุงศรี คาดว่า กสทช. อาจจะกำหนดเงื่อนไขดังต่อไปนี้ 1) ทรูและดีแทค ต้องทำธุรกิจโดยใช้ทั้งสองแบรนด์ต่อไปอีกอย่างน้อยสามปีหลังการควบรวมกิจการ 2) ทรูและดีแทค ไม่สามารถแบ่งโครงข่ายและคลื่นความถี่ระหว่างกันได้

ในมุมมองของเรา เงื่อนไขแรกจะไม่กระทบกับมูลค่าของ synergy ที่จะเกิดจากการควบรวมกิจการระหว่างทรู และดีแทค แต่หาก กสทช.กำหนดเงื่อนไขข้อหลังจริงจะทำให้ synergy ของการควบรวมกิจการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม เรายังเลือก ADVANC เป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม แต่เนื่องจากราคาหุ้น DTAC และ TRUE ต่ำกว่าราคา Tender Offer (DTAC ที่ 47.76 บาท และ TRUE ที่ 5.09 บาท) จึงแนะนำให้นักลงทุนเข้าเก็งกำไรในหุ้นทั้งสองตัว โดยเราแนะนำให้ขายออกเมื่อราคาหุ้น DTAC ขึ้นมาถึงราคาเป้าหมายของเราที่ 50.50 บาท และเมื่อราคาหุ้น TRUE ขึ้นมาถึงราคาเป้าหมายของเราที่ 5 บาท เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเงื่อนไขการควบรวมที่ กสทช. จะกำหนดขึ้นมา

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า มองเป็น Positive sentiment ต่อกระแสข่าวกฤษฎีกา เคาะดีลควบรวมทรูและดีแทคให้ยึดตามประกาศปี พ.ศ.2561 กสทช.รับทราบ-ออกเงื่อนไข เพราะคาดจะทำให้โอกาสในการ ควบรวมมีมากขึ้นและไม่นาน หลังไม่จำเป็นต้องรอ กสทช. ครบทั้งคณะ

ทั้งนี้ ตามประกาศปี พ.ศ.2561 การควบรวมครั้งนี้ กสทช.จะรับทราบดีลและออกหลักเกณฑ์มาควบคุมป้องกันการ ผูกขาดเพิ่มเติม ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช. แจ้งเสนอแนวทางดังกล่าวไปยังที่ประชุม บอร์ด กสทช.บ้างแล้ว เช่น ห้ามรวมแบรนด์ภายใน 3 ปี หรือกันโครงข่ายบางส่วนให้รายอื่น (MVNOs) เช่าใช้ ดังนั้น หากเป็นตามกระแสข่าวข้างต้น คาดการรับทราบการควบรวม ของ กสทช.น่าจะเกิดขึ้นภายใน 1 เดือน (ตามข่าวคาดบอร์ด กสทช.จะพิจารณาในต้นต.ค.2565 ภายหลังบอร์ด กสทช. กลับจากภารกิจในต่างประเทศ)

หลังจากนั้น หากผู้ถือหุ้นใหญ่ของ TRUE และ DTAC ยอมรับให้มีเงื่อนไขมาตรการเฉพาะ ก็จะเข้าสู่การทำคำเสนอซื้อหุ้นแบบสมัครใจ (VTO) ทั้ง DTAC (เบื้องต้นที่ 47.76 บาท), TRUE (เบื้องต้นที่ 5.09 บาท) และจัดประชุมร่วมระหว่างผู้ถือหุ้นทั้ง 2 บริษัทอีกครั้ง (ไม่ใช่รอบวันที่ 3 ต.ค.2565) ก่อนเข้าสู่กระบวนการจัด แลกหุ้น DTAC / TRUE เป็นบริษัทใหม่ (NewCo) ในระยะถัดไป ซึ่งคาดธุรกรรมทั้งหมด จะเสร็จภายในปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า
.
โดยระยะสั้นหากเป็นตามกระแสข่าว คาดราคาหุ้น Mobile มีโอกาสปรับขึ้น โดยเฉพาะ DTAC และ TRUE ที่ราคายังต่ำกว่าราคา VTO เบื้องต้น (47.76 บาท สำหรับ DTAC และ 5.09 บาท สำหรับ TRUE) ส่วนหุ้นเด่นของกลุ่มยังคงเลือก DTAC ราคาเป้าหมาย 55 บาท และ ADVANC ราคาเป้าหมาย 252 บาท
.
ปัจจัยเสี่ยงกลุ่มอยู่ที่ดีลควบรวม DTAC และ TRUE กรณีเลวร้ายที่สุดหากหน่วยงานรัฐไม่อนุมัติควบรวม ประเมินราคาเป้าหมาย (ก่อนรวมดีลควบกิจการ) สำหรับ DTAC อยู่ที่ 40 บาท ส่วน TRUE 3.9 บาท ตามด้วย ADVANC ที่ 220 บาท และ INTUCH ที่ 70 บาท