“สุโรจน์ แสงสนิท” บิ๊กเอ็มจีขึ้นเวทีมติชน ฉายภาพ-อนาคต “อีวี”

19.10.22 | 07:08 น.

“สุโรจน์ แสงสนิท” บิ๊กเอ็มจีขึ้นเวทีมติชน ฉายภาพ-อนาคต “อีวี”

จากวิกฤตราคาพลังงานที่ยังคงทรงตัวระดับสูงและมีแนวโน้มยืดเยื้อ บวกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกภาคส่วนจะต้องรวมมือกันแก้ไข ช่วยกันระดมความคิดเห็น เพื่อหาทางออกจากความท้าทายเหล่านี้

หนังสือพิมพ์มติชนได้เล็งเห็นความกังวลดังกล่าวจึงได้จัดงานสัมมนา ภายใต้หัวข้อ Energy For Tomorrow วาระโลก วาระประเทศไทย 2023 วันพุธที่ 26 ตุลาคม 2565 เวลา 13.00-16.30 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ 1 (ชั้น 5) ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์

โดยรับเกียรติจาก นายสุพัฒนพงษ์พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ พลังงาน : วาระโลก วาระประเทศไทย 2023 พร้อมฟังการบรรยายพิเศษหัวข้อ Road Map พลังงานไทย จาก นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน และบรรยายพิเศษหัวข้อ ธุรกิจยั่งยืน ปรับตัวมุ่งสู่ Net Zero โดย ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)
ปิดท้ายด้วยวงเสวนาหัวข้อ มุมมองธุรกิจ ทิศทางพลังงานไทย 2023 จากภาคเอกชน ได้แก่ นายสุโรจน์ แสงสนิท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ค่ายเอ็มจี (MG) และ ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ดำเนินรายการโดย นายบัญชา ชุมชัยเวทย์ ผู้ประกาศข่าว

ก่อนถึงวันสัมมนา สุโรจน์ แสงสนิท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ค่ายเอ็มจี (MG) ให้สัมภาษณ์มติชน ถึงมุมมองเกี่ยวกับทิศทางพลังงานไทยว่า ในอดีตเมื่อสถานการณ์ราคาพลังงานโลกผันผวนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ประชาชนหันไปใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) แทนน้ำมัน ปัจจุบันเมื่อราคาพลังงานผันผวนรุนแรงอีกครั้งบวกกับเทรนด์โลกมุ่งสู่เชื้อเพลิงสะอาด ทำให้รถยนต์ไฟฟ้า 100% (บีอีวี) เป็นที่สนใจและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมารถยนต์ไฟฟ้ามีราคาสูงจึงถูกยกให้เป็นของเล่นของคนรวย หรือมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 5-6 ล้านบาท ราคาต่ำสุดอยู่ที่ 1.9 ล้านบาท ซึ่งการตั้งราคาดังกล่าวจึงถือเป็นโจทย์สำคัญของเอ็มจี ในการตั้งราคาขายรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ โดยในปี 2563 เราเริ่มจำหน่ายในไทยอยู่ที่ 9.88 แสนบาท และเอ็มจีถือเป็นผู้จำหน่ายรถถยนต์ไฟฟ้าเจ้าแรกของไทย ที่กล้าขายรถยนต์ไฟฟ้าราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท

ส่วนการที่รัฐบาลสนับสนุนเรื่องแพคเกจอีวีผ่านส่วนลดสูงสุด 1.5 แสนบาทต่อคันและลดภาษีอื่นๆ ด้วยนั้น มองว่าการที่รัฐบาลเข้ามาช่วยในเรื่องของการมอบส่วนลดเมื่อซื้อรถอีวี ส่งผลบวกทันทีเพราะช่วงก่อนหน้าธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่เหมาะเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ของเอเชีย คู่แข่งของไทยคือ เวียดนาม อินโดนีเซีย ซึ่งทั้ง 2 ประเทศ มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศเด่นกว่าไทยมาก เรื่องนี้ทำให้ค่อนข้างวิตกกังวลว่าผู้ผลิตรถไฟฟ้าจะเลือกลงทุนที่ใด อีกข้อกังวลคืออินโดนีเซีย มีวัตถุดิบในการทำแบตเตอรี่อยู่แล้วทำให้ไทยเป็นรองในเรื่องนี้

Advertisement

จนกระทั่งต้นปี 2565 รัฐบาลไทยมีนโยบายอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าโดยการนำเข้าจากประเทศใดก็ได้ในอัตราภาษีนำเข้า 0% รวมทั้งลดภาษีสรรพสามิตจาก 8% เหลือ 2% และหากมีการจดทะเบียนภายในเดือนธันวาคม 2566 จะได้รับเงินอุดหนุนอีก 1.5 แสนบาท ซึ่งทำให้เอ็มจี จากเดิมจำหน่ายรถในราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาทอยู่แล้ว จะช่วยให้ราคาเริ่มต้นลดเหลือประมาณ 7 แสนบาทเท่านั้น จากการสนับสนุนของรัฐบาลดังกล่าว เรียกได้ว่าไทยแซงทางโค้งประเทศเพื่อนบ้านไปแล้ว

พิสูจน์ได้จากยี่ห้อรถยนต์ไฟฟ้าที่มีเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีเพียง 2 ยี่ห้อ คือ เอ็มจี และเกรทวอลล์ ที่นำรถยนต์ไฟฟ้ามาขายในประเทศไทย พอรัฐบาลมีงบประมาณมาสนับสนุนในส่วนนี้ก็มีหลายยี่ห้อเข้ามาลงทุนในไทย เช่น เนต้า และบีวายดี เป็นต้น ทั้งนี้ ในการลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ร่วมกับกรมสรรพสามิต บริษัทนั้นๆ จะต้องรับหน้าที่ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาลที่ต้องการให้มีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ไม่ใช่แค่การเป็นฮับในการขาย แต่ต้องการผลักดันไปสู่เป้าหมายการเป็นฮับในการผลิต
อีกด้วย

ทั้งนี้ เมื่อทุกค่ายรถยนต์ไฟฟ้ามาเข้าร่วมโครงการเงินอุดหนุนฯ เป้าหมายต่อไปคือในเดือนมกราคม 2567 ประเทศไทยจะต้องมีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศแล้ว ซึ่งทางเอ็มจีจะเดินหน้าดึงพาร์ตเนอร์จากฝั่งจีนมาร่วมลงทุนโครงการนี้ เอ็มจีจึงเป็นเจ้าแรกร่วมกับเกรทวอลล์ที่ลงนามร่วมกับรัฐบาล ถือเป็นการรับปากกับภาครัฐว่าจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ แม้จะยังติดปัญหาในเรื่องการผลิตแบตเตอรี่ในประเทศ แต่สุดท้ายแล้วบริษัทจะหาทางผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้ได้ต่อไป เมื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าวได้แล้ว การขึ้นแท่นสู่เป้าหมายการเป็นฮับ หรือฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคก็เป็นไปได้เช่นกัน

อ่าน

โดยปัจจุบันเอ็มจีมียอดจองรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งวางขาย 2 รุ่นคือ MG EP และ MG ZS EV มากถึง 10,000 คัน จำนวนนี้คาดว่าจะส่งมอบให้ลูกค้าได้ประมาณ 6,000-7,000 คัน และอีก 3,000-4,000 คัน กำหนดส่งมอบภายในต้นปี 2566 แต่ด้วยผลจากสงครามก็ทำให้ชิ้นส่วนรถยนต์ขาดแคลน โดยเฉพาะชิป

จึงทำให้บริษัทแม่ในจีนที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเอ็มจีไม่สามารถผลิตรถยนต์ได้ตามออเดอร์ลูกค้า ขณะนี้จึงเร่งทำแผนเพื่อปรับตัวรับสถานการณ์ต่อไป เป็นเรื่องที่ต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

แม้จะยังมีปัญหาเรื่องของการขาดแคลนชิป แต่มั่นใจว่าตลาดอีวียังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องแน่นอน วัดได้จากยอดรถยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียน ในปี 2561 มีจำนวนรถยนต์จดทะเบียนอยู่ที่ 325 คัน ในปี 2562 มีจำนวนรถที่จดทะเบียนอยู่ที่ 1,562 คัน ปี 2563 มีจำนวนรถที่จดทะเบียนอยู่ที่ 2,999 คัน ในปี 2564 มีจำนวนรถที่จดทะเบียนอยู่ที่ 5,700 คัน และคาดว่าในปี 2565 มีจำนวนรถที่จดทะเบียนทะลุ 15,000-20,000 คัน เนื่องจากข้อมูลในเดือนมิถุนายน 2565 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าก็อยู่ที่ 7,300 คัน
อีกทั้งรัฐบาล โดยนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ มีเป้าหมายต้องการเห็นการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ 225,000 คัน ในปี 2568 ส่วนในปี 2573 ตั้งเป้าเห็นรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเป็น 440,000 คัน และในปี 2578 ตั้งเป้าเห็นรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเป็น 1,150,000 คัน จากเป้าหมายดังกล่าวเมื่อเทียบกับปัจจุบันที่ยอดการจดทะเบียนรถอีวีอยู่ที่ 10,000 คัน หรือคิดเป็น 10% ของเป้าหมายทั้งหมดในปี 2578

“หากย้อนกลับไป การเติบโตของธุรกิจอีวีแทบจะเติบโตแบบก้าวกระโดดในทุกๆ ปี และเชื่อมั่นว่าเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการเห็นรถอีวี จำนวน 225,000 คัน ในปี 2568 มีความเป็นไปได้ และมั่นใจว่าในปี 2565 ยอดการจดทะเบียนรถอีวีถึง 20,000 คันแน่นอน เพราะแค่เอ็มจียี่ห้อเดียวก็ทะลุ 10,000 คันแล้ว แต่ยังติดปัญหาเรื่องการส่งมอบเนื่องจากติดปัญหาเรื่องการขาดแคลนชิปที่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งกว่าวิกตโควิด-19 เสียอีก” รองประธานกรรมการบริหาร เอ็มจี ทิ้งท้าย

สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าชมเข้าฟัง Live Streaming ผ่าน Facebook มติชนออนไลน์, ประชาชาติธุรกิจ, ข่าวสด และ YouTube มติชนทีวี Line มติชน, ข่าวสด อย่าพลาด ติดตามข่าวคืบหน้าและเชิญลงทะเบียนเข้าร่วมรับฟังได้ทันทีโดยการสแกนคิวอาร์โค้ดด้านล่างนี้